บทเรียนจากการขับรถเที่ยวฮอกไกโด

20180728_hokkaido

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมกับครอบครัวไปขับรถเที่ยวฮอกไกโดมาครับ

การเที่ยวครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุก ตอนแรกกะว่าช่วงวันแม่จะไปเที่ยวไต้หวันกับแฟน แต่พอรู้ว่าไต้หวันน่าจะร้อนมาก เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งเมืองเดียวที่จะอากาศยังเย็นอยู่ในช่วงนี้ก็คือฮอกไกโด แต่พอได้คุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าถ้าไปตอนเดือนสิงหาก็จะไม่ได้เห็นทุ่งลาเวนเดอร์แล้วนะ เราเลยตัดสินใจเลื่อนทริปมาเป็นกลางเดือนกรกฎาคมแทน และเนื่องจากต้องใช้เวลาเที่ยวยาวขึ้น เลยอยากจะพาลูกไปด้วยทั้งสองหน่อ รวมถึงชวนพี่ชายแฟนไปด้วยอีกคน ตัดสินใจวันอาทิตย์ วันอังคารก็พาลูกไปทำพาสปอร์ต วันศุกร์จองตั๋วและโรงแรม วันจันทร์ทำใบขับขี่สากล และศุกร์ถัดมาก็เดินทางกันเลย!

และนี่คือสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้เรียนรู้จากการไปเที่ยวฮอกไกโดครับ

ถ้าไปเที่ยวฮอกไกโดกับเด็กเล็กควรเช่ารถขับ – การไปเที่ยวกับลูกลดสปีดลงอย่างน้อย 50% ลูกสาวคนโตของผมอายุเกือบสามขวบ ส่วนคนเล็กอายุประมาณ 7 เดือน เจ้าคนเล็กไม่เท่าไหร่ แต่คนโตไม่ค่อยสบายเลยงอแงเป็นพิเศษ ทำให้คุมเวลาไม่ค่อยได้แถมพอเขาเหนื่อยก็จะร้องให้อุ้มบ่อยๆ โชคดีที่รอบนี้เราเช่ารถขับ ทำให้ลดความจำเป็นที่ต้องอุ้มลงไปได้เยอะ ถ้าไม่มีรถแล้วต้องเดินทางด้วยรถไฟและเดินเยอะๆ น่าจะเหนื่อยหนักกว่านี้ อ้อ เราเอารถเข็นกับเป้อุ้มเด็กไปด้วย ช่วยชีวิตได้เยอะมากครับ

ควรใช้ Hokkaido Expresssway Pass ทางด่วน/มอเตอร์เวย์ที่ญี่ปุ่นจะมีสิ่งที่เรียกว่า ETC Card ทำหน้าที่คล้ายๆ กับ Easypass บ้านเรา ถ้าแบบปกติเราจะสามารถสั่ง ETC Card มาใส่ไว้ที่รถที่ขับ แล้วมันจะคิดเงินสะสมไปเรื่อยๆ พอเราส่ง ETC Card คืนมันถึงจะคำนวณยอดเงินมาตัดบัตรให้เรา แต่ถ้าเป็น Hokkaido Expressway Pass เราจะจ่ายเหมาครั้งเดียวจบ  Expressway Pass นี้เปิดให้ใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น คนญี่ปุ่นเองใช้ไม่ได้ (เป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเดียวกับ JR Pass ที่ให้ซื้อเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น) ผมซื้อแบบ 6 วัน 7200 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะแค่จากสนามบินเข้าเมืองก็เสียค่าทางด่วนพันกว่าเยนแล้ว ถ้าผมจ่ายแบบธรรมดา ทั้งทริปนี้น่าจะโดนค่าทางด่วนไปไม่ต่ำกว่า 20,000 เยนหรือ 6,000 บาท

เผื่อเวลาไว้เยอะๆ – เที่ยวโตเกียวหรือเกียวโตนั้นใช้เวลาไม่มากเพราะทุกอย่างอยู่ใกล้กันหมด แต่กับฮอกไกโดไม่ใช่อย่างนั้น จากซัปโปโรไปฮาโกะดาเตะ (เมืองที่มีวิวสวยติดอันดับโลก) ใช้เวลาขับรถเกือบสี่ชั่วโมง หรือถ้าเราจะขับไปดูทุ่งลาเวนเดอร์ ก็ต้องมีอย่างน้อยสองชั่วโมงครึ่ง แถมถ้าเราเอาเด็กเล็กไปด้วย สปีดก็จะตกลงไปอีกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ดังนั้นให้วาง agenda ไว้หลวมๆ และเผื่อใจไว้เลยว่าวันหนึ่งอาจจะได้เที่ยวแค่ไม่กี่ที่

เมื่อไม่เล่นมือถือ เราก็ได้เที่ยวจริงๆ เนื่องจากต้องขับรถและดูแลลูกสองคน ผมกับแฟนจึงแทบไม่ได้อัพเดตรูปขึ้นเฟซบุ๊คเลย ซึ่งก็แอบมีเสียดายอยู่บ้างที่ไม่ได้อวดชาวโลก แต่พอผ่านไปสองสามวันก็เริ่มชินและเริ่มติดใจ เพราะรู้สึกว่าเมื่อไม่ได้อัพรูป เราก็ไม่ต้องมาคอยเช็คว่ามีคนมากดไลค์รูปเราแล้วเท่าไหร่ ผมเลยได้อยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งตัวและใจ ไม่ใช่ตัวอยู่ญี่ปุ่นขณะที่ใจแส่ส่ายคอยติดตามยอดไลค์ในมือถือจากเพื่อนที่เมืองไทย

อาหารญี่ปุ่นไม่ได้ว้าวขนาดนั้น(แล้ว) ผมมาญี่ปุ่นครั้งแรกตอนปี 2011 หรือประมาณ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนกินทั่วบ้านทั่วเมืองสมัยนั้นก็คือฟูจิ พอได้มากินของต้นตำรับที่ญี่ปุ่นจึงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างและรู้สึกว้าวไปกับมัน แต่กรุงเทพปี 2018 มีร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมามากมาย และหลายๆ ร้านคุณภาพปลาก็โอเคมากๆ พอไปกินร้านที่ญี่ปุ่นเลยไม่ได้รู้สึกว่าว้าวเท่าแต่ก่อนแล้ว อันที่จริงคืนวันแรกที่ผมไปกินซูชิจานหมุนในเมืองฮาโกะดาเตะ ยังรู้สึกว่าคุณภาพแย่กว่าร้านที่เราไปกินประจำด้วยซ้ำ และอีกสามคืนถัดมาไปกินในร้านอาหารโรงแรม คนนั่งเต็มร้าน ราคาก็แพงแต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไร ที่กินแล้วรู้สึกว่าอร่อยและคุ้มค่าที่สุดคือซูชิแพ็คใส่ถาดพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ต Coop ที่พอตกเย็นจะลดราคาเหลือเพียง 300 เยน หรือ 90 บาทแต่มีซูชิกว่า 20 คำ แถมแต่ละคำก็ยังรู้สึกว่ายังสดใหม่และอร่อยกว่ากินที่ร้านเสียอีก

เทคโนโลยีตามทันกันเหลือแค่คนจะตามทันกันมั้ย เทคโนโลยีในระดับ consumer market ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่คนไทยจะหาซื้อหรือนำเข้าไม่ได้ ดังนั้นเครื่องไม้เครื่องมือเราจึงตามทันกันหมดทั่วทั้งโลก สิ่งเดียวที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำ คือวัฒนธรรมของคนในพื้นที่นั้นๆ มากกว่า คำถามสำคัญคือเรามีความเติบโตทางความคิดและการบริโภคเทคโนโลยีในระดับไหน ถ้าเรายังเติบโตไม่พอ เราก็คงไม่อาจใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพได้ทัดเทียมกันบ้านเมืองที่วัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีเขาก้าวหน้าไปกว่าเรา

ใช้ Sim2Fly สะดวกกว่าใช้ pocket wifi – ก่อนที่จะเดินทางผมก็คิดอยู่ว่าเราจะต้องมีอินเตอร์เน็ตไหม และถ้ามีควรจะใช้แบบไหนดี ตอนแรกผมคิดจะใช้ pocket wifi เพราะมีเน็ตให้ใช้ได้ไม่อั้น แต่เพื่อนที่เคยไปกับครอบครัวแนะนำให้ใช้ Sim2Fly เพราะราคาไม่แพง ก็เลยตัดสินใจตามนั้น ผม แฟน และพี่ชายแฟนเลยซื้อติดเครื่องไว้คนละ 1 ซิม ซึ่งสะดวกมาก ยิ่งเราไม่ค่อยได้เล่นมือถือด้วย จึงมีดาต้าเหลือเฟือ และประโยชน์อีกอย่างที่นึกไม่ถึงมาก่อนก็คือเมื่อเรามีเหตุให้ต้องแยกกันชั่วคราว (เช่นจอดรถส่งทุกคนลงในย่านช็อปปิ้ง ส่วนผมไปวนหาที่จอดรถ) เราก็ยังติดต่อกันได้ตลอด ซึ่งถ้าเราใช้ pocket wifi ที่มีอยู่เครื่องเดียวย่อมจะไม่สามารถติดต่อกันแบบนี้ได้

ทำประกันเดินทางจะได้อุ่นใจ ผมเคยอ่านเจอว่าค่ารักษาพยาบาลญี่ปุ่นค่อนข้างแพงมาก ก่อนออกเดินทางผมเลยซื้อประกันกับ Tokio Marine ทั้งครอบครัวราคาพันกว่าบาทเท่านั้น ถือว่าคุ้มมากเพราะมีเหตุให้ต้องได้ใช้จริงๆ

เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ให้มองหาตำรวจเป็นอันดับแรก ในวันที่ 3 ของการอยู่ที่ฮอกไกโด ะหว่างที่อยู่ที่ตรอกราเม็งที่ฮอกไกโด ใกล้รุ่งลูกคนเล็กของเราตกลงจากรถเข็น หน้าโดนตะแกรงคูน้ำบาดจนเลือดออกและจมูกบวมตุ่ย ผมอุ้มลูกเข้าไปถามเจ้าของร้านราเม็งว่าแถวนี้มีหมอมั้ย เขาทำหน้าตกใจและบอกให้ผมไปหาตำรวจก่อน โดยอธิบายว่าอยู่ห่างออกไปอีกสองบล็อค เมื่อเดินหาจนเจอแล้วผลักประตูเข้าไปในสถานีตำรวจ พวกเราก็พบตำรวจอย่างน้อย 5-6 นายอยู่ในนั้น ท่าทีตกใจกว่าเราอีก สื่อสารกันซักพักเขาก็บอกว่าจะเรียกรถพยาบาลมาให้ ไม่เกิน 15 นาทีรถพยาบาลก็มาถึง เราขึ้นไปนั่งบนรถและบรุษพยาบาลก็สอบถามว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร เด็กหมดสติมั้ย อายุเท่าไหร่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาทำโดยการพูดภาษาญี่ปุ่นลงในแอปบนไอแพดซึ่งแปลเป็นไทยให้เราอ่านกันอีกที จากนั้นเขาก็ตัดสินใจพาเราไปส่งโรงพยาบาลเมืองข้างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องผู้ป่วยเด็กโดยเฉพาะ สรุปใกล้รุ่งไม่เป็นอะไรมาก กลับบ้านได้และวันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวต่อได้เลย แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดแต่ก็ถือว่าโชคดีที่ลูกเราปลอดภัยแถมยังได้ประสบการณ์นั่งรถพยาบาลในต่างแดนอีกด้วย

ไม่เขียนบล็อกก็ไม่เห็นเป็นไร ตอนแรกผมตั้งใจจะทำเหมือนตอนไปยุโรป ลอนดอน อินเดีย และมาเลเซีย คือเขียนบล็อกทุกวันเพื่อเล่าถึงการเดินทางของตัวเอง แต่แล้วก็ได้พบว่า กว่าจะพาลูกเข้านอนได้ก็ดึกแล้ว แม้จะพอมีแรงเหลือ แต่พรุ่งนี้ผมก็ต้องขับรถอีก หากเขียนบล็อกจนดึกดื่นและนอนไม่พอ ก็จะกลายเป็นว่าผมกำลังรับผิดชอบต่อลูกเพจ แต่ไม่รับผิดชอบต่อลูกตัวเอง ดังนั้นเมื่อพ้นวันที่สองของการเดินทางและก้าวข้ามความรู้สึกผิดได้ ก็เลยตัดสินใจที่จะไม่เขียนบล็อกตลอดทริปนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ผมสบายใจอย่างประหลาด เพราะเป็นการเที่ยวที่ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะเก็บเรื่องอะไรไปเขียนในคืนนี้ดีนะ ยังไงผมก็ต้องขอโทษที่ทำให้บางคนรอคอยและคิดถึง เอาเป็นว่าถ้าคราวหน้าจะไปเที่ยวไหนไกลๆ อีก จะรีบแจ้งแต่เนิ่นๆ นะครับ 🙂

ส่วนถ้าใครอยากอ่านรายละเอียดการเดินทางแบบเต็มๆ ก็เข้าไปดูได้ที่ https://www.wongnai.com/travel/trips/a0bf6c2dc8ca4013918b44c0821c5861  หรือถ้าอยากจะเขียนทริปของตัวเองก็ทำได้เช่นกันที่ https://www.wongnai.com/me/trips ครับ

10 คำถามที่เราควรถามตัวเองทุกวัน

20180727_10questions

ทุกเช้าเราจะตื่นมาพร้อมคำถามมากมายเต็มหัว ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งบนที่นอน ในห้องน้ำ และหน้าตู้เสื้อผ้า

ขออีก 10 นาทีได้มั้ย?

สายแล้ว รถจะติดมั้ยเนี่ย?

ใส่เสื้อสีอะไร?

เช้านี้กินอะไรดี?

มีงานอะไรที่ยังทำไม่เสร็จบ้างเนี่ย?

และอื่นๆ อีกมากมาย

Tony Robbins บอกว่า ไหนๆ เราก็มีคำถามให้ตัวเองทุกเช้าแล้ว เราจึงควรถามคำถามที่มันสร้างสรรค์ด้วย

โทนี่แนะนำให้เราถามคำถาม 7 ข้อนี้ทุกเช้าครับ

1. ตอนนี้เราแฮปปี้กับเรื่องอะไร (What am I happy about?)

2. เรากำลังตื่นเต้นกับเรื่องอะไร (What am I excited about?)

3. มีเรื่องอะไรบ้างที่เราภูมิใจ (What am I proud of?)

4. เรารู้สึกขอบคุณเรื่องอะไร? (What am I grateful for?)

5. เรากำลังสนุกกับเรื่องอะไร? (What am I enjoying?)

6. มีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จ? (What am I committed to?)

7. ใครที่รักเรา / ใครที่เรารัก? (Who do I love / Who loves me?)

แต่ละคำถามอาจมีคำตอบได้ถึง 2-3 คำตอบ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าตอบไม่ได้ เช่นตอนนี้ไม่ได้แฮปปีักับเรื่องอะไรเลย ก็ลองเปลี่ยนคำถามเล็กน้อยให้เป็น What could I be happy about – เราน่าจะแฮปปี้กับเรื่องอะไรได้บ้าง?

ผมลองถามและตอบคำถามเหล่านี้ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันสร้างพลังงานบวกให้กับตัวเองได้ไม่น้อย

พอหมดวันโทนี่ยังแนะนำให้เราถามเพิ่มอีก 3 คำถาม นั่นคือ

8. วันนี้เราได้มอบอะไรให้กับโลกบ้าง? (What have I given today?)

9. วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง? (What did I learn today?)

10. สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นยังไง หรือเราจะใช้วันนี้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างไร? (How has today added to the quality of my life or how can I use today as an investment in my future?)

บางคนอาจรู้สึกว่า 7 ข้อยามเช้าอาจจะเยอะไปหน่อย ก็อาจจะลดทอนลงเหลือ 3-4 ข้อที่เราชอบก็ได้ แต่ผมว่า 3 ข้อก่อนนอนนี่กำลังดีนะครับ มันน่าจะช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างรู้เนื้อรู้ตัวได้เป็นอย่างดี

ลองนำไปปรับใช้ดูครับ

—–
ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Awaken the Giant Within by Anthony Robbins 

นิทานแซนวิชแฮม

20180726_sandwich

นักการฑูตต่างชาติท่านหนึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ในตอนที่กระดิ่งพักกลางวันดังขึ้นในหอประชุมใหญ่สหประชาชาติ ที่เคาน์เตอร์อาหารเขายืนอยู่ข้างหลังชายผู้หนึ่ง และได้ยินเสียงชายผู้นั้นสั่งพายแอปเปิลกับกาแฟ ดังนั้นเค้าจึงสั่งพายแอปเปิลกับกาแฟด้วย

เป็นเวลาสองสัปดาห์เต็มที่เขาสั่งแต่พายแอปเปิ้ลกับกาแฟ จนในท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าจะลองสั่งอย่างอื่นดูบ้าง ดังนั้นเขาจึงพยายามฟังอย่างตั้งใจในขณะที่ชายผู้ที่ยืนอยู่ข้างหน้าสั่งแซนด์วิชแฮม

“แซนวิชแฮม” เขาสั่งอาหาร

“ขนมปังธรรมดาหรือโฮลวีต” คนขายถาม

“แซนวิชแฮม” นักการทูตพูดซ้ำ

“ขนมปังธรรมดาหรือโฮลวีต” คนขายถามอีกครั้ง

“แซนวิชแฮม” นักการทูตพูดซ้ำ

คนขายเริ่มมีอารมณ์ “ฟังให้ดี” เขาแผดเสียงออกมาพร้อมกับชูกำปั้น “ท่านต้องการขนมปังธรรมดาหรือว่าโฮลวีต”

“พายแอปเปิ้ลกับกาแฟ” นักการทูตตอบ

—–

ขอบคุณนิทานจาก เต๋า : วิถีที่ไร้เส้นทาง โดย Osho แปลโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด

กระบวนการเผาผลาญความสุข

20180726_metabolism

เวลาเราเห็นใครที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เราจะบอกว่าร่างกายเขาเผาผลาญดี

ร่างกายเราเผาผลาญดีตอนเด็กๆ แล้วค่อยๆ แย่ลงเมื่อแก่ตัว

แต่จิตใจคนอาจตรงกันข้าม

ยิ่งอายุเยอะ กระบวนการเผาผลาญความสุขเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ

ในวัยเด็ก แค่ได้กินไอติมกะทิอร่อยๆ ก็ยิ้มแฉ่ง มีความสุขติดตัวไปทั้งวันแล้ว

แต่พอเราโตขึ้น เรากลับมีความสุขยากกว่าเดิม ราคาของความสุขก็แพงขึ้น แถมพอได้ความสุขมามันก็อยู่กับเราสั้นลงด้วย

ได้แฟนสวยอาจจะฟินอยู่แค่เดือนเดียว

ได้มือถือใหม่ อาจจะเห่ออยู่แค่หนึ่งสัปดาห์

ได้กินอาหารญี่ปุ่นหัวละหลายพัน อาจจะฟินแค่แค่ไม่กี่ชั่วโมง

ผมเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงฐานะดีคนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า สมัยวัยรุ่นเธอกลับมาบ้านเห็นรถยนต์ป้ายแดงจอดอยู่ พอรู้ว่ารถคันนั้นเป็นของเธอก็ร้องไห้โฮ ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้รถใหม่ แต่เสียใจที่รถใหม่คันนั้นเป็นรถญี่ปุ่นแทนที่จะเป็นรถยุโรป

ยิ่งเติบโต ยิ่งมีฐานะ กระบวนการเผาผลาญความสุขเรายิ่งมีประสิทธิภาพ

ยิ่งตอนนี้มีโซเชียลมีเดียไว้ให้เราคอยเปรียบเทียบกับคนอื่นอีก กระบวนการเผาผลาญนี้ยิ่งทวีความรุนแรง

ใครที่รู้ตัวว่าความสุขหมดเร็ว ก็ทำใจไว้นะครับว่าชีวิตนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องคอยถมบ่อที่ไม่มีก้น

ส่วนถ้าใครอยากให้การเผาผลาญลดความรุนแรงลงบ้าง ก็อาจต้องลองกลับมาฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง เข้าใจตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ากับเราจริงๆ ใช้มือถือให้น้อยลงหน่อย ก็น่าจะช่วยให้ความสุขอยู่กับเราได้ยั่งยืนขึ้นครับ

เคยรักใครมากเสียจนเราพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเขาไหม?

20180725_lovingsomuch

มากพอที่เราจะตื่นเช้ากว่าที่เคย

มากพอที่เราจะทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำ

มากพอที่เราจะเลิกนิสัยแย่ๆ

มากพอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ถ้าคุณเคยผ่านประสบการณ์นี้ และยังจำความรู้สึกนั้นได้

ลองรักตัวเองแบบนั้นดูบ้างดีมั้ย?

“Ever loved someone so much, you would do anything for them? Yeah, well, make that someone yourself and do whatever the hell you want.”
-Harvey Specter