ทำไมผู้บริหารถึงโต๊ะสะอาด?

20151227_CleanDesk

เคยรู้สึกเหมือนผมรึเปล่าว่า ทำไมโต๊ะผู้บริหารระดับสูงหลายท่านถึงสะอาดเรียบร้อย?

ยิ่งเมื่อเทียบกับโต๊ะทำงานของเราหรือของเพื่อนๆ ในทีม ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล?

1. เพราะเขาเป็นผู้บริหาร โต๊ะจึงสะอาด หรือ

2. เพราะโต๊ะสะอาด เขาถึงได้เติบโตจนเป็นผู้บริหาร

ฝากไปคิดเล่นๆ นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

 

เจริญภาวนาระหว่างเลี้ยงลูก

20151226_BhavanaWithBaby

 

วันนี้ปรายฝนอายุครบสองเดือนแล้วครับ!

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการมีลูกคือผมสวดมนต์-นั่งสมาธิน้อยลงไปมาก

จากที่เคยทำเกือบทุกคืน ตอนนี้แทบไม่ได้ทำเลย

หนึ่งเพราะถ้าสวดมนต์เสียงจะดัง อาจจะไปปลุกลูกที่กำลังหลับอยู่

หรือถ้าลูกไม่หลับ เขาก็กำลังร้องไห้อยู่ จะให้ผมมานั่งสวดมนต์ก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะควรต้องไปช่วยอุ้มลูกก่อน

แต่เหตุผลสำคัญกว่าเรื่องเสียงดัง คือกว่าจะได้เข้านอนผมก็แทบไม่มีแรงเหลือให้นั่งสมาธิ-สวดมนต์แล้ว

พูดก็พูดเถอะ แค่จะเขียนบล็อกให้ได้ซักตอนบางทีต้องรอถึงตีหนึ่งตีสอง เขียนไปพิมพ์ผิดไป เขียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดังนั้นพอเขียนบล็อกเสร็จหัวถึงหมอนก็น๊อค สวดมนต์ยังพอได้บ้างแต่นั่งสมาธินี่แทบจะลืมไปได้เลย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ใช่ว่ามีลูกแล้วจะเจริญภาวนาไม่ได้เลย เพราะผมก็ค้นพบหลากหลายวิธีที่เราสามารถภาวนาระหว่างดูแลลูกได้ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟัง เผื่อคุณพ่อคุณแม่ (หรือคนที่กำลังจะเป็น) ท่านใดสนใจจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ได้บ้างครับ

1. ดูกาย ลูกผมติดมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (หลายที่ก็บอกว่าให้ติดมือดีกว่าติดเปลนะครับ) ดังนั้นทานนมเสร็จแล้วผมหรือแฟนต้องอุ้มลูกพาเดินไปจนกว่าเขาจะหลับ ผมเองก็เลยอาศัยจังหวะนี้เดินอุ้มลูกไปพร้อมกับการเดินจงกรม คือมีสติคอยรู้ก้าวแต่ละก้าวที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องนอนครับ

2. ดูเวทนา (อ่านว่าเว-ทะ-นะ) หรือคือการดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ร่างกายและจิตใจ เวลาอุ้มลูกย่อมรู้สึกปวดแขนก็ดูความปวดนั้นไป หรือเวลาอาบน้ำแล้วลูกร้องไห้จ้า ก็ฟังเสียง 100 เดซิเบลของลูกไปด้วยใจเป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าเสียงร้องไห้ของลูกว่าหนวกหูหรือน่าสงสาร

3. ดูจิต อันนี้จะได้ดูหลายทีเลยทีเดียว ตอนอุ้มลูกเดิน ก็จะเกิดความเมื่อยและความง่วงจนเราอยากจะวางลูกลงเต็มแก่ การรู้ทันความรู้สึกอยากวางลูกลงนี่แหละคือการดูจิต เวลาวางลูกลงแล้วลูกรู้สึกตัวร้องไห้จ้า ใจเราก็จะห่อเหี่ยวทันที เราก็ตามรู้ทันความห่อเหี่ยวของใจนั้นก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมาเดินทั่วหัองจนหลับใหม่

พอวางลูกลงเป็นครั้งที่สองดันรู้สึกตัวอีก คราวนี้ใจไม่ห่อเหี่ยวแต่เปลี่ยนเป็นโกรธแทนแล้ว เพราะเมื่อยก็เมื่อย ง่วงก็ง่วง ทำไมไม่ยอมนอนซักทีฮะ! รู้มั้ยว่าพรุ่งนี้พ่อต้องไปทำงาน นี่หน้าก็โทรมจะแย่แล้ว ฯลฯ ความคิดด้านลบทั้งหลายที่ประเดประดังเข้ามาในใจตอนนี้ ถ้าเรารู้ตัวเราว่ากำลังโมโหอยู่ ก็ถือว่าเรากำลังภาวนาด้วยการดูจิตนั่นเอง

ด้วยความที่ช่วงนี้นอนน้อยและไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ ก็เลยรู้สึกว่าตัวเอง “พร่อง” ในด้านนี้ไปไม่ใช่น้อย แต่ก็หวังว่าหลังจากลูกสาวอายุครบสามเดือน-หกเดือนและเริ่มนอนเป็นเวลามากกว่านี้ ผมจะสามารถกลับมาสวดมนต์-นั่งสมาธิได้เหมือนเดิมครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558

Pic & Pause: เลือนหาย

20151225_Fadeaway

วันนี้วันศุกร์ มี Pic & Pause มาฝากครับ

ภาพข้างล่างนี้มองเผินๆ เหมือนเป็นแค่การเอาสีน้ำมาระบายคละๆ กัน

FadeAway

แต่คุณจะเชื่อผมมั้ยว่า ภาพนี้มันสามารถหายไปได้ต่อหน้าต่อตาคุณ?

เพียงแค่จ้องไปที่ตรงกลางภาพประมาณ 15 วินาที สีต่างๆ จะค่อยๆ เลือนหายไปจนกลายเป็นสีขาวล้วนครับ

ถ้าจ้องแล้วไม่ภาพไม่เลือนหาย ทนรออีกนิดนะครับ บางคนอาจจะใช้เวลาถึง 30 วินาทีหรือมากกว่านั้นก็ได้ครับ แต่รับรองว่าเลือนหายชัวร์ๆ

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Troxler’s Fading ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Quora: Tom Cook’s answer to What are some great optical illusions?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

 

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคริสต์มาส

20151225_Christmas

เทศกาลของฝรั่ง นอกจากวาเลนไทน์และฮาโลวีนแล้ว ก็เห็นจะมีคริสต์มาสนี่แหละที่ถูกจริตคนไทยมากกว่าใคร และบรรยากาศก็ถือว่าพอได้เพราะอยู่ในช่วงหน้าหนาวพอดี

วันนี้ผมเลยไปหาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับคริสต์มาสมาเล่าให้ฟังครับ ถ้ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนประการใด ยินดีให้ผู้รู้ชี้แนะนะครับ

1. พระเยซูไม่ได้ประสูติวันที่ 25 ธันวาคม
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่เคยระบุไว้ว่าพระเยซูเกิดเมื่อไหร่ จริงๆ แล้วถ้าจะดูจากเนื้อหาในไบเบิ้ลว่าวันที่พระเยซูประสูติ “มีเด็กเลี้ยงแกะทำงานอยู่ในทุ่งนา” ‘shepherds were in the fields watching their flocks at the time of Jesus’ birth (Luke 2:7-8).

ธันวาคมนั้นอากาศหนาวเกินกว่าที่แกะจะออกมาเดินเล่นได้ ดังนั้นนักวิชาการหลายท่านคิดว่าพระเยซูน่าจะประสูติช่วงฤดูใบไม้ผลิมากกว่า

แล้ววันที่ 25 ธันวาคมมาได้อย่างไร? ในคริสตศตวรรษที่ 4 โป๊ปจูเลียสที่ 1 แห่งนิกายโรมันคาธอลิกได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันที่พระเยซูประสูติครับ

2. รัสเซียจัดคริสต์มาสวันที่ 7 มกราคม
ประชาชนในรัสเซีย กรีซ เอธิโอเปีย และอีก 13 ประเทศนั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายรัสเชี่ยนออโธด๊อกซ์ซึ่งยังยึดถือปฏิทินแบบจูเลี่ยน (Julian Calendar) ส่วนปฏิทินสากลที่เราใช้กันอยู่ทั่วโลกคือปฏิทินเกรกกอเรี่ยน (Gregorian Calendar)

ปฏิทินจูเลี่ยนนั้นช้ากว่าปฏิทินเกรกอเรียนอยู่ 13 วัน ดังนั้นจริงๆ แล้วรัสเซียก็จัดคริสต์มาสวันที่ 25 ธันวาคมตามปฏิทินจูเลี่ยน แต่พอแปลงมาเป็นวันที่ตามปฏิทินสากลก็คือ 7 มกราคมครับ

3. การเฉลิมฉลองคริสต์มาสเคยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ในปี 1644 ประเทศอังกฤษประกาศห้ามไม่ให้มีการเฉลิมฉลองคริสต์มาสเพราะมองว่ามัน “รื่นเริงเกินไป” และกว่าอเมริกาจะประกาศให้คริสต์มาสเป็นวันหยุด (holiday) ก็ต้องรอถึงปี 1870 ครับ

 

4. เพลงจิงเกิลเบลส์ไม่ได้ถูกแต่งเพื่อวันคริสต์มาส
คริสต์มาสมาพร้อมกับซานตาคลอสและเพลงจิงเกิลเบลส์ (Jingle Bells) แต่จริงๆ แล้วเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี 1850 เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนในเมืองบอสตันแห่งหนึ่งร้องในวัน Thanksgiving (วันขอบคุณพระเจ้า)

5. คริสต์มาสทำให้อังกฤษและเยอรมันหยุดรบกันชั่วคราว
สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมปี 1914 และในคืนวันที่ 24 ธันวาคมในปีเดียวกันนี้เอง ทหารของเยอรมัน และทหารของอังกฤษซึ่งเป็นศัตรูกัน ผลัดกันร้องเพลงเฉลิมฉลองคริสต์มาส (Christmas Carols) พอรุ่งเช้าวันที่ 25 ธันวาคม ทหารเยอรมันก็เดินตัวเปล่าแบบไม่มีอาวุธเข้าไปยังเขต no man’s land (พื้นที่ตรงกลางระหว่างกองทัพของสองฝ่าย) แล้วตะโกนบอกทหารของอีกฝั่งเป็นภาษาอังกฤษว่า Merry Christmas

สุดท้ายทหารสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนของขวัญอย่างเช่นบุหรี่และ plum pudding แถมยังมีแข่งฟุตบอลกันด้วย

ถือเป็นการหยุดรบในตำนานที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้

 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
United Church of God: Biblical evidence shows Jesus wasn’t born on Dec. 25
Live Science: When was Jesus born?
whychristmas: Why is Christmas Day on the 25th December?
The Telegraph: Do they know it’s Christmas? 16 countries where people are celebrating today
Live Science: Why was Christmas banned in America
mental_floss: “Jingle Bells” Was Originally Written for Thanksgiving
History: Christmas Truce of 1914 

 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตที่ไม่ได้ใช้

20151224_UnlivedLife

Don’t be afraid of death; be afraid of an unlived life.
ไม่ต้องไปกลัวความตายหรอก กลัวการใช้ชีวิตไม่คุ้มดีกว่า

– Natalie Babbitt

—–

ประโยคนี้น่าคิด เพราะคนเราเกือบร้อยละร้อยกลัวตายกันทั้งนั้น

ใครที่ได้ศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ หรือปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ก็อาจจะกลัวตายน้อยหน่อย เพราะรู้ว่าชีวิตหลังความตายคงได้ไปดีแน่ๆ

แต่สำหรับพวกเราที่เหลือ เมื่อคิดถึงความตายทีไรก็หดหู่ทุกที

แค่เห็นคนที่เรารักตายเรายังเจ็บปวดแทบทนไม่ไหว

ถ้าคนที่เรารักที่สุดอย่างตัวเราเองตาย เราจะเศร้าแค่ไหน

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วความตายเป็นเรื่องธรรมดามาก

เราไม่เคยเศร้ากับพระอาทิตย์ที่ตกดิน เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีขึ้นก็ต้องมีตก

และรู้ด้วยว่าเดี๋ยวมันก็จะขึ้นมาใหม่

แต่กับชีวิตคนที่่มีเกิดมีดับเป็นเรื่องปกติ เรากลับฟูมฟายกับมันทุกครั้ง

—–

Don’t be afraid of death; be afraid of an unlived life.

อะไรคือ Unlived life – ชีวิตที่ไม่ได้ใช้?

ผมนึกถึงหนังสือเรื่อง ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย ของสำนักพิมพ์ Oh My God Books

ความลับสองข้อแรกคือ “ซื่อสัตย์กับตนเอง” และ “อย่าปล่อยให้เสียดาย” (Be true to yourself & Live life with no regrets)

หากเราไม่ซื่อสัตย์กับตนเอง และไม่กล้าทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราก็กำลังสร้างวิถีชีวิตแบบ Unlived life ขึ้นมาอยู่

ชีวิตที่กลัวนั่นกลัวนี่ตลอดเวลา

ชีวิตที่ขึ้นตรงกับความต้องการของคนอื่น

ชีวิตที่เลือกคำว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน” อยู่เสมอ

ความแตกต่างระหว่าง Death กับ Unlived Life ก็คือ ความตายนั้นเราเลือกไม่ได้ แต่ Unlived Life นั้น เรามีสิทธิ์เลือกได้

จะนั่งเล่นไลน์ หรือจะนั่งเล่นกับลูก

จะเก็บคำขอโทษเอาไว้ หรือจะพูดมันออกมา

จะทำงานเพื่อเงิน หรือจะทำงานเพื่อสร้างประโยชน์

จะนั่งจุ้มปุ๊กอยู่แต่ในบ้าน หรือจะออกไปเปิดหูเปิดตา

เราเลือกได้

สิ่งที่ “น่ากลัว” ก็คือ เรามักจะเลือกช้อยส์แรก เพราะว่ามันเพลินดี มันง่ายดี มันเซฟดี มันประหยัดเงินดี

และเพียงพริบตาเดียว เราก็เดินทางมาถึงปลายทางของชีวิต แล้วก็ได้แต่ถามตัวเองว่า “อ้าว…จบแล้วเหรอ”

เราหลีกเลี่ยงความตายไม่ได้ แต่เราหลีกเลี่ยงความเสียดายได้

เราเลือกได้ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณภาพจาก Pexels.com