หยุดถามได้แล้วว่า Passion ของเราคืออะไร

20170611_stoppassion

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

ประโยคนี้ได้มาจากการได้คุยกับเพื่อนชื่อเหมียวเมื่อตอนต้นปี (อ่านรายละเอียดได้ในตอน “คำเล็กๆ ของคนบางคน“)

แม้จะยังไม่แน่ใจความหมายนัก แต่คำพูดนี้ก็ติดอยู่ในหัวผมมาหลายเดือนแล้ว

คำว่า Follow your passion เป็นประโยคฮิตมากในเมืองไทยในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา มีสัมมนาและหนังสือ ด้าน passion ออกมาขายมากมายเต็มไปหมด

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่วายมีคนบ่นว่าไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับมุมมองเกี่ยวกับ passion ที่คิดว่าคนไทยน่าจะยังไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน เลยอยากนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

—–ถ้าไม่รู้ว่า Passion คืออะไร ให้ Follow your curiosity แทน—–

เราชอบนึกภาพว่า passion มันต้องเป็นสิ่งที่ใช่ ต้องมีความร้อนแรง ต้องเป็นอะไรที่เราทำได้ทั้งวันทั้งคืน

เมื่อตั้งความคาดหวังกับ passion สูงซะขนาดนั้น ก็คงไม่แปลกที่บางคนจะหา passion ตัวเองไม่เจอ

แต่ Elizabeth Gilbert ผู้เขียนหนังสือ Eat Pray Love บอกว่า ถ้าเราเริ่มต้นจาก curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็นล่ะ?

แค่รู้สึกว่า เออ เรื่องนี้มันน่าสนใจดีนะ ลองทำดูซักหน่อยจะดีมั้ย? ก็ย่อมดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว

ถ้าทำแล้วมันไม่โดน ก็ค่อยไปลองอย่างอื่นที่เราเห็นว่าน่าสนใจต่อไป

การ follow your curiosity นั้นดีกว่าการ follow your passion ตรงที่มันไม่ได้มีความคาดหวัง ไม่ต้องยึดติด และไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดชีวิตเรา มันคือการละเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

—–Passion คือฉันทะ—–

คำนี้มาจากครูณัชร สยามวาลา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Facebook live ของเพจ Trick of The Trade 

ผมชอบมาก เพราะว่ามันเป็นคำที่เรียบง่าย งดงาม และชาวพุทธอย่างเราๆ เข้าใจอยู่แล้ว

ผมขอตีความต่อว่า เมื่อเรามีฉันทะกับสิ่งใดเราก็จะมีวิริยะกับสิ่งนั้นไปโดยปริยาย เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีจิตตะหรือใจที่จดจ่อกับสิ่งที่ทำจนไม่รู้เวล่ำเวลา (ฝรั่งเรียกสภาวะนี้ว่า “In the zone”) และเมื่อเราอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีวิมังสาที่จะคอยสำรวจตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ยังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง

—–ดังนั้นจงเลิกคิดมากได้แล้ว—–

Mark Manson เขียนไว้ใน Screw finding your passion ว่าตอนคุณเป็นเด็ก คุณไม่เห็นจะต้องมานั่งคิดเลยว่าจะทำอะไรดี คุณสนใจสิ่งไหนก็ทำไป และถ้าทำแล้วมันไม่เวิร์คคุณก็แค่หันไปทำสิ่งอื่นโดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ ถ้าชอบก็ทำ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ

แต่เวลาคุณโตขึ้นมาคุณกลับบอกว่าหา passion ไม่เจอ

—–

“I call bullshit. You already found your passion, you’re just ignoring it. Seriously, you’re awake 16 hours a day, what the fuck do you do with your time? You’re doing something, obviously. You’re talking about something. There’s some topic or activity or idea that dominates a significant amount of your free time, your conversations, your web browsing, and it dominates them without you consciously pursuing it or looking for it.”

“อย่ามาปัญญาอ่อนไปหน่อยเลย คุณหา passion เจอตั้งนานแล้ว คุณแค่ทำเป็นมองข้ามกับมันต่างหาก เอาจริงๆ นะ คุณตื่นนอนตั้งวันละ 16 ชั่วโมง เอาเวลาไปทำอะไรหมด? คุณต้องทำอะไรซักอย่างแน่ๆ คุณต้องคุยเรื่องอะไรซักเรื่อง ต้องมีอะไรซักอย่างที่คุณใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณคุยกับเพื่อน หรือเว็บที่คุณเข้าต่างๆ คุณใช้เวลาไปกับมันโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือไม่ต้อง “มองหา” ด้วยซ้ำ

“It’s right there in front of you, you’re just avoiding it. For whatever reason, you’re avoiding it. You’re telling yourself, “Oh well, yeah, I love comic books but that doesn’t count. You can’t make money with comic books.”

Fuck you, have you even tried?”

“มันจ้องหน้าคุณอยู่นี่แหละ คุณก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้นเอง จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณไม่กล้าสบตากับมัน แล้วคุณก็จะบอกกับตัวเองว่า “จริงๆ แล้วผมก็ชอบการ์ตูนนะ แต่การ์ตูนคงไม่นับ เพราะการ์ตูนทำเงินไม่ได้หรอก

ไอ้ !?*# เอ๊ย  ได้ลองพยายามแล้วรึยังเหอะ?”

—–

(ขอโทษที่ภาษาอังกฤษอาจเต็มไปด้วย F word นะครับ แต่ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ)

อย่าถามเลยว่า Passion ของเราคืออะไร

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

กลัวว่าทำแล้วจะไม่ได้เงิน? กลัวว่าทำแล้วจะขาดทุน? กลัวว่าทำแล้วจะเสียเวลา? กลัวว่าทำแล้วจะไม่เท่? กลัวว่าทำแล้วจะเหนื่อย? กลัวว่าทำแล้วจะไม่ใช่?

เรารู้ passion ของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องกล้าสบตากับตัวเองว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ พอรู้แล้วว่ากลัวอะไร ก็ปรับดีกรีความจริงจังลงเพื่อจะได้ลดความเสี่ยง อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันนัก คิดซะว่ามันคือการ follow your curiosity

หากเรามีฉันทะกับสิ่งนี้ ทำแล้วความสุขมันจะโชยมาเอง แล้วความเพียร ความไม่ย่อท้อและความก้าวหน้าย่อมจะตามมาอย่างแน่นอน

แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่ลองลงมือ

ดังนั้นหยุดถาม และเริ่มทำอะไรซักอย่างดีกว่า

ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อได้ซักที

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/