เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

20170703_loveourselves

แต่เรากลับแคร์สายตาคนอื่นมากกว่าความคิดตัวเอง

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เวลาจะทำอะไรเราจึงมักกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ถ้าเราออกความเห็นมากไปจะดูก้าวร้าวรึเปล่า ถ้าเรากลับบ้านเร็วจะโดนมองว่าไม่ทุ่มเทกับงานรึเปล่า

แต่เวลาอยู่ที่บ้าน เรากลับไม่เคยกังวลเรื่องแบบนี้เลย

อาจเป็นเพราะเรารู้ว่า ต่อให้เราทำตัวแย่หรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน คนที่บ้านก็จะยังรักเราและยอมรับเราอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่ออฟฟิศนั้นเราไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินเราแบบไหน เลยต้องทำตัวให้น่ารักไว้ก่อน

คงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้ ทำได้แค่เพียงตระหนักถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง ตัวตนของเราที่ออฟฟิศ และตัวตนของเราที่บ้าน

และคอยเตือนตัวเองไม่ให้เป็นคนน่ารักเกินไปเวลาอยู่ที่ออฟฟิศ และไม่ใจร้ายเกินไปเวลาอยู่ที่บ้านครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

20170702_struggle

คำถามนี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราต้องพาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือได้รับหน้าที่ใหม่ๆ เช่นการโดนโปรโมต ย้ายทีม หรือย้ายที่ทำงาน

ถ้าตอนนี้เรากำลังท้อแท้ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีซักอย่าง อารมณ์เหมือนคนกำลังจมน้ำตลอดเวลา จนเกิดคำถามว่าเราเหมาะกับตรงนี้จริงเหรอ ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อ

หนึ่ง คือกลับมาดูแลตัวเอง ด้วยการ กินให้ดี เคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะๆ (ออกกำลังกาย) และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat / Move / Sleep)

จากประสบการณ์ของผม เวลาชีวิตกำลังยากลำบาก เราจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ใส่เวลาลงไปกับหน้าจอคอมมากขึ้น จนเราแทบไม่เหลือเวลากินข้าว ออกกำลังกาย และหรือพักผ่อนเลย

ก็ดูทุ่มเทดีอยู่หรอก แต่ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้ว ทุกอย่างย่อมจะรวนไปหมด ยิ่งนอนน้อย ยิ่งหงุดหงิดง่าย ยิ่งไม่มีสมาธิ ยิ่งทำงานได้แย่ลง ยิ่งต้องกลับมาแก้งาน ยิ่งทำให้นอนน้อย ฯลฯ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอย่างยิ่ง

เพราะคุณภาพของงานไม่อาจดีไปกว่าคุณภาพของจิตใจตอนที่ทำงานชิ้นนั้นได้ การทำงานหนักยิ่งขึ้นจึงไม่น่าจะใช่คำตอบ

คำแนะนำข้อที่สอง คือเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำบางอย่างที่มันเคยเวิร์คสำหรับเรามาโดยตลอด อาจไม่เวิร์คกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไป

“We can not solve our problems with the same level of thinking that created them”
-Einstein

เราไม่อาจแก้ปัญหาด้วยความคิดระดับเดียวกับที่เราสร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้

ถ้าอยากจะหลุดจากวังวนตรงนี้ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนความเชื่อและเปลี่ยนการกระทำอะไรบางอย่าง

อาจต้องเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ให้น้อยลง อาจต้องหัดขอความช่วยเหลือ อาจต้องยอมเป็นคนที่ไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง

เพราะถ้าเราหวังผลเลิศกับงานทุกชิ้นในตอนที่เรายังปรับตัวไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะทำไม่ได้ดีซักอย่างเดียว

ลองเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 อย่างที่เราต้องทำให้ได้ (น้อยกว่านี้ได้แต่ห้ามมากกว่านี้)

ถ้าเราดูแลตัวเองดี เราจะมีกำลังใจและกายที่จะทำสามสิ่งนี้ให้ออกมาดี รวมถึงมีจิตที่แข็งพอที่จะไม่ฟุ้งซ่านไปกับงานอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมา

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเราต้องกลับมาใส่ใจร่างกายและวิธีคิดของตัวเอง

และเมื่อเราผ่านจุดนี้ไปได้ เราจะเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และฉลาดขึ้นแน่นอน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานอารามเบญจมาศ

20170615_chrysanthemum

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง อาจารย์เซนนำต้นเบญจมาศจากป่ามาปลูกไว้ในลานกว้าง ณ อารามเซน ซึ่งตั้งอยู่บนเขา สามปีผ่านไป ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งเต็มบริเวณ ทำให้ลานโล่งในอารามเซนกลายเป็นสวนดอกเบญจมาศที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

กลิ่นหอมของดอกไม้ตลบอบอวลไปจนถึงหมู่บ้านเชิงเขา ส่งผลให้ชาวบ้านในหมู่บ้านพากันเดินทางขึ้นเขาเพื่อมาชื่นชมความงามของสวนเบญจมาศอย่างไม่ขาดสาย และเมื่อมาเห็นด้วยตา ชาวบ้านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดอกไม้เหล่านี้ช่างงดงามยิ่ง” ทั้งยังเอ่ยปากขอแบ่งต้นเบญจมาศกลับไปปลูกยังบริเวณบ้านของตนอีกด้วย ซึ่งอาจารย์เซนก็อนุญาตโดยไม่ขัดข้อง

จากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านที่ตามกลิ่นหอมขึ้นเขามาชมสวนเบญจมาศ แทบทุกคนล้วนนำต้นเบญจมาศติดไม้ติดมือกลับลงไปปลูกยังที่อยู่ของตน ณ หมู่บ้านเชิงเขา เวลาผ่านไปไม่นานนัก ต้นเบญจมาศในอารามเซนก็ถูกถอนไปจนเหี้ยนเตียน บริเวณรอบอารามกลับเป็นลานโล่งดังเดิม

อารามเซนที่ไม่มีสวนเบญจมาศอีกต่อไป ให้ความรู้สึกเงียบเหงาวังเวง จนศิษย์เซนอดไม่ได้ที่จะปรารภกับอาจารย์เซนว่า “น่าเสียดายนัก แต่เดิมที่นี้ควรจะเป็นอารามที่มีสวนเบญจมาศหอมฟุ้ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวสั้นๆ ว่า “เช่นนี้กลับดียิ่งกว่า ท่านรอดู อีก 3 ปีถัดไป ณ เบื้องล่าง จะกลายเป็นหมู่บ้านเบญจมาศหอม”

ได้ฟังดังนั้น เหล่าศิษย์ต่างกระจ่างในใจ พลันเห็นรอยยิ้มของอาจารย์เซนแจ่มจ้าอยู่กลางลานโล่ง


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : หมู่บ้านเบญจมาศหอม

เบรคไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราขับรถช้าลง

20170629_brake

เบรคมีไว้เพื่อให้เราขับรถได้เร็วขึ้นต่างหาก

ลองนึกดูก็ได้ว่า ถ้าเราต้องขับรถที่ไม่มีเบรค เราจะกล้าขับเร็วแค่ไหน? เผลอๆ เราไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นรถคันนั้นด้วยซ้ำ

แต่ถ้าเรารู้ว่ารถยนต์คันนี้มีเบรค เราจะกล้าเหยียบคันเร่ง เพราะเรามั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เบรคจะช่วยให้เราปลอดภัย

การมีเบรคในชีวิตจึงไม่ได้ทำให้เราไปได้ช้าลง ตรงกันข้าม มันทำให้เรากล้าไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นต่างหาก

ดังนั้น หากเรากำลังจะทำอะไรบางอย่างแล้วมีคนท้วงติง (เช่นพ่อแม่) เราก็ไม่ควรจะรำคาญท่าน ต้องขอบคุณท่านเสียอีกที่ทำให้เรามั่นใจว่า หากเรากระโดดคว้าดาวแล้วพลาดตกลงมา อย่างน้อยเราจะยังมีคนคอยโอบอุ้มและเยียวยาเรา

รถยนต์มีเบรคเพื่อให้เรากล้าขับรถเร็วฉันใด ชีวิตเราก็ควรมีเบรคเพื่อให้เรากล้าคิดทำการใหญ่ฉันนั้นครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Sarhad Choudhary’s answer to What is the best thing that you read today? 

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

อย่าเอามือเปื้อนสบู่ไปขยี้ตา

20170628_handfullofbubble

ปรายฝน ลูกสาวของผมอายุได้ขวบ 8 เดือนแล้ว

ทุกคืนก่อนเข้านอน ผมจะมีหน้าที่พาปรายฝนเปลี่ยนผ้าอ้อม แปรงฟัน แล้วก็ล้างมือ

ปรายฝนโปรดปรานการล้างมือมาก ผมจะเป็นคนอุ้มเขาขึ้นมาแล้วเอียงตัวไปใกล้ๆ ก๊อกน้ำให้เขาเปิดน้ำเอง จากนั้นปรายฝนก็จะเรียกร้องให้ผมกดฟองสบู่คิเรอิใส่มือให้เขาได้ถูมือไปมา เดาว่าเขาคงชอบความรู้สึกลื่นๆ และกลิ่นที่หอมติดมือ

แต่เมื่อคืนก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อปรายฝนนึกสนุกตบมือในขณะที่ฟองสบู่ยังเต็มมืออยู่ ฟองก็เลยกระเด็นไปโดนกระจกและโดนหน้าผม ก่อนที่จะห้ามไว้ทันฟองก็กระเด็นใส่ตาปรายฝนเสียแล้ว

ปรายฝนรีบเอามือซ้ายไปขยี้ตา ผมก็รีบคว้ามือปรายฝนออก (แต่เค้าขยี้ไปทีสองทีแล้วนะครับ) พอจับมือซ้ายเขาไว้ เขาก็เอามือขวาขึ้นมาขยี้ตาแทน (ตอนนั้นมือผมว่างแค่มือเดียวเพราะอีกมืออุ้มปรายฝนอยู่) ผมเลยต้องรีบวางปรายฝนลงแล้วจับมือเขาไว้ทั้งสองข้าง พาไปล้างมือให้สะอาดในห้องอาบน้ำก่อน แล้วค่อยเอาน้ำมาล้างหน้าล้างตาให้พอหายปวดแสบปวดร้อน

ระหว่างที่เช็ดตัวให้ปรายฝนที่กำลังยืนงงๆ ว่า ทำไมยิ่งขยี้ตาก็ยิ่งแสบตา ผมก็คิดได้ว่าบางทีผู้ใหญ่เราก็มีอาการอย่างนั้นเหมือนกัน

อาการของคนที่รีบขยี้ตาทั้งๆ ที่มือยังเปื้อนสบู่อยู่

ไม่ว่าจะเป็นคู่รักที่มานั่งถกกันว่าใครถูกใครผิด ทั้งๆ ที่อารมณ์ยังคุกรุ่น

หรือคนมีชื่อเสียงที่ออกมาแถลงข่าวเพื่อพยายามกลบเกลื่อนเรื่องที่คนสงสัย

หรือปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เรารีบร้อนแก้ไขแต่พอทำไปแล้วสถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิม

เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝุ่นละอองในชีวิตทำให้เราแสบตา

ก่อนจะทำอะไร อย่าลืมล้างมือ-ล้างใจก่อนทุกครั้งนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives