ใช้ Chrome แล้วชีวิตดี๊ดี

20151121_Chrome

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคนที่ยังใช้ Internet Explorer (หรือ Safari) เป็นบราวเซอร์สำหรับการท่องเน็ตอยู่ครับ

เป้าหมายคือโน้มน้าวให้คุณมาลองใช้ Chrome ซึ่งเป็นบราวเซอร์จากกูเกิ้ล เพราะผมเชื่อว่า ถ้าได้ลองใช้แล้วจะติดใจจนไม่อยากกลับไปใช้บราวเซอร์ยี่ห้อเดิมๆ อีกแล้วครับ

ข้อดีของโครมที่ผมเห็นชัดๆ มีอยู่สามข้อ

1. ความเร็ว โครมจะทำงานได้เร็วกว่า IE อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปรแกรมหรือการโหลดข้อมูล

2. Incognito Mode ถ้าเปิดโครมขึ้นมาแล้วกด Ctrl+Shift+N มันจะเปิดโครมในโหมด Incognito ซึ่งแปลว่าไม่เปิดเผยนาม หมายความว่ามันจะไม่จำอะไรไว้เลยไม่ว่าจะเป็น username/password หรือเว็บที่เราเข้า

สถานการณ์ที่โหมดนี้เหมาะมากก็เช่นเวลาใครจะมาขอยืมใช้คอมของเราเพื่อเช็คเมล์หรือเข้าเฟซบุ๊ค แทนที่เราจะต้องล็อกเอาท์ (log out) แอคเค้าท์ของเรา เราสามารถเปิดโครมในโหมดอินค็อกนิโต้และเขาก็จะสามารถล็อกอินได้เลย

อีกสถานการณ์หนึ่งที่มีประโยชน์พอกันก็คือเวลาเราจะไปใช้คอมคนอื่นหรือคอมสาธารณะ เราก็เปิด Incognito โหมดขึ้นมาใช้ พอใช้เสร็จก็ปิดมันซะ เราก็จะไม่ทิ้ง username/password อะไรเอาไว้ในเครื่องของเพื่อนเราครับ

3. Extensions ผมถือว่า Extensions เป็นจุดแข็งที่สุดของโครม เพราะมันทำหน้าที่เหมือนแอพในมือถือ ช่วยให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้นมาก

อ้อ Extensions นี้มีแต่เฉพาะโครมใน PC / MacBook นะครับ ไม่มีในมือถือ

วิธีการจะลง Extensions ก็แค่ไปที่ Chrome Web Store  แล้วก็เสิร์ชหาโปรแกรมที่ต้องการได้เลย

Extensions ที่ผมใช้เป็นประจำ เรียงตามตัวอักษร มีดังนี้

Clearly
มีประโยชน์มากเวลาเจอบทความอะไรที่อยากปริ๊นท์หรือเซฟเอาไว้อ่านแต่ไม่อยากให้มี side bar หรือ โฆษณาต่างๆ ติดมาด้วย แค่คลิ้กขวาไปที่หน้าที่เราต้องการแล้วเลือก Clearly ก็จะได้บทความสะอาดๆ ฟอนท์ขนาดพอเหมาะ อ่านสบายตาสุดๆ ครับ

This slideshow requires JavaScript.

Evernote Web Clipper

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ Evernote กันดีอยู่แล้ว ส่วน Evernote Web Clipper นั้นเป็น Extensions ที่ช่วยให้เรา “ตัดเก็บ” สิ่งที่เราพบเจอเวลาเปิดเว็บต่างๆ ลงใน Evernote ได้อย่างรวดเร็วครับ

เวลาเจออะไรที่อยากจะเก็บเก็บเอาไว้ ผมก็แค่คลิ้กขวาแล้วเลือก Evernote Web Clipper ซึ่งมันจะให้เราเลือกได้ว่าจะคลิปทั้งหน้า เก็บเฉพาะ URL เลือกเฉพาะบางส่วนมาเก็บก็ได้

This slideshow requires JavaScript.

goo.gl URL Shortener
เป็น URL shortener คล้ายๆ bit.ly ที่ช่วยแปลง URL ยาวๆ ให้เหลือสั้นนิดเดียว  ข้อดีของ goo.gl URL Shortner ก็คือกดปุ่มเดียวมันก็จะ generate URL ขนาดสั้นมาให้แล้วก็ก๊อปปี้ให้โดยอัตโนมัติ เราแค่กด Ctrl+V เพื่อ paste ได้เลย

2015-12-22_233258

Kill News Feed
อันนี้แนะนำสำหรับพวกที่ติด Facebook ขนาดหนัก แค่ Enable ตัวนี้พอเราเข้าไปใน Facebook ก็จะไม่เห็นข่าวอะไรใน Newsfeed เลย แต่ยังกดดู message / notifications หรือเข้าหน้าอื่นๆ ได้ตามปกติ

2015-12-22_231039

Minimal EN-TH-EN Dictionary
อันนี้ผมก็ใช้บ่อยมาก แปลไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทยได้ เวลาเราอ่านเจอคำที่เราไม่เข้าใจก็แค่ดับเบิ้ลคลิ้กคำนั้นแล้วมันก็จะหาคำแปลให้เลย

This slideshow requires JavaScript.

Save to Pocket
ผมใช้แอพ Pocket ในการเซฟบทความเอาไว้อ่านทีหลัง (Android  / iOS) เวลาเจอบทความอะไรน่าสนใจ ก็แค่คลิ้กขวาแล้วเลือก Save to Pocket ก็จะได้บทความไว้อ่านบนมือถือแล้ว

This slideshow requires JavaScript.

Speed Dial [FVD]
อันนี้เป็น Speed Dial ให้เราเข้าเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ ได้เร็วขึ้น (ทำหน้าที่คล้ายๆ บุ๊คมาร์คแต่ดูง่ายกว่า)

2015-12-22_233610.jpg

—–

พนักงานออฟฟิศสมัยนี้ต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมวันละหลายชั่วโมง และในจำนวนชั่วโมงเหล่านั้นก็อาจต้องเปิดบราวเซอร์เกินกว่าครึ่ง

ดังนั้นถ้าเราเลือกบราวเซอร์ที่ดี และใช้มันได้อย่างคุ้มค่า ก็จะทำให้ประสบการณ์การท่องอินเตอร์เน็ตของเราดีขึ้นและทำงานได้เร็วขึ้นไม่มากก็น้อยครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ภาพจากจอคอมของผู้เขียน

จิตวิทยาการขาย: บุญคุณต้องทดแทน

20151210_Reciprocity

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ผมกับแฟนไปเที่ยวที่ปารีส

หนึ่งในสิ่งที่เราทำกันคือไปเดินเล่นที่ Le Marais (เลอมาเรส์) แหล่งชอปปิ้งชื่อดังของที่นั่น

ผมกับแฟนไม่ใช่คนชอบซื้อของ ยิ่่งเราต้องเดินทางกันอีกเป็นสิบวันจึงยิ่งไม่อยากจะแบกอะไรเยอะ ที่มาเดินเลอมาเรส์เพราะได้ยินมาว่าบรรยากาศมันคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างเดินผ่านร้านหนึ่งที่อารมณ์คล้ายๆ ร้าน Bodyshop เราก็เจอพนักงานที่มายืนแจกซองอะไรซักอย่างอยู่หน้าร้าน

พนักงานคนนี้เป็นผู้หญิงฝรั่งเศสวัยสี่สิบต้นๆ ตัวเล็กๆ หน้าตาคมคายทีเดียว เขายื่นซองในมือมาให้เรา เราบอกว่าไม่เอา แต่เขาก็บอกว่า รับไปเถอะนี่เป็นของขวัญจากเรา (Just take it, it’s a gift from us).

เพื่อไม่ให้เสียมารยาทเราจึงรับซองนั้นมา และพบว่าเป็นซองใส่ผงที่เอาไว้ผสมเวลาอาบน้ำในอ่างเพื่อให้มีกลิ่นหอม

เมื่อรับซองมาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่าเรามาจากไหน มาทำอะไรกัน ถามได้แป๊บนึงเขาก็บอกว่าเข้ามาในร้านสิ ฉันมีของขวัญจะให้อีก (Follow me, I have more gifts for you).

ผมกับแฟนมองหน้ากันแป๊บนึง แต่ก็ตัดสินใจเดินตามเขาไป เมื่อถึงในร้านแล้วเขาก็จับมือแฟนผมขึ้นมาแล้วเอาอะไรบางอย่างมาขัดเล็บแฟนผม แค่ไม่กี่วินาที เล็บของแฟนผมก็มันวาว ปากเขาก็พูดว่า เหมือน miracle เลยนะคุณว่ามั้ย

พอขัดเล็บแฟนผมครบสิบนิ้ว เขาก็เอาโลชั่นมาทามือให้แฟนผม แล้วก็ยกให้ผมดมว่ากลิ่นมันหอมจริงๆ นะ แล้วเขาก็เอ่ยปากว่า ผมควรจะซื้อให้แฟนผมใช้นะ ที่ขัดเล็บ miracle กับโลชั่นขายแพ็คคู่กันราคาแค่ 20 ยูโรเท่านั้น

ระหว่างที่ผมกำลังอ้ำอึ้ง เขาก็ถามผมว่าผมมีพี่สาว/น้องสาวมั้ย ผมตอบว่าไม่มี แล้วเขาก็ถามต่อว่ายังอยู่กับแม่มั้ยผมก็ตอบว่าใช่ยังอยู่กับแม่

เขาบอกว่าวันนี้ที่ร้านเขามีโปรโมชั่นพิเศษ คือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ดังนั้นคุณก็ซื้อชุดนึงให้แฟน แล้วเอาอีกกล่องนึงกลับไปฝากแม่ได้

ผมไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากใช้รึเปล่า แต่แฟนผมก็นึกถึงน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองขึ้นมาและคิดว่าถ้าซื้อไปจริงๆ ก็อาจเป็นของฝากที่เหมาะกับน้องของเธอดี

สุดท้าย จากคนที่ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไร ผมกับแฟนกลับได้โลชั่น+ที่ขัดเล็บมาสองกล่อง และต้องแบกมันไว้ตลอดการเดินทางยุโรปในอีกสิบวันที่เหลือ

เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่นี่จะสิ้นปีแล้วแฟนผมยังไม่เคยเอาของออกมาใช้เลย

—–

วันนี้เราจะมาคุยคอนเซ็ปต์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Reciprocity ครับ (อ่านว่ารีซิปโปรซิที่)

ถ้ากูเกิ้ลคำนี้ มันจะขึ้นมาโชว์เลยว่า

In social psychology, reciprocity is a social rule that says we should repay, in kind, what another person has provided us. That is, people give back the kind of treatment they have received from you. By virtue of the rule of reciprocity, we are obligated to repay favors, gifts, invitations, etc. in the future.

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใครทำดีกับเรา เราก็จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและอยากทำดีตอบ

ตอนที่ผมกับแฟนไปเดินเล่นที่เลอมาเรส์ เราตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะไม่ซื้อของฝากอะไร

สิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง คือการที่เรารับซองเล็กๆ ที่พนักงานขายคนนั้นมายืนแจกหน้าร้าน

รับของเขามาแล้ว พอเขาชวนเข้าร้านก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่เข้าก็จะดูน่าเกลียดไปหน่อย

จากนั้นเขาก็ขัดเล็บให้แฟนผม ซึ่งถือเป็นเด้งที่สองที่เขาสร้าง “หนี้บุญคุณ” ให้กับพวกเรา

พอถึงนาทีปิดการขาย บวกกับโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง พวกเราก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

หลักการ Reciprocity นั้นมีประโยชน์ต่อการขายยิ่งนัก เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในย่านดังๆ ตามร้านขายขนมที่ระลึกเขามักจะมีของมาให้เราชิม และแม้เราจะมั่นใจว่าเราจะแค่ชิมเฉยๆ ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ซื้อ แต่เท่าทีสังเกตตัวเอง ถ้าชิมขนมร้านไหนผมก็มักจะซื้อของจากร้านนั้น

—–

นอกจากขายของแล้ว เทคนิค Reciprocity ยังสามารถใช้กับการเรี่ยไรเงินบริจาคได้ด้วย

ที่อังกฤษ มีช่วงหนึ่งที่ลัทธิ Hare Krishna (ฮเร กฤษณะ) หาเงินบริจาคในสนามบินได้เป็นกอบเป็นกำ

วิธีที่เขาทำก็คือ ให้สมาชิกคนหนึ่งยืนแจกดอกไม้ดอกเล็กๆ ในสนามบิน ถ้าใครบ่ายเบี่ยงไม่รับ ก็จะบอกว่า “รับไว้เถอะ นี่คือของขวัญจากเรา” (คุ้นๆ มั้ย) เราจึงรับดอกไม้มาเพียงเพื่อรักษาน้ำใจของเขา แต่พอเดินไปซักพักเราก็อาจจะโยนทิ้งลงถังขยะ พอเราเดินไปได้อีกหน่อย ก็จะพบว่ามีสมาชิกฮเรกฤษณะมายืนถือกล่องบริจาครอเราอยู่ เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่า “ต้อง” บริจาคให้กับคนกลุ่มนี้ (เพราะรับดอกไม้เขามาแล้ว หรืออาจยังรู้สึกผิดที่ทิ้งดอกไม้ไป)

วิธีการนี้ได้ผลและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการสนามบินไม่น้อย จนสุดท้ายสนามบินต้องแบนกลุ่มสมาชิกฮเร กฤษณะไม่ให้เข้ามารับเงินบริจาคในสนามบินอีก

—–

ผมนำเทคนิคนี้มาเล่า ไม่ใช่เพื่อให้คุณเอาไปใช้ในการหาประโยชน์จากคนอื่นนะครับ แต่เพื่อให้คุณรู้เท่าทัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

หรือถ้าตกเป็นเหยื่อไปเรียบร้อยแล้ว(อย่างผม) ก็จะได้รู้ตัวว่ามันเกิดจากกลไกอะไร จะได้ระวังตัวและไม่ทำพลาดซ้ำอีกครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly by Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปูเปลี่ยนไป

20151219_PuPraya

 

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

“การที่เราเป็นมนุษย์หมายความว่าทุกๆ วันเราเลือกที่จะมีเมตตากับตัวเองและกับคนที่อยู่รอบกายเราได้ ฉันบอกคุณได้เลยว่าคุณจะได้เจอกับคนที่ทำร้ายคุณ ทำให้คุณเสียใจ และทำให้คุณอับอาย ฉันเจอมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว แต่อย่าปล่อยให้มันทำให้คุณเป็นคนแข็งกระด้าง ขอให้มันทำให้คุณกลายเป็นคนอ่อนโยนเถอะ จงใช้เหตุการณ์เหล่านี้เปิดหัวใจของคุณและเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่ดีกว่าเก่าเถอะ”

– ปู ไปรยา สวนดอกไม้ (Pu Praya Nataya Lundberg)
Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

—–

เมื่อสองคืนก่อนตอนเขียนบล็อกตอนมรดก ผมเข้าไป Youtube เพื่อจะหาวีดีโอของคุณพิเชษฐ กลั่นชื่นที่พูดในงาน TEDx Bangkok

แต่ก่อนที่ผมจะเสิร์ชหาชื่อคุณพิเชษฐนี้ ก็ดันเหลือบไปเห็นวีดีโอของคุณปู ไปรยา ที่ Youtube แนะนำให้ดู

เป็นวีดีโอที่คุณปูไปพูดงาน TEDx เช่นกัน แต่ไม่ใช่ TEDx Bangkok แต่เป็น TedX Youth@NIST ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ผมค่อนข้างแปลกใจที่มีดารามาพูดในงานอย่าง TEDx ได้ เพราะงานนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเวทีที่มีแต่คนระดับพระกาฬมาพูด (และผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะได้ขึ้นพูดบนเวที TEDx หรือ TED ซักครั้ง) ดังนั้นการมีดาราไทยมาพูดในงานนี้จึงเป็นเรื่องคาดไม่ถึง และยิ่งคาดไม่ถึงใหญ่เมื่อดาราคนนั้นเคยได้รับโหวตเป็นผู้หญิงสุดเซ็กซี่ของนิตยสาร FHM

อย่ากระนั้นเลย ขอดูวีดีโอนี้ซะหน่อยเถอะ

มีไม่กี่ครั้งที่มุมมองของผมต่อคนๆ หนึ่งจะเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน

ไม่ใช่ชั่วข้ามคืนด้วย เพราะวีดีโอ TEDx นี้ยาวเพียงแค่ 8 นาทีกว่าๆ

สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง คือคุณปูพูดภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งจะว่าไปก็พอคาดเดาได้เพราะเธอเป็นลูกครึ่ง แต่เผอิญผมเคยได้ยินแต่เธอพูดไทยซึ่งก็พูดไทยได้ชัดจนนึกไม่ถึงว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขนาดนี้

สองคือเธอพูดจาฉะฉานจนคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้ฝึก public speaking มาไม่น้อย แม้ตอนต้นจะประหม่า แต่ยิ่งพูดยิ่งมั่นใจยิ่งไหลลื่น ผมเองให้พูดเป็นภาษาไทยยังพูดสู้เขาไม่ได้เลย

สามคือเนื้อหาประทับใจ เธอเล่าให้ฟังถึงชีวิตวัยเรียน และชีวิตในวงการ และเธอยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเยี่ยมผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุ* เป็น speech ที่ฟังแล้วดู “จริง” และมีหลายประโยคที่ติดอยู่ในใจ ยกตัวอย่างเช่น

Unless you’re dead you’d better show up

ถ้ายังไม่ตาย ยังไงก็ต้องมากองถ่ายให้ได้

(ในขณะที่เพื่อนๆ วัยรุ่นได้ทำอะไรที่อยากทำ คุณปูต้องแบกรับความรับผิดชอบที่เธอมีต่อกองถ่าย ไม่ว่าจะป่วยจะเหนื่อยแค่ไหนก็ห้ามขาดงานเพราะมันกระทบคนจำนวนมาก)

When you do what you love and you have gratitude, you achieve so much more with your life.

ถ้าคุณทำในสิ่งที่ตัวเองรักและซาบซึ้งกับสิ่งดีๆ ที่คุณได้รับ คุณจะทำอะไรสำเร็จได้มากขึ้นอีกเยอะเลย

I’m not here to tell you I’m perfect. I’m not a saint, trust me. If you see the Thai tabloids, you’d know. I’ve done so many things in my life I’m not proud of and my parents aren’t either.

ฉันไม่ได้จะบอกคุณว่าฉันเป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟ็ค ฉันไม่ใช่นางฟ้าหรอก ยิ่งถ้าคุณได้อ่านหนังสือก๊อสซิปดาราคุณก็น่าจะรู้ดี มีอะไรหลายๆ อย่างที่ฉันทำลงไปแล้วไม่รู้สึกภูมิใจกับมันซักนิด และพ่อแม่ของฉันก็ไม่ภูมิใจกับมันเช่นกัน

But I’m human, and the thing about being human is that you have the ability to learn, grow, and reflect from your mistakes.

แต่ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และการเป็นมนุษย์ย่อมหมายความว่าคุณสามารถเรียนรู้ เติบโต และไตร่ตรองความผิดพลาดของคุณเองได้

แล้วคุณปู ก็พูดถึงประโยคเด็ดที่ผมนำมาใส่ไว้ตอนต้นบทความครับ

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

—–

นอกจากเนื้อหาที่คุณปูพูดแล้ว ผมยังได้บทเรียนอีกหลายๆ อย่างจากการดูคลิปนี้

บทเรียนแรก คือการได้เห็นอคติในใจตัวเอง ที่คิดว่าดาราไม่ใช่คนที่จะฉลาดหรือเก่งพอที่จะมาพูดในงานอย่าง TEDx ได้

อีกอคติหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือภาพลักษณ์ที่ผมสร้างเอาไว้ในหัว ว่าปู ไปรยาเป็นคนยังไง โดยสรุปเอาเองจากข่าวฉาวที่เคยได้ยิน และชุดที่เคยเห็นเธอใส่เวลาออกงานหรือลงนิตยสารต่างๆ

ผมคิดไปเองว่าผมรู้จักปู ไปรยาแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้จักเธอเลยซักนิด

บทเรียนที่สอง คืออิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะในวงการบันเทิง ที่ทำให้เรารู้จักดาราเพียงแค่แง่มุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น เราจึงมองคนๆ นั้นด้วยสายตาและจิตใจที่คับแคบ เห็นอะไรเพียงแค่มิติเดียว ทั้งๆ ที่เราทุกคนมีหลายมิติด้วยกันทั้งนั้น พอได้ดูคลิปนี้ เลยต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ภาพมายาที่เราเห็นผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิงนั้น มันทำให้เรามองอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปมากขนาดไหน

บทเรียนที่สาม คือคนเราเปลี่ยนกันได้ คุณปู ไปรยาพูดเองว่าเธอได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เธอไม่ภูมิใจกับมันซักนิด (หรือถ้าพูดสำนวนไทยก็คือมองกลับไปแล้วรู้สึกอับอายนั่นแหละ) แต่ผมเชื่อแล้วว่า “ปูเปลี่ยนไป” เพราะสิ่งที่ผมเห็นในคลิป TEDx นี้ คือผู้หญิงที่สวย มีสมอง และจิตใจดี ตัวจริงของเธอจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่าผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมขอเลือกที่จะเชื่อว่าเธอนิสัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

อยากให้ผู้อ่าน Anontawong’s Musings ทุกคนได้ดูวีดีโอความยาว 8 นาทีนี้ ถ้าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนัก เดี๋ยวนี้ Youtube มันมีให้เปิดซับไตเติ้ลแล้วนะครับ (เวลาเปิดดู Youtube ในคอมพิวเตอร์ ปุ่มมุมล่างขวาคือปุ่มดูคลิปแบบ Full Screen ถัดมาทางซ้ายอีกสามปุ่มคือปุ่มปิด/เปิดซับไตเติ้ลครับ)

เมื่อคุณดูวีดีโอนี้จบแล้ว อาจจะพบว่า จริงๆ แล้วคุณปูไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่ผมจั่วหัวไว้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทัศนคติของเราต่างหาก

 

 

—–
* คุณปูไม่ได้เอ่ยชื่อวัดพระบาทน้ำพุ บอกแต่เพียงว่าเป็นวัดที่ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ลพบุรี ผมเลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นวัดนี้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Youtube: Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

นิทานนักเดินทาง

20151218_Traveler

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นิทานเรื่องนี้มาจากหนังสือ “ช้าให้ชนะ” โดยคาซุโอะ อินาโมริ เจ้าของ Kyocera และผู้พลิกฟื้นสายการบิน JAL ครับ หนังสือเล่มนี้แปลโดยคุณโยซุเกะและคุณทสมา วรรธนะภูติ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์นครับ

—–

วันหนึ่งนักเดินทางผู้หนึ่งกำลังฝ่าลมหนาวของปลายฤดูใบไม้ร่วงเพื่อกลับบ้าน ระหว่างเดินอยู่ เขาก็สังเกตเห็นวัตถุสีขาวกระจายอยู่ตามทางเดิน เมื่อก้มล้งดูใกล้ๆ จึงรู้ว่ามันคือเศษกระดูกมนุษย์

ใจหนึ่งเขานึกสงสัยว่าเหตุใดจึงมีกระดูกอยู่ตามทางเช่นนี้ ทั้งแปลกประหลาดและน่าขนลุกสิ้นดี แต่ด้วยความที่กำลังรีบ เขาจึงตัดสินใจเดินทางต่อ แล้วจู่ๆ ก็มีเสือตัวใหญ่ปรากฎขึ้นตรงหน้า มันร้องคำรามด้วยเสียงดังกึกก้อง นักเดินทางตกใจจนก้าวขาไม่ออก ตอนนี้เขารู้แล้วว่ากระดูกพวกนั้นมาจากไหน มันคือเศษซากของเหล่านักเดินทางคนก่อนๆ ที่โดนเจ้าเสื้อตัวนี้ขย้ำตายนั่นเอง

นักเดินทางหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปตามเส้นทางเดิม แต่เขาหลงทางจนมาหยุดอยู่ริมหน้าผา เบื้องล่างเป็นทะเลที่มีคลื่นลมเกรี้ยวกราด พอหันกลับไปมองก็เจอเจ้าเสื้อที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามา เขาเดินหน้าต่อไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้อีก เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นสนที่ตั้ังอยู่โดดเดี่ยวริมหน้าผา แต่แล้วเจ้าเสือก็ปีนตามขึ้นมา มันใช้กรงเล็บๆ ยาวๆ น่ากลัวตะปบลงบนเนื้อไม้

พอเห็นอย่างนั้น นักเดินทางก็ตระหนักว่าจุดจบของชีวิตใกล้จะมาถึงแล้ว เขาจึงทำใจยอมรับความตาย แต่ขณะนั้นเองเขาก็สังเกตเห็นเถาวัลย์ที่ห้องลงมาจากกิ่งไม้ตรงหน้า เขาจึงฉวยเอาไว้แล้วใช้มันไต่ลงมาจากหน้าผา แต่เถาวัลย์ยาวไม่พอจะพาเขาลงไปถึงพื้น เขาจึงห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ

เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเจ้าเสือจ้องเขม็งลงมาและแลบลิ้นเลียริมฝีปาก พอมองลงไปด้านล่างก็เห็นมังกรทะเลสีแดง สีดำ และสีน้ำเงินแหวกว่ายอยู่ ทั้งสามตัวกำลังรอให้อาหารอันโอชะอย่างเขาตกลงไป ที่แย่ไปกว่านั้น เขายังได้ยินเสียงกัดแทะที่เถาวัลย์ เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นหนูสีดำกับสีขาวผลัดกันแทะเถาวัลย์ที่เขาเกาะอยู่ หากหนูสองตัวนี้ยังแทะต่อไปเรื่อยๆ เถาวัลย์คงจะขาดและส่งเขาเข้าปากมังกรที่รออยู่เบื้องล่างเป็นแน่

เมื่ออับจนหนทาง นักเดินทางจึงกระตุกเถาวัลย์ไล่หนู แต่จู่ๆ ก็มีของเหลวหยดหนึ่งตกลงมาบนแก้มของเขา มันคือน้ำผึ้งนั่นเอง ตรงรากของเถาวัลย์มีรังผึ้งอยู่ น้ำผึ้งจึงหยดลงมาเข้าปากเขาทุกครั้งที่กระตุกเถาวัลย์ นักเดินทางที่เคลิบกับความหวานของน้ำผึ้งจึงลืมอันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ เขาลืมไปว่าตัวเองกำลังหนีเสือปะมังกรและมีหนูกำลังกัดแทะสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขารอดชีวิต

ในหัวเขาคิดแต่เพียงว่าต้องกระตุกเถาวัลย์เพื่อให้ได้น้ำผึ้งมากิน

—–

คุณอินาโมริ ผู้เขียนหนังสือบอกว่า นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่พระพุทธองค์*ได้ทรงเล่าไว้

สัตว์และสิ่งของในเรื่องเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง

เสือคือความเจ็บป่วยและความตาย

ต้นสนคือสถานะ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และเกียรติยศ

เถาวัลย์คืออายุขัยของคนเรา**

หนูสีขาวกับหนูสีดำ คือกลางวันและกลางคืนที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน

มังกรน้ำเงิน แดง และ ดำ คือ โลภ โกรธ หลง***

และน้ำผึ้ง ก็คือความปราถนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ความร่ำรวย เซ็กส์ ชื่อเสียง และการนอนหลับ**

—–

ชีวิตของนักเดินทางแขวนอยู่บนเถาวัลย์ที่เปราะบางและพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ

แต่แทนที่นักเดินทางคนนี้จะคิดค้นหาวิธีรอด เขามัวแต่เพลิดเพลินกับน้ำผึ้งที่หยดมาให้กินทีละหยดสองหยด กินอย่างไรก็ไม่อิ่ม และไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาซักนิด

แล้วเรา…กำลังทำตัวเหมือนนักเดินทางคนนี้รึเปล่า?

—–

* สำหรับคนไทยที่เป็นพุทธเถรวาท อาจจะรู้สึกแปลกๆ ที่พระพุทธเจ้าจะพูดถึงมังกร แต่นี่เป็นนิทานที่คนญี่ปุ่นเอามาเล่า ผมจึงเดาว่าอาจมาจากฝั่งของพุทธมหายาน

** ความหมายของเถาวัลย์และน้ำผึ้ง ผมเอามาจากบล็อก ure Land Buddha: The Reality of Mankind — The Parable

*** ในหนังสือ บอกว่ามังกรสีดำคือความอิจฉาริษยา แต่ผมขอเปลี่ยนเป็นความหลง (โมหะ) เพื่อให้สอดคล้องกับกิเลสสามตัวที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ ช้าให้ชนะ โดย คาซุโอะ อินาโมริ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pure Land Buddha: The Reality of Mankind — The Parable 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มรดก

20151217_WorkLivesOn

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่ แก่นแท้ต้องอยู่ที่เนื้องาน ความสำเร็จเป็นหลักคิดของดารา ไม่ใช่ศิลปิน พอดาราคนหนึ่งตายลงก็มีคนอื่นมาแทน ผมไม่สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้”

พิเชษฐ กลั่นชื่น นักเต้นไทยผู้ร่ายรำในความมืด
a day 184 December 2015

วันนี้เพิ่งซื้อ a day เล่มใหม่มาครับ

พลิกไปเจอสัมภาษณ์ของคุณพิเชษฐ เจอคำพูดให้ชวนคิดเยอะเลย

ผมเคยฟังคุณพิเชษฐพูดใน TedX Bangkok และติดใจในลีลาของเขา แม้จะจำชื่อไม่ได้แต่สไตล์การเล่าเลื่องและความเป็นขบถที่อยู่ในตัวของเขานี่ผมจำได้แม่นเลย

ประโยคเด็ดในคำตอบของเขามีหลายประโยค แต่ที่ผมหยิบยกขึ้นมาคือประโยคนี้

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่”

ประโยคนี้คนอื่นผ่านมาเห็นอาจจะเข้าใจผิด นึกว่าหมายความว่า แม้ว่าเราจะทำงานจนตายไปแล้ว งานก็ยังไม่หมด!

แต่ความหมายของคุณพิเชษฐคือผลงานที่เราได้สร้างเอาไว้ จะมีอายุขัยยืนยาวกว่าชีวิตของเรา

—–

Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People เคยกล่าวไว้ว่า คนเรามีความต้องการขั้นพื้นฐานหรือ Needs อยู่สี่อย่างก็คือ

To Live
To Love
To Learn
To Leave a Legacy

To Live คือความต้องการทางกายภาพ (Physical) อย่างการกิน ดื่ม ใช้

To Love คือความต้องการทางสังคม (Social) คือการมีครอบครัว มีเพื่อน มีคู่ครอง

To Learn คือความต้องการทางสติปัญญา (Mental) คือการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยอาจจะผ่านการอ่านหนังสือ หรือท่องโลกกว้าง

To Leave a Legacy คือความต้องการทางจิตวิญญาณ (Spiritual) ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ และจะทิ้งอะไรไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

ในโลกวัตถุนิยม เราอาจจะมุ่งเน้นความต้องการเชิง Physical มากไปนิด เพราะเราทำงานงกๆๆ พอได้เงินมาแล้วเราก็นำไป “เสพสุข”

ยิ่งเสพก็ยิ่งเบาโหวง เพราะความต้องการด้านอื่นๆ ของเราไม่ได้รับการเติมเต็ม

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่”

ณ เวลานี้ ผมอุ่นใจ

เพราะอย่างน้อย ถ้า “พรุ่งนี้” ผมไม่อยู่แล้ว บทความต่างๆ ใน anontawong.com ก็จะเป็นมรดกของผม รวมถึงกิจกรรมและ know-how ต่างๆ ที่ผมได้ทำไว้ที่บริษัทด้วย

แล้วคุณล่ะ วันนี้คุณได้สร้างผลงานอะไรที่พอจะเป็นมรดกให้กับคนที่มาทีหลังบ้างรึยัง?

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก a day 184 December 2015

ขอบคุณภาพจาก Youtube: ถอดความเทพพนม | พิเชษฐ กลั่นชื่น | TEDxBangkok