คนเอาแต่ให้

20170807_givers

Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Give and Take และอาจารย์ด้าน Management ที่ Wharton (หนึ่งในมหาลัยที่ดังที่สุดในโลกด้าน MBA) กล่าวไว้ว่า โลกนี้มีคนอยู่สามประเภทคือ Givers, Takers, และ Matchers

Givers คือคนประเภท “พี่นี้มีแต่ให้” ใครติดขัดอะไรก็ช่วย อาสาสอนคนนั้นคนนี้ และเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ

ส่วน Takers คือคนที่ชอบ “ได้มา” มากกว่า “ให้ไป” จะคบกับใครหรือทำอะไรก็เพราะว่าหวังผลประโยชน์จากคนๆ นั้น แต่เวลาคนอื่นมาขอให้ช่วยอะไร เขาจะไม่ค่อยยอมทำให้

สุดท้าย Matchers คือคนที่ปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าอยู่ในวง Givers เขาก็จะเป็น Givers ด้วย และถ้าเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่คนส่วนใหญ่เป็น Takers เขาก็จะกลายเป็น Takers ไปด้วย

หนึ่งในสิ่งที่ Adam Grant ค้นพบจากงานวิจัยของเขาก็คือ ในบรรดาคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น จะมีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติ (Givers are over-represented among the people who are least successful) ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าคนเหล่านี้มัวแต่เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเสียจนทำงานของตัวเองไม่เสร็จ สุดท้ายก็เลยต้องอยู่ดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เลยยิ่งทำให้ผลงานออกมาไม่ดี

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกถึงตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานคนไหนรึเปล่าครับ?

ที่น่าสนใจก็คือ Adam Grant ยังพบอีกว่า ในกลุ่มของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนั้นก็มีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติเช่นกัน!

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ใจดี+ใจกว้าง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็รุ่งสุดๆ ไปเลย (people who are generous were the most likely to fail big and succeed big)

แล้วความแตกต่างระหว่าง Givers ที่ล้มเหลวกับ Givers ที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?

Givers ที่ล้มเหลวคือคนที่ใครมาขอให้ช่วยอะไร ก็หยุดงานที่ตัวเองทำ แล้วเอาเวลาไปให้เขาเสียหมด

แต่ Givers ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะคำนึงถึงคำถาม Who/When/How

Who – คนที่มาขอให้ช่วยนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือแค่ไหน และคนๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเอาเปรียบเรารึเปล่า

When – เราได้บล็อกเวลาอย่างเพียงพอเพื่อที่จะทำงานของตัวเองให้เสร็จรึยัง แล้วเราพร้อมจะให้เวลาคนที่เราจะช่วยแค่ไหน

How – เราจะช่วยคนๆ นี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในตอนนี้และในอนาคต

คนไทยส่วนใหญ่นั้นใจดี แต่ก็มีบางคนที่เป็น takers ถ้าเรามัวแต่เป็นคน”เอาแต่ให้จนตัวตาย” คงไม่ใช่เรื่องที่แฟร์สำหรับเราและครอบครัวเท่าไหร่

มาเรียนรู้ที่จะเป็น Givers ที่ชาญฉลาดกันดีกว่า

จะได้เป็นทั้งคนที่น่ารักและประสบความสำเร็จครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Successful Givers, Toxic Takers, and the Life We Spend at Work

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานปีนเขา

20170615_climbmountains

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เขาพยายามศึกษาหาความรู้ในศาสตร์หลายๆ แขนง แต่ทว่าในอาชีพการงานกลับมีความสำเร็จเพียงระดับหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าไปถึงยังจุดที่ตนเองหวังไว้ได้ เขาขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เซน

เมื่ออาจารย์เซนได้รับฟังปัญหาของชายหนุ่ม กลับไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมา เพียงแต่เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มรับประทานอาหารเจด้วยกันที่วัด บนโต๊ะเรียงรายไว้ด้วยอาหารเจละลานตานับร้อยชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาจึงได้พยายามลิ้มลองอาหารเหล่านั้นให้ครบทุกอย่าง ต่อเมื่อรับประทานครบ จึงค่อยวางตะเกียบและรู้สึกว่าตนเองอิ่มเกินไป

อาจารย์เซนถามว่า “อาหารที่ท่านรับประทานลงไปนั้นมีรสชาติเช่นไรบ้าง?”

ชายหนุ่มตอบด้วยความลำบากใจว่า “มีรสชาติร้อยพัน ยากที่จะจำแนกแยกแยะ สุดท้ายรู้สึกแค่เพียงว่ากระเพาะขยายอย่างยิ่ง”

อาจารย์เซนถามต่อไปว่า “เช่นนั้นแปลว่าท่านรู้สึกสบายดีและพอใจใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มตอบว่า “มิใช่ กลับทรมานอย่างยิ่ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง ก็เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดจา

วันต่อมาอาจารย์เซนชวนชายหนุ่มปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เมื่อทั้งสองปีนขึ้นไปถึงกลางทาง ชายหนุ่มได้พบกับหินคริสตัลสีสดสวยแวววาวมากมาย จึงเกิดความอยากได้ และเก็บหินเหล่านั้นใส่ย่ามของตนจนเต็มแน่น แต่น้ำหนักของหินที่มากเกินไปทำให้เขาไม่สามารถปีนขึ้นไปต่อได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตัดใจทิ้งคริสตัลเหล่านั้น

ขณะที่ยืนลังเลอยู่กลางทางนั้นเอง อาจารย์เซนจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านควร “วางลง” ได้หรือยัง? มิเช่นนั้นจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร?”

เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง ก็พลันกระจ่างแจ้งในใจ สองมือวางก้อนหินเหล่านั้นลง พลางป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดภูสูงได้สำเร็จ จากนั้นจึงกราบลาอาจารย์เซนเดินทางกลับ เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชายหนุ่มก็ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังไว้


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : ได้อย่างเสียอย่าง

เราไม่อาจเปลี่ยนใครได้

20170706_tellyourself

แต่เราอาจเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

“You cannot change anyone, but you can be the reason someone changes.”
― Roy T. Bennett

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคของนักปฏิบัติธรรมมือใหม่ คือความกระตือรือร้นที่อยากจะชวนคนอื่นมาดื่มด่ำกับธรรมะนี้ด้วย

เราจะเที่ยวพูดไปทั่วว่าการภาวนานี้ดีอย่างไร ทำแล้วจิตใจสงบแค่ไหน แล้วพอคนที่เราชักชวนเขาไม่สนใจ เราก็จะรู้สึกผิดหวังเหมือนคนอกหัก

พระท่านจึงย้ำว่า ไม่ต้องไปสอนคนอื่น กลับมาดูแลกายดูแลใจตัวเองให้ดีก่อนเถอะ เพราะเมื่อเราฝึกฝนตัวเองดีแล้ว คนรอบข้างก็จะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเราจนเขาเข้ามาถามเองแหละว่าเราไปทำอะไรมา

—–

Seth Godin เคยกล่าวไว้ว่า

“People don’t believe what you tell them.
They rarely believe what you show them.
They often believe what their friends tell them.
They always believe what they tell themselves.”

คนอื่นเขาไม่เชื่อสิ่งที่เราบอกหรอก
นานๆ ทีเขาถึงจะเชื่อสิ่งที่เราแสดงให้ดู
บ่อยครั้งที่เขาจะเชื่อสิ่งที่เพื่อนบอก
แต่เขาจะเชื่อสิ่งที่เขาบอกตัวเองเสมอ

ข้อเขียนของผมจึงไม่อาจเปลี่ยนใครได้

อย่างมากที่สุดก็แค่สะกิดต่อมอะไรบางอย่างให้ตื่นขึ้น หรือย้ำเตือนในสิ่งที่ผู้อ่านรู้อยู่แล้วเพียงแต่อาจหลงลืมมันไป

และเมื่อผู้อ่านระลึกได้ถึงสิ่งนั้น เขาก็จะสร้างชุดความคิด คำอธิบาย และข้อสรุปที่เหมาะสมกับตัวเอง

ถ้ามีบทความใดทำให้ผู้อ่านได้พบประสบการณ์นี้ ก็ถือว่าบล็อก Anontawong’s Musings ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ผลิตโชค

20170705_luckproduction

มีหลายคนเคยถามผมว่า ชื่อจริงชื่ออานนทวงศ์ ทำไมถึงชื่อเล่นชื่อรุตม์

ผมเลยอธิบายไปว่า เพราะผมเคยเปลี่ยนชื่อครับ แถมไม่ได้เปลี่ยนแค่ครั้งเดียวด้วย

ซึ่งคิดแล้วก็เป็นเรื่องแปลกดีเพราะธรรมดาผมไม่เคยสนใจเรื่องหมอดูหรือขวนขวายอยากได้ชื่อมงคลเลย

ชื่อแรกของผมตอนเกิดคือ “วรุตม์” พ่อบอกว่าชื่อนี้แปลว่า “โคตรดี”

พอปี 2541 โดนหมอดูทักว่า ชื่อวรุตม์ระวังจะไม่มีคู่ เลยเสนอให้ผมเปลี่ยนชื่อเป็น “บรรณวัชร” (บันนะวัด) ซึ่งแปลว่า “หนังสือคือของมีค่า” ก็เลยเปลี่ยนเพื่อให้แม่สบายใจ

เอาจริงๆ ผมชอบชื่อวรุตม์มากกว่าบรรณวัชรนะ แต่ฝรั่งดูจะชอบชื่อบรรณวัชรมากกว่า เพราะออกเสียงง่ายกว่าวรุตม์ที่มักจะกลายเป็น “ว้าหลุด” เป็นประจำ

พอปี 2548 ก็มีผู้ใหญ่ที่ครอบครัวเคารพนับถือตั้งชื่อให้ใหม่อีกครั้งว่า “อานนทวงศ์”

ฟังครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนเราเป็นเจ้าชายแคว้นนนทบุรีที่หลุดออกมาจากละครจักรๆ วงศ์ๆ

แม้ชื่อจะดูยาวและโบราณสักเล็กน้อย แต่ผมก็ชอบความหมายของมันที่แปลว่าผู้มีความสุขและอิสรภาพ แถมชื่อนี้ยังพ้องกับพระอานนท์ อุปัฏฐากของพระพุทธองค์อีกด้วย

หวังว่านี่จะเป็นชื่อสุดท้ายแล้ว เพราะดูจากสถิติที่ผ่านมา หากยังต้องเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง สงสัยจะได้ชื่อ 5 พยางค์แหงๆ

—-

เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ผมทำโครงการ Wongnai WeFit ปีที่สองสำหรับน้องๆ ที่ทำงานอยู่วงในแล้วอยากลดน้ำหนัก

ในการคุยกันครั้งแรก ผมหยิบยกเรื่องที่ทีม Leicester City คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015-2016 มาได้อย่างเหนือความคาดหมาย

หนึ่งในนักเตะของเลสเตอร์ที่โชว์ฟอร์มได้ดีมากๆ คือแดนกลางที่ชื่อว่า Danny Drinkwater

ผมบอกกับน้องๆ ที่อยากลดน้ำหนักไปว่า จากนี้ไป จงตั้งฉายาตัวเองว่า <ชื่อเล่น> ดริ๊งว้อเท่อ

รุตม์ ดริ๊งว้อเท่อ, นิน ดริ๊งว้อเท่อร์, บิว ดริ๊งว้อเท่อ, แพรว ดริ๊งว้อเท่อ ฯลฯ

เพราะแค่เราเลิกทานน้ำหวาน แล้วหันมาดื่มแต่น้ำเปล่า ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ไม่น้อยแล้ว

—–

ปีนี้น่าจะเป็นหนึ่งในปีทองของเป๊ก ผลิตโชค

หลังจากที่คนไทยลืมเขาไปนาน เป๊กก็กลับมาโด่งดังเป็นพลุแตกอีกครั้งภายใต้หน้าการจิงโจ้ในรายการ The Mask Singer

จบซีซั่นแรก ฟีดเฟซบุ๊คของผมก็เริ่มเต็มไปด้วยเพื่อนสาวที่พูดถึง “เป๊กผลิต”

และที่พีคที่สุดคือเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป๊กคว้ารางวัลขวัญใจมหาชนของไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ด 2017 ไปครองอีกด้วย

ถ้าปลายปีที่แล้วมีใครมาบอกว่าเป๊กจะคว้ารางวัลนี้ผมคงไม่มีทางเชื่อ

—–

เมื่อคืนระหว่างรถติดตอนกลับบ้าน ก็รู้สึกขึ้นมาเองว่าชื่อ “ผลิตโชค” นี่ก็เป็นมงคลเหมือนกันนะ

ถ้ามีใครรับผลิตโชคลาภได้จริงๆ คงมีลูกค้าไปต่อคิวซื้อกันแต่หัวรุ่ง

แต่คิดได้แป๊บเดียวก็รู้ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ใครกันจะไปผลิตโชคได้?

แต่แล้วก็มีเสียงแย้งว่า โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่เราได้รับในวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการกระทำดีๆ ในวันก่อนทั้งนั้น

การ “ผลิตโชค” ที่แท้จริง ก็คือการสร้างกรรมดีนั่นเอง

กว่าเป๊กจะกลับมาเป็นขวัญใจมหาชนในวันนี้ได้ เขาต้องเคยทำความดีอะไรไว้ในอดีต ถึงได้ “โชคดี” อย่างวันนี้

วรุตม์ บรรณวัชร อานนทวงศ์ ชื่อไหนเป็นมงคลกว่ากันคงไม่มีใครตอบได้

แต่ที่แน่ๆ คือแค่ชื่อดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องลงมือทำด้วย

หากผมอยากหุ่นดี ก็ต้องเป็น รุตม์ ดริ๊งว้อเท่อ

และหากอยากมีชีวิตที่ดี ก็ต้องเป็น รุตม์ ผลิตโชคครับ

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เมื่อวานฉันฉลาด ฉันเลยอยากเปลี่ยนโลก

20170704_changetheworld

วันนี้ฉันเป็นปราชญ์ ฉันเลยอยากเปลี่ยนตัวเอง

“Yesterday I was clever, so I wanted to change the world. Today I am wise, so I am changing myself.”
― Jalaluddin Rumi

วัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยที่เราคิดว่าเรารู้ เราเข้าใจไปเสียทุกอย่าง

อาจเป็นเพราะเราอ่านมาเยอะ คิดมาเยอะ ข้อมูลจึงลอยฟ่องเต็มสมองไปหมด

เมื่อคิดว่าตัวเองรู้ และพบว่าคนอื่นไม่ได้คิดแบบเดียวกับตัวเอง ก็เลยนึกว่าพวกเขารู้ไม่เท่าเรา

การเปิดศึกจึงเริ่มขึ้น ด้วยการพยายามเปลี่ยนความคิดคนอื่นผ่านการโต้แย้งถกเถียง สาดข้อมูลและตรรกะใส่กัน

เพียงเพื่อจะพบว่า เมื่อโต้แย้งจบแล้ว ต่างฝ่ายต่างกลับยึดมั่นในความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม

การโต้แย้งของหนุ่มสาว จึงไม่ใช่กระบวนการค้นหาความจริง แต่กลับเป็นเพียงการเล่นเกมป้องอัตตา

พอเราโตมาระดับหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันถูกแน่ๆ นั้นมีโอกาสพลิกโผได้เสมอ

พอเห็นการพลิกโผบ่อยๆ เข้า ใจเราก็จะยอมรับได้เองว่า บางทีเราก็ถูก บางทีเราก็ผิด

แล้วเราก็อาจจะเริ่มเห็นด้วยว่า การพยายามเอาความคิดของเราไปยัดใส่หัวคนอื่นนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาชะมัด

เมื่อเราหยุดตัดสินและเลิกพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เราก็จะมีเวลากลับมาสำรวจตัวเองมากขึ้น จนพบว่าเราเองก็ยังมีจุดบกพร่องอีกมากมาย

เมื่อเรากลับมาใส่ใจปรับปรุงตัวเอง ชีวิตก็จะเรียบง่าย และความสุขจะเกิดได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โลกมาหมุนรอบตัวเราครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives