ทำไมหัวหน้าหลายคนถึงทำงานไม่เก่ง

20180723_incompetentboss

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไมหัวหน้าทีมหรือแม้กระทั่งหัวหน้าแผนกหลายคนถึงทำงานได้ไม่ดี?

เผอิญผมไปอ่านเจอหลักการข้อหนึ่งที่น่าสนใจ มันมีชื่อว่า The Peter Principle ซึ่งเขียนโดย Peter และ Raymond Hull โดยจริงๆ แล้วตอนแรกเขาเขียนหลักการนี้ขึ้นมาเพื่อเสียดสีระบบในองค์กรเท่านั้น แต่ไปๆ มาๆ กลับมีคนเอาหลักการนี้ไปขบคิดและศึกษาต่อเพราะว่ามันมีความจริงซ่อนอยู่ไม่น้อย

The Peter Principle สามารถสรุปออกมาเป็นหนึ่งประโยคว่า:

“Every employee rises to the level of their incompetence – พนักงานทุกคนจะเติบโตไปจนถึงจุดที่ตัวเองไม่เก่ง”

สมมติเรามีพนักงานคนหนึ่งที่ทำ Database ได้เก่งมาก สามารถออกแบบและจัดการข้อมูลมหาศาลได้เป็นอย่างดี เมื่อทำงานไปได้ 2-3 ปีองค์กรก็มักจะโปรโมตเขาให้เป็นซีเนียร์พร้อมทั้งให้ความรับผิดชอบมากขึ้น และถ้าเข้าทำงานได้ดีอีก ก็จะได้รับโปรโมตเป็นหัวหน้าทีม

แต่ทักษะที่ทำให้เขาเป็นคนทำ Database ที่ดี อาจไม่ใช่ทักษะที่ทำให้เขาเป็นหัวหน้าทีมที่ดีก็ได้

ตอนเป็นหัวหน้าทีม เขาต้องมี soft skills มากขึ้น ต้องอ่านคนออก ต้องรู้ว่าจะโน้มน้าวน้องอย่างไร จะจัดการความขัดแย้งในทีมอย่างไร จะประเมินผลงานด้วยความยุติธรรมอย่างไร ซึ่งตอนที่เป็นพนักงาน database เขาแทบไม่ได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะเหล่านี้เลย

ดังนั้น พนักงานคนนี้จึงเป็นหัวหน้าทีม Database ที่ไม่ได้ดีเด่น แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดจะโดนไล่ออก องค์กรจึงต้องเก็บเขาไว้ในตำแหน่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับทุกตำแหน่งและทุกสายงานในองค์กร คนที่ทำงานดีจะได้รับการโปรโมตจนถึงตำแหน่งที่เขาทำงานได้แค่กลางๆ เท่านั้น แล้วเขาจะก็ติดแหงกอยู่ตรงนั้น และนี่คือเหตุผลที่ทำไมองค์กรจึงมีหัวหน้าที่ไม่ค่อยเก่งอยู่ไม่น้อย

คำถามสำคัญคือ เราจะหลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร?

หนังสือ The Peter Principle ไม่ได้ให้คำตอบที่ดีนัก เพราะจุดประสงค์หลักของมันถูกเขียนขึ้นเพื่อเสียดสีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

หนังสือบอกว่า ถ้าไม่อยากถูกโปรโมต เราก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่เก่งในบางเรื่อง (creative incompetence) เพื่อที่ผู้ใหญ่ในองค์กรจะได้ไม่คิดพิจารณาโปรโมตเราตั้งแต่แรก

ถ้าจะให้ตอบจริงๆ ในมุมมองของผม คนเรานั้นสามารถพัฒนาได้อยู่เสมอ เพียงแต่ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม และมีคนที่คอยช่วยโค้ชเขาให้ปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เขาทำได้กับสิ่งที่เขาควรจะทำได้ในตำแหน่งนี้

แน่นอนว่าไม่ง่าย และอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงไม่ใช่เพื่อจะชี้ทางออก แต่เพื่อ “ชี้ทางเข้า” ว่าองค์กรของเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร

เวลาเจอหัวหน้าหรือผู้จัดการที่ยังทำงานได้ไม่ค่อยดี เราจะได้มองเขาด้วยความเข้าอกเข้าใจมากกว่าเดิมครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Peter_principle

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

อ่านเมนูเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

20180722_menureader

อินเตอร์เน็ตทำให้การหาความรู้นั้นง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก

แต่ความง่ายดายนี้ก็สร้างกับดักด้วยเช่นกัน

กับดักที่ว่าก็คือ เราใช้เวลามากเกินไปในการสะสมความรู้

บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยคนรอบรู้ที่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ไม่ทำเพราะกลัวผิด ไม่ทำเพราะกลัวพลาด ไม่ทำเพราะกลัวจะดูไม่ฉลาด

เหมือนเข้าไปนั่งในร้านอาหารและอ่านแต่เมนู แต่ไม่เคยสั่งอาหาร ไม่เคยได้ลิ้มลองซักทีว่าสุดท้ายอาหารจานนั้นรสชาติเป็นอย่างไร

คนเหล่านั้นก็เลยหิวเหมือนเดิม และมักแก้ปัญหาด้วยการอ่านมากยิ่งขึ้น แต่อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่มท้องเลยซักที

เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่าเป็นนักอ่านเมนูมาเนิ่นนาน ลองหยุดอ่าน หยุดคิด แล้วลงมือทำได้แล้วนะครับ

นิทานแผงลอย

20180720_stalls

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ฝนตกหนัก พ่อค้าแม่ขายที่ตั้งแผงขายของอยู่หน้าวัดขายของแทบไม่ได้

จนกระทั่งบ่าย พ่อค้าขายซาลาเปาเต็มซึ้ง เหลือเยอะแยะแบบนี้ ขายยังไงก็ขายไม่หมด จึงจัดแจงกินซาลาเปาเสียเอง

คนขายข้าวโพด เห็นข้าวโพดเต็มกะละมัง ขายยังไงก็ขายไม่หมด ก็จัดแจงกินข้าวโพดเสียเอง

คนขายลูกชิ้นปิ้ง เห็นลูกชิ้นปิ้งเหลือเต็มตู้ ขายยังไงก็ขายไม่หมด ก็จัดแจงกินลูกชิ้นปิ้งเสียเอง

คนขายไอศกรีม เห็นไอศกรีมเหลือเต็มถัง ขายยังไงก็ขายไม่หมด ก็จัดแจงกินไอศกรีมเสียเอง

พ่อค้าทั้งสี่ กินแต่ของตัวเอง กินไปไม่เท่าไรก็เบื่อ กินต่อไปไม่ไหว

เณรน้อยคนหนึ่งเดินออกมาจากวัด เขาซื้อของจากพ่อค้าทั้งสี่แล้วมานั่งกินที่ศาลาใกล้ๆ กินซาลาเปาเสร็จก็กินข้าวโพดต้ม กินข้าวโพดต้มเสร็จ กินลูกชิ้นต่อ กินลูกชิ้นเสร็จก็ตบท้ายด้วยไอศกรีม อิ่มอร่อยหลากรสหลายชาติ พ่อค้าทั้งสี่ต่างมองจนน้ำลายสอ

ครู่ต่อมา เณรน้อยเดินกลับเข้าวัด พ่อค้าทั้งสี่จัดแจงแลกของที่ขาย เอามากินกันอย่างเอร็ดอร่อย

—–

ขอบคุณนิทานจาก สว่างอย่างเซน โดย สุภาณี ปิยพสุนทรา

ชีวิตจะไม่ให้สิ่งที่เราต้องการ

20180711_deserve

ชีวิตจะให้สิ่งที่เราคู่ควร

Life doesn’t give you what you want. It gives you what you deserve.
-Anonymous

ถ้าเรากำลังได้สิ่งที่ต้องการ นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราทำทั้งในอดีตและปัจจุบันสอดคล้องกับภาพในใจ

แต่ถ้าการณ์กลับตรงกันข้าม นั่นแสดงว่าความหวังกับการกระทำไม่สอดคล้องกัน

อยากสุขภาพดี แต่ยังนอนดึก

อยากมีแฟน แต่ยังไม่กล้าเอ่ยปาก

อยากเลื่อนขั้น แต่ยังทำงานไม่เรียบร้อย

เหมือนอยากได้มะม่วง แต่ไปปลูกมะเดื่อ

ต่อให้จุดธูปอ้อนวอนทั้งปี ก็คงไม่มีมะม่วงให้กินอยู่ดีจริงมั้ย?

อยากจะใช้ชีวิตอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน

20180711_howlong

คำถามนี้สั้นๆ แต่ผมว่าทรงพลังนะ

ถ้าคำตอบคืออยู่อย่างนี้ก็สบายดี ต่อให้ต้องอยู่อย่างนี้ไปอีก 5 ปีก็ยังยิ้มได้ แสดงว่าคุณเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง

แต่ถ้าคำตอบคืออยู่อย่างนี้แล้วไม่สบายตัว อยู่อย่างนี้แล้วไม่สบายใจ ก็อาจต้องสบตากับคนในกระจกแล้วบอกว่าเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว

หลอกตัวเองว่ารอให้มีเวลาก่อน

หลอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

หลอกตัวเองว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ

เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่ได้แปลว่าควรปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

กรรมคือการกระทำ กรรมคือสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ

วิบากก็คือผลลัพธ์จากกรรมต่างๆ ที่เราก่อไว้ในอดีตและพาตัวเรามาถึงสถานการณ์ในวินาทีนี้

ถ้าการกระทำยังเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

ต่อเมื่อเราเปลี่ยนการกระทำเท่านั้น ผลลัพธ์ถึงจะเปลี่ยน

และเวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มเปลี่ยนการกระทำ ก็คือวันนี้ครับ