นิทานไม้แก่

20180803_oldtree

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ต้นไม้ต้นหนึ่งกำลังยืนเฉาตายอย่างสงบ

ต้นหญ้าบนพื้นดินถามต้นไม้

“เมื่อท่านตาย ท่านก็ไร้ประโยชน์แล้วใช่หรือไม่?”

“นี่เป็นการตายของต้นไม้ แต่เป็นการเกิดของถ่าน ตอนที่ฉันเป็นต้นไม้ ฉันให้ความร่มเย็นแก่ผู้คน ตอนฉันเป็นถ่าน ฉันให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน”

“หลังจากที่ถ่านถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าล่ะ จะเป็นยังไง?” ต้นหญ้าถามต้นไม้ต่อ

“ฉันก็จะคืนสู่สภาพเดิม เป็นผงธุลีดินอีกครั้ง บำรุงต้นไม้อื่นต่อไป”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

บางครั้งเราก็ไม่ได้ต้องการเวลา

20180731_dontneedtime

เพราะของบางอย่างไม่ต้องใช้เวลา

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ต้องใช้เวลา

ความอ่อนโยนไม่ต้องใช้เวลา

ความเบิกบานก็ไม่ต้องใช้เวลา

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ จึงไม่ใช่เวลา แต่คือพื้นที่ว่าง – space

เราจึงควรจะสร้างพื้นที่ว่างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ว่างในห้อง พื้นที่ว่างบนโต๊ะ พื้นที่ว่างในหัว หรือพื้นที่ว่างในใจ

ความดีงามบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องแสวงหา แค่เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เตรียมพื้นที่ว่างเอาไว้ แล้วสิ่งดีๆ ก็จะไหลเข้ามาหาเราเองครับ

—–
ขอบคุณประกายความคิดจาก David Allen (ฟังมาจากพ็อดคาสท์ซักที่)

ป.ล. บางท่านอาจจะงง เมื่อวานผมเพิ่งเขียนไปหยกๆ ว่าของมีคุณค่าต้องใช้เวลาทั้งนั้น สองไอเดียที่ดูเหมือนมันขัดกัน ฝรั่งเรียกว่า dichotomy (อ่านว่าไดค้อโทมี่) ความสามารถในการเก็บสองไอเดียที่ขัดกันไว้ในหัวและตระหนักว่ามันอาจจะเป็นจริงทั้งคู่ คือสัญญาณหนึ่งว่าระดับความคิดของเราเติบโตไปอีกขั้นนะครับ

ของที่มีคุณค่าต้องใช้เวลาทั้งนั้น

20180731_usetime

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบ

ถ้าคนรอบข้างเขาจะเร็วกว่าเรา นั่นก็เป็นแนวทางของเขา เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกันและบริบทของชีวิตก็แตกต่างกัน

เราไปที่สปีดของเรา คนอื่นเป็นม้าตีนต้น ส่วนเราเป็นม้าตีนปลาย

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ใครเข้าเส้นชัยก่อนหรือหลัง

สิ่งสำคัญคือเราสามารถประคับประคองความฝันและการกระทำจนเข้าถึงเส้นชัยของเราเองต่างหาก

อย่ากลายเป็นคนแปลกหน้าของตัวเอง

20180728_stranger

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม และสังคมก็เป็นตัวกำหนดว่าอะไรที่ดี อะไรที่ควรทำ

บางทีเราจึงทำสิ่งที่เราคิดว่าดี ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้ชอบมันเลยซักนิด

เมื่อต้องใช้ชีวิตที่ไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนอยู่เป็นประจำ คืนวันหนึ่งที่เรากลับถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย เดินเข้าห้องน้ำแล้วมองกระจก เราอาจจะพบว่า เราไม่รู้จักคนๆ นี้อีกต่อไป

เมื่อต้องดัดแปลงตัวเองมายาวนานเกินไป เราจึงหลงลืมว่าเราเป็นใคร อะไรที่เราชอบ อะไรที่มีความหมาย อะไรที่มีความสำคัญกับเราจริงๆ

รู้เรื่องคนอื่นเยอะแล้ว อย่าลืมกลับมาทำความรู้จักกับตัวเองด้วย

เพราะจะมีประโยชน์อะไร หากสำเร็จอย่างมากมาย แต่เรากลับกลายเป็นคนแปลกหน้าของตัวเอง?

เราควรประกาศเป้าหมายของเราให้คนอื่นรู้รึเปล่า?

20180730_announcegoals

เวลาเราตั้งเป้าหมายประจำตัว เช่นจะลดน้ำหนัก จะเป็นเจ้าของธุรกิจ จะเปิดบล็อก เราควรบอกให้คนรอบข้างทราบรึเปล่า?

1.ควร
2.ไม่ควร

ควรบอก เพราะมันเป็นการ “ทุบหม้อข้าว” ที่ทรงพลัง ถ้าเราประกาศบนเฟซบุ๊คไปว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมภายใน 3 เดือนนี้ โอกาสในการกลับคำของเราก็น่าจะน้อยลง อย่างน้อยเราก็น่าจะพยายามถึงที่สุดก่อน เพราะถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำก็คงจะเสียฟอร์มชะมัด

ช่วงที่พี่เอ๋ นิ้วกลม เริ่มวิ่งใหม่ๆ เขาก็ใช้วิธีการสร้าง public accountability ด้วยการประกาศว่า #ปีนี้ฉันจะไปมาราธอน กับลูกเพจหลายแสนคน จากนั้นก็โพสต์ภาพหลักฐานการวิ่งหลายต่อหลายครั้ง แล้วสุดท้ายนิ้วกลมก็ได้ไปวิ่งโอซาก้ามาราธอนจริงๆ

ไม่ควรบอก เพราะเป้าหมายหลายอย่างเป็นเป้าหมายทางอัตลักษณ์ (identity goal) และการบอกเป้าหมายนี้กับคนอื่นๆ อาจจะทำให้เราได้อัตลักษณ์นั้นมาครอบครองไว้บางส่วนจนเราไม่ได้พยายามเท่าที่ควรจะเป็น เช่นในระหว่างที่เราเรียนเนติบัณฑิตอยู่ เราอาจบอกเพื่อนเก่าเราอยากเป็นผู้พิพากษา แต่เมื่อเรารู้สึกว่าเพื่อนมองเห็นภาพเราเป็นผู้พิพากษาแล้ว เราอาจสูญเสียความขยันที่จะอ่านหนังสือก็ได้

เคยมีการทดลองให้นักศึกษาที่อยากเป็นนักจิตวิทยาเขียนว่าสัปดาห์หน้าจะทำอะไร 2 อย่างเพื่อให้เขยิบเข้าใกล้เป้าหมายของการเป็นนักจิตวิทยา กลุ่มแรกเขียนเสร็จแล้วก็นำไปให้นักวิจัยอ่านเพื่อรับทราบ ในขณะที่กลุ่มที่สองได้รับแจ้งว่าเกิดการเข้าใจผิด ไม่จำเป็นต้องเอาสิ่งที่เขียนให้นักวิจัยอ่านแล้ว

สัปดาห์ต่อมา นักวิจัยติดต่อกลับไปหานักศึกษาทั้งสองกลุ่ม ผลปรากฎว่านักศึกษากลุ่มแรกนั้นทำกิจกรรมที่เขียนเอาไว้น้อยกว่านักศึกษากลุ่มที่สอง

เมื่อเป้าหมายนั้นเกี่ยวพันกับอัตลักษณ์หรือตัวตนของเรา มันจะมีตัวชี้วัดใหญ่ๆ อยู่สองอย่างคือการกระทำและการรับรู้ของคนอื่น สำหรับนักศึกษากลุ่มที่สองที่ไม่ได้มีคนรับรู้ว่าจะทำอะไร พวกเขาจึงเหลือวิธีการเดียวคือลงมือทำ ในขณะที่นักศึกษากลุ่มแรก ได้แจ้งให้นักวิจัยรับทราบแล้ว จิตใต้สำนึกจึงเหมือนว่าได้พิชิตเป้าหมายไประดับหนึ่งแล้ว พวกเขาจึงมีแนวโน้มในที่จะลงมือทำกิจกรรมนั้นน้อยลง

สรุปว่าเราควรหรือไม่ควรบอกเป้าหมายของเราให้คนอื่นรับรู้?

คำตอบคืออาจจะควร หรืออาจจะไม่ควรก็ได้

ถ้าเคยบอกแล้วไม่เวิร์ค รอบนี้ก็ลองไม่บอกดูบ้าง แต่ถ้าเคยเก็บงำไว้คนเดียวแล้วไม่เวิร์ค คราวนี้ก็ลองบอกคนอื่นดูบ้าง

ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว สิ่งสำคัญคือเราควรจะเลือกแนวทางที่ถูกกับจริตและสถานการณ์ชีวิตของเรามากที่สุดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today: If you want to succeed, don’t tell anyone.