ถ้าวันนี้มีคนมาขอเงิน 30 บาท

20170628_30baht

คุณจะให้เค้ามั้ย?

และถ้าพรุ่งนี้มาขออีก 30 บาท คุณจะยังให้เค้ามั้ย?

และถ้ามะรืนนี้มาขออีก 30 บาทล่ะ?

ต่อให้เราฐานะดีหรือใจบุญแค่ไหน เราก็คงไม่ยอมยื่นเงินให้ใครฟรีๆ ได้นานนัก

แต่ถ้าเปลี่ยนเงิน 30 บาท เป็นเวลา 30 นาทีล่ะ?

วันนี้เรายอมให้ใครบางคนมาโขมยเวลาเราไปครึ่งชั่วโมงบ้างรึเปล่า?

และพรุ่งนี้เราก็ยังจะยอมให้ใครมาเอาเวลาเราไปอีกครึ่งชั่วโมงรึเปล่า?

มะรืนนี้ก็ยังยอม และวันต่อไปก็ยังยอมรึเปล่า?

“ใครบางคน” ในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นคนรู้จักที่โทร.มาบ่นโน่นบ่นนี่ให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเฟซบุ๊คของคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณทำเสร็จแล้วแอบมารู้สึกเสียดายเวลาทีหลัง

“Time is what we want most, but what we use worst.”
-William Penn

เวลาคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อย่างไม่ระมัดระวังที่สุดเช่นกัน

ถ้าเรา “หวงแหนเวลา” ของเราพอๆ กับที่เรา “หวงแหนเงิน” เราคงไม่ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้

จริงๆ แล้วเราควรหวงเวลามากกว่าหวงเงินด้วยซ้ำไป

เพราะเงินนั้นหาใหม่ได้เสมอ

แต่เวลานั้นหมดแล้วหมดเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Eric Barker: This Is How To Be Productive: 4 Secrets From The Stoics

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คิดเสียว่าแฟนคือลูกคนหนึ่ง

20170626_lover_children

วันก่อนผมได้ฟังการสัมภาษณ์ของ Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love  แล้วเจอประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก

เขาบอกว่าให้เรามองแฟน/ภรรยา/สามี เหมือนเรามองลูก ไม่ใช่เพราะว่าเราคิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่เพื่อให้เราเป็นคนที่เมตตาและใจเย็นกว่านี้

เวลาที่ลูกของเรางอแง หรือพูดว่า “หนูเกลียดพ่อแล้ว” เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องขำๆ และเราจะพยายามมองหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้นออกมา อาจจะหิวรึเปล่า ปวดฟันรึเปล่า โกรธใครมารึเปล่า

แต่กับผู้ใหญ่เรากลับไม่ทำอย่างนั้น ถ้าแฟนบ่นว่าวันนี้เหนื่อย ขออยู่คนเดียวหน่อยได้มั้ย เราจะรู้สึกเจ็บปวดและงอนแฟนขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ถ้าเราใช้ทัศนคติแบบเดียวกับที่เราคุยกับลูก เราจะไม่เฮิร์ทและไม่ take it personally เราจะมีใจที่เป็นกลางพอที่จะมองหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แฟนแสดงอาการอย่างนี้ออกมา

ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งเราและเขาต่างก็เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงต้องมีเมตตาต่อกันให้มากๆ เหมือนที่เรามีความเมตตาให้กับลูกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราเปลี่ยนไพ่ในมือไม่ได้

20170626_cards

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดร.แรนดี้ เพาช์ อาจารย์ด้าน Computer Science โด่งดังไปทั่วโลกจากการขึ้นพูด The Last Lecture ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน ในวันที่เขารู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนและจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน

หนึ่งในประโยคที่กินใจผมถึงทุกวันนี้ คือคำพูดที่ว่า เมื่อไพ่ถูกแจกมาอยู่ในมือเราแล้ว เราไม่สามารถขอเปลี่ยนไพ่ได้ ทำได้เพียงเล่นมันให้ดีที่สุด

“We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.”
-Randy Pausch

แรนดี้ได้รับไพ่มะเร็งตับอ่อน (โรคเดียวกับที่คร่า Steve Jobs) ในวันที่ลูกทั้งสามยังตัวเล็กอยู่เลย

แรนดี้อาจเลือกที่จะตีโพยตีพายกับความโชคร้ายของเขาก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะขึ้นเวที The Last Lecture เพื่อพูดเรื่องการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง (Achieving Your Childhood Dreams) โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อลูกๆ เขาโตพอ จะได้ฟังและเข้าใจคำสอนที่พ่อตั้งใจทิ้งไว้ให้

เราแต่ละคนได้รับไพ่มาไม่เหมือนกัน บางคนมีวัยเด็กที่สมบูรณ์และมีครอบครัวที่อบอุ่น ขณะที่บางคนบ้านแตกสาแหรกขาด บางคนคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ขณะที่บางคนต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนหน้าตาดีจนใครเห็นก็เอ็นดู ในขณะที่บางคนถูกเพื่อนล้อเพราะขี้เหร่

แต่ในเมื่อไพ่ถูกแจกมาที่เราแล้ว การถามว่า “ทำไมฟ้าไม่ยุติธรรม” รังแต่จะทำให้เราเสียกำลังใจ สู้เอาสติและปัญญามาขบคิดว่า “แล้วจะเล่นไพ่ของเรายังไง” เพื่อให้เราชนะในเกมชีวิตนี้ได้จะดีกว่า

ถ้าเงินไม่ค่อยมี เราก็ต้องขยันกว่านี้ ถ้าหน้าตาไม่ค่อยดี เราก็ต้องอดทนมากกว่าคนอื่นอีกหน่อย

หากเรา “เล่นไพ่” อย่างมีสติ และไม่ “หมอบ” ไปเสียก่อน

วันหนึ่งเราต้องจั่วได้ไพ่ดีๆ บ้างแหละน่า


ป.ล. ดร.แรนดี เพาช์ จากไปอย่างสงบในวันที่ 25 กรกฎาคม 2008 วีดีโอ The Last Lecture ความยาว 75 นาที มีคนดูไปแล้วกว่า 18 ล้านครั้ง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราทำอะไรเสร็จได้มากมาย

201710623_alotdone

ในยามที่เราไม่เร่งรีบ

A lot of stuff gets done that is not in a hurry.
– David Allen

เหมือนตลกร้าย ที่เวลาเรายิ่งรีบมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะทำสิ่งนั้นให้ “เสร็จและดี” ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ผมลองย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองก็คิดได้ว่า ในบรรดาผลงานที่ผมภูมิใจและสร้าง impact ได้ยาวนานล้วนแต่เป็นเรื่องที่ผมทำโดยไม่เร่งรีบทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพลง “มหาลัยชีวิต” ที่ผมแต่งให้ Asian U เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้รุ่นน้องก็ยังร้องกันได้อยู๋

หรือจะเป็นงานมินิมาราธอนที่ผมเริ่มทำให้ Thomson Reuters เมื่อ 7 ปีที่แล้วและจัดเป็นประจำมาทุกปี

หรือจะเป็นบทความการจัดบ้านแบบ KonMari ที่แม้จะเขียนมาเกือบ 2 ปีแล้วก็ยังมีคนเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆ

แต่ถ้าให้ลองนึกถึงงานที่ทำด้วยความเร่งรีบที่มันยังอยู่ยั้งยืนยงจนถึงวันนี้ ผมกลับนึกไม่ออกเลย

นั่นหมายความว่า ถ้าอยากสร้างอะไรที่มีคุณค่ายาวนาน ก็อย่าไปเร่งรัด

และอีกนัยหนึ่ง ถ้าชีวิตเราตอนนี้เร่งรีบจะเป็นจะตายกับสิ่งใด แท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานขอทานซื้อขนมเปี๊ยะ

20170615_beggarspringroll

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีวัดเซนแห่งหนึ่งขึ้นชื่อในการทำขนมเปี๊ยะอย่างมาก ขนมเปี๊ยะที่ทำออกมา นอกจากขนาดใหญ่แล้ว ยังหอมหวานชวนรับประทาน ดึงดูดให้ผู้คนทั่วทุกสารทิศขึ้นเขามายังวัดแห่งนี้ เพื่อขอซื้อขนมเปี๊ยะมาลิ้มลอง

วันหนึ่ง มีขอทานผู้หนึ่งเดินทางมาจากแดนไกล เพราะได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือถึงความอร่อยของขนมที่วัดแห่งนี้ เมื่อมาถึงวัดจึงได้เอ่ยปากต่อพระลูกวัด เพื่อขอลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะอันเลื่องชื่อ

ทว่าบรรดาพระลูกวัดเมื่อเห็นท่าทางสกปรกโกโรโกโสของขอทานผู้นี้ก็นึกรังเกียจ จึงไม่ยอมให้ขอทานเข้าไปยังครัวของวัดเพื่อรับขนมเปี๊ยะ จนเกิดการฉุด ลากผลักดึงกันอยู่ในบริเวณวัด

ในตอนนั้น เจ้าอาวาสได้มาพบเห็นเหตุการณ์ จึงได้กล่าวปรามพระลูกวัดว่า “บรรพชิตต้องมีเมตตาธรรม เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติตนเช่นนี้”

จากนั้นเจ้าอาวาสจึงคัดเลือกขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่ด้วยตัวเอง และนำมามอบให้กับขอทานด้วยความนบนอบ โดยไม่คิดเงิน

เมื่อขอทานเห็นดังนั้น ก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอันมาก และรับประทานขนมเปี๊ยะรสเลิศจนหมด

ก่อนจากไป ขอทานได้ควักเงินทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิด ออกมามอบให้กับเจ้าอาวาส เป็นค่าขนมเปี๊ยะ พลางกล่าวว่า

“นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ข้าขอทานมาได้ หวังว่าท่านเจ้าอาวาสจะรับไว้”

เจ้าอาวาสรับเงินค่าขนมเปี๊ยะมาจริงๆ จากนั้นจึงประนมมือพลางกล่าวอวยพรขอทานว่า “ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดี”

เหล่าพระลูกวัดเห็นดังนั้น ก็เกิดความกังขายิ่งนัก และเอ่ยถามเจ้าอาวาสว่า “ในเมื่อท่านบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทานแล้ว ไยจึงรับเงินมา?”

เจ้าอาวาสจึงกล่าวตอบว่า “ขอทานเดินทางมาไกลแสนไกล เพียงเพื่อลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะของวัดเรา ดังนั้น เราจึงมอบขนมเปี๊ยะให้เขาโดยไม่คิดเงิน ส่วนการที่เขาจ่ายค่าตอบแทน ก็แสดงว่าขอทานผู้นี้มีความดีงามในจิตใจ รู้จักวิถีการปฏิบัติตัวในสังคม ด้วยเหตุนี้ เราจึงรับเงินนั้นไว้ เพื่อเติมเต็มความเคารพในตนเองของเขา ซึ่งจะเป็นแรงขับให้เขามีความสำเร็จยิ่งขึ้นไปในอนาคต”

ปัญญาเซน : เจ้าอาวาสบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทาน สามารถดับความทุกข์จากความหิวโหยของขอทาน ส่วนการรับเงินค่าตอบแทนกลับมา ถือเป็นการเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับขอทาน

เนื่องเพราะท้องอิ่มเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการทางร่างกายเพียงชั่วครั้งคราว แต่การเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับจิตวิญญาณของคนคนหนึ่ง จะเป็นแรงผลักดันเกื้อหนุนให้คนผู้นั้นไปตลอดทั้งชีวิต


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ขอทานซื้อขนมเปี๊ยะ