ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

20170702_struggle

คำถามนี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราต้องพาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือได้รับหน้าที่ใหม่ๆ เช่นการโดนโปรโมต ย้ายทีม หรือย้ายที่ทำงาน

ถ้าตอนนี้เรากำลังท้อแท้ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีซักอย่าง อารมณ์เหมือนคนกำลังจมน้ำตลอดเวลา จนเกิดคำถามว่าเราเหมาะกับตรงนี้จริงเหรอ ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อ

หนึ่ง คือกลับมาดูแลตัวเอง ด้วยการ กินให้ดี เคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะๆ (ออกกำลังกาย) และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat / Move / Sleep)

จากประสบการณ์ของผม เวลาชีวิตกำลังยากลำบาก เราจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ใส่เวลาลงไปกับหน้าจอคอมมากขึ้น จนเราแทบไม่เหลือเวลากินข้าว ออกกำลังกาย และหรือพักผ่อนเลย

ก็ดูทุ่มเทดีอยู่หรอก แต่ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้ว ทุกอย่างย่อมจะรวนไปหมด ยิ่งนอนน้อย ยิ่งหงุดหงิดง่าย ยิ่งไม่มีสมาธิ ยิ่งทำงานได้แย่ลง ยิ่งต้องกลับมาแก้งาน ยิ่งทำให้นอนน้อย ฯลฯ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอย่างยิ่ง

เพราะคุณภาพของงานไม่อาจดีไปกว่าคุณภาพของจิตใจตอนที่ทำงานชิ้นนั้นได้ การทำงานหนักยิ่งขึ้นจึงไม่น่าจะใช่คำตอบ

คำแนะนำข้อที่สอง คือเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำบางอย่างที่มันเคยเวิร์คสำหรับเรามาโดยตลอด อาจไม่เวิร์คกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไป

“We can not solve our problems with the same level of thinking that created them”
-Einstein

เราไม่อาจแก้ปัญหาด้วยความคิดระดับเดียวกับที่เราสร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้

ถ้าอยากจะหลุดจากวังวนตรงนี้ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนความเชื่อและเปลี่ยนการกระทำอะไรบางอย่าง

อาจต้องเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ให้น้อยลง อาจต้องหัดขอความช่วยเหลือ อาจต้องยอมเป็นคนที่ไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง

เพราะถ้าเราหวังผลเลิศกับงานทุกชิ้นในตอนที่เรายังปรับตัวไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะทำไม่ได้ดีซักอย่างเดียว

ลองเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 อย่างที่เราต้องทำให้ได้ (น้อยกว่านี้ได้แต่ห้ามมากกว่านี้)

ถ้าเราดูแลตัวเองดี เราจะมีกำลังใจและกายที่จะทำสามสิ่งนี้ให้ออกมาดี รวมถึงมีจิตที่แข็งพอที่จะไม่ฟุ้งซ่านไปกับงานอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมา

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเราต้องกลับมาใส่ใจร่างกายและวิธีคิดของตัวเอง

และเมื่อเราผ่านจุดนี้ไปได้ เราจะเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และฉลาดขึ้นแน่นอน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives