Stand-up Meeting ทางเลือกใหม่ของการประชุม

20151216_StandupMeeting

สวัสดีครับ

ตามที่สัญญาไว้ในบล็อกเมื่อวานนี้ว่า วันนี้จะมาเล่าถึงอีกเทคนิคหนึ่งที่มักใช้กันในหมู่นักพัฒนาซอฟทแวร์ที่ใช้หลัก Agile Methodology

โดยเทคนิคนี้ผมเห็นว่าสามารถนำไปใช้กับองค์กรไหนๆ ก็ได้

นั่นก็คือ Stand Up Meeting หรือการประชุมแบบยืนคุยนั่นเองครับ

ก่อนอื่นเรามาดูข้อด้อยของการประชุมที่เราคุ้นเคยกันก่อน

  • ใช้เวลานาน อาจจะครั้งละหนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น เพราะบางทีก็คุยกันนอกเรื่องถ้าคนคุมประชุมไม่มีประสิทธิภาพ
  • ความถี่ไม่เพียงพอ การประชุมทีมมักจะเกิดขึ้นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือสองสัปดาห์ครั้ง ซึ่งบางทีกว่าจะรู้ปัญหาก็อาจจะสายไปหน่อย
  • มีคนพูดไม่กี่คน เวลาประชุมทีมหัวหน้าทีมมักจะเป็นคนที่พูดเยอะที่สุด และบางคนในทีมมักจะไม่มีโอกาส (หรือไม่อยาก) พูดเลย
  • ยุ่งยาก ไหนจะต้องหาห้องประชุม ไหนจะต้องเตรียมสไลด์ ไหนจะต้องจดรายงานการประชุม (ที่ไม่มีใครอ่าน)

การทำสแตนด์อั๊พมีทติ้งจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ครับ

มาดูหลักการของสแตนด์อั๊พมีทติ้งกันก่อน

  • มีประชุมทุกวัน และเป็นเวลาเดิม ที่บริษัทผมมักจะจัดตอน 9.30 น. ถือเป็นการบังคับไม่ให้คนในทีมมาสายเกินไปด้วย
  • ไม่ต้องใช้ห้องประชุม ใช้พื้นที่ว่างที่ใกล้ที่สุดของทีมเราก็พอ
  • ทุกคนต้องยืนประชุม ห้ามนั่งเก้าอี้
  • ใช้เวลาประชุมไม่เกิน 15 นาที
  • หลายทีมจะมี Kanban Board เพื่อใช้ในการคุยกันถึงความคืบหน้าของงานแต่ละชิ้นของทุกคนในทีม
  • เวลาพูดจะผลัดกันพูด ว่างานของตัวเองไปถึงไหนแล้ว เจออุปสรรคอะไรบ้าง ต้องการความช่วยเหลืออะไรมั้ย และจะวนพูดทีละคนจนกว่าทุกคนจะได้รายงานความคืบหน้าของตัวเอง
  • ถ้าประเด็นไหนต้องคุยกันแบบลงรายละเอียด ก็จะเก็บไว้ไปคุยนอกรอบเฉพาะกับคนที่จำเป็นต้องคุยด้วย
  • ไม่ต้องจดรายงานการประชุม

จะเห็นได้ว่าการประชุมแบบสแตนด์อั๊พมีทติ้งจะเอื้อให้การประชุมเสร็จอย่างรวดเร็ว (เพราะยืนประชุมนานๆ ไม่ได้ มันเมื่อย!) มีการได้คุยกันทุกเช้าทำให้สามารถแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคได้อย่างทันท่วงที และทุกๆ คนในทีมจะได้พูดถึงงานของตัวเอง

การประชุมแต่ละครั้งใช้เวลา 10-15 นาที คุยกันสัปดาห์ละห้าวันก็ใช้เวลารวมกันไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับการประชุมแบบเก่าที่คุยกันสัปดาห์ละชั่วโมงเลย

แต่ผมว่าประชุมแบบสแตนด์อั๊พมีทติ้งได้เนื้อได้หนังกว่ากันเยอะครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia: Stand-up Meeting 

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Equipe durante um stand up meeting (daily meeting).by Improve It

ทำงานให้ดีขึ้นด้วย Kanban Board

20151215_KanbanBoard

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คอนเซ็ปต์ที่มาแรงในหมู่นักพัฒนาซอฟท์แวร์คือเรื่องของ Agile Methodology

Agile แปลว่ารวดเร็วว่องไว และ Agile Methodology คือปรัชญาการทำงานที่เน้นให้เราผลิตซอฟท์แวร์ออกมาให้ไวๆ เพื่อรับมือกับโลกที่หมุนเร็วขึ้น

สิ่งที่มากับอาไจล์ก็คือหลักวิธีปฏิบัติบางอย่างที่ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์แม้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตซอฟท์แวร์

เลยอยากจะมาแชร์สองเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนทำงานทุกคนครับ

วันนี้ขอคุยเรื่องแรกก่อน – Kanban Board – กันบันบอร์ด

กันบัน (กันบัง / คันบัน อ่านได้หลายแบบ) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า visual signal หรือ card เทคนิคนี้เกิดขึ้นในโตโยต้าตั้งแต่ทศวรรษ 1940 

อุปกรณ์ที่ใช้คือแผ่น post-it แล้วก็ไวท์บอร์ดหรือบอร์ดอะไรก็ได้ที่ตีตารางแบ่งงานเป็น Phase แล้ว ตัวอย่างเหมือนในรูปด้านบนครับ (To Do / Doing / Done)

ในบริษัทซอฟท์แวร์ เฟสของงานก็อาจจะเป็น Backlog / Development / Testing / Done

ซึ่งคุณสามารถปรับเปลี่ยนเฟสให้ตรงตามเนื้องานที่เกิดขึ้นจริงครับ

เพื่อจะให้เห็นภาพง่ายสุด ผมขอยกตัวอย่าง Kanban Board ที่คุณ William Pietri แชร์ให้ฟังใน Quora นะครับ

คุณวิลเลี่ยมบอกว่าที่บ้านของเขานั้น กันบันบอร์ดจะมีทั้งหมด 5 เฟสคือ Backlog / On deck / Doing / On Hold / Done

จากนั้นเราก็กำหนดว่าในแต่ละเฟสจะให้ใส่งานลงไปได้กี่ชิ้น

สำหรับวิลเลี่ยม เขาตั้งกฎสำหรับตัวเองไว้ว่า On Deck มีงานได้ไม่เกิน 6 ชิ้น Doing มีได้ไม่เกิน 3 และ On Hold ก็ใส่ได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเช่นกัน (ส่วน Backlog กับ Done ไม่มีลิมิตเพราะเป็นขาเข้ากับขาออก)

ความเจ๋งของกันบันบอร์ดก็คือมันทำช่วยให้เรารู้ว่า ช่วงนี้เราควรโฟกัสงานอะไรบ้าง

ถ้างานชิ้นนั้นยังไม่ได้ On Deck เราก็จะไม่คิดถึงมัน

ถ้างานชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ในคอลัมน์ Doing เราก็จะยังไม่ทำมัน

แลถ้าคอลัมน์ Doing มีงานครบ 3 ชิ้นตามลิมิตแล้ว เราก็จะไม่เอางานชิ้นอื่นเข้ามาอยู่ในคอลัมน์ Doing นี้จนกว่าจะเคลียร์งานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นใน Doing ให้เสร็จแล้วย้ายไปอยู่ Done เสียก่อน

แต่ถ้ามีงานบางงานมันเร่งรีบจริงๆ เราก็อาจจะย้ายงานที่อยู่ใน Doing บางงานไปอยู่ใน On Hold (ซึ่งก็มีได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเช่นกัน)

วิธีนี้จะจำกัดให้งานที่เราถืออยู่ ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งมีไม่เกิน 3 ชิ้นเท่านั้น

ซึ่งนั่นก็จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะไม่ต้องมานั่งตัดสินใจหลายทีว่าวันนี้จะทำอะไรดีนะ

ย้ำอีกทีนะครับว่าเรามีสิทธิ์กำหนดได้เองเลยว่าจะมีเฟสอะไรบ้าง และในแต่ละเฟสจะมีงานได้กี่ชิ้น เพราะงานของทุกคนต่างกันอยู่แล้ว

ตอนนี้ที่ออฟฟิศผมมีคนใช้กันบันบอร์ดกันเพียบ ทั้งใช้สำหรับงานของตัวเองและจัดการงานของทีม

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจ ลองศึกษาเพิ่มเติมใน Youtube ได้นะครับ ผมเลือกมาสองตัวที่เห็นว่ามีคนดูเยอะๆ และยาวไม่เกินห้านาทีครับ

ตอนถัดไป ผมจะพูดถึงอีกเทคนิคนึงของ Agile Methodology ครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: William Pietry’s answer to What are some uncommon ways to work smarter instead of harder? 

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

 

5 คุณูปการของบิล เกตส์ (ที่คุณอาจไม่เคยรู้)

20151412_BillGates

เมื่อวานนี้ที่ผมเขียนเรื่อง “รวยจริง” ผมก็นึกถึงบิล เกตส์ขึ้นมาครับ

คนที่รวยจริงในนิยามของพี่ซิโก้นั้น คือคนที่มีเงินแล้วนำไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า

และบิล เกตส์ก็เข้าตำรานี้ทุกประการ

พวกเราทุกคนรู้กันดีว่าบิล เกตส์เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกหลายสมัยติดต่อกันจากบริษัทไมโครซอฟท์ที่เขาก่อตั้งขึ้น

และพวกเราบางก็อาจจะรู้ว่าเขากับภรรยาได้ตั้งมูลนิธินาม Bill & Melinda Gates Foundation (BMGF) ขึ้นมา

แต่เชื่อว่าน้อยคนนักรู้ว่า มูลนิธินี้ได้สร้างผลงานอะไรบ้าง

วันเลยอยากเอามาเล่าให้ฟังครับ

1. ปฏิวัติวงการการกุศล

เรารู้จักองก์กรการกุศลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น UNICEF, Red Cross หรือมูลนิธิต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทยนับร้อยนับพัน

แต่ใช่หรือไม่ว่า หลังจากเราบริจาคเงินของเราไปแล้วนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่าเงินที่เราบริจาค ได้นำไปก่อประโยชน์จริงๆ แค่ไหน

ตัวอย่างของความไร้ประสิทธิภาพ/ความโปร่งใสขององค์กรการกุศลที่เป็นข่าวระดับโลก ก็เช่นการที่ American Red Cross ได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือประเทศเฮตที่ประสบภัยแผ่นดินไหว รวมเป็นเงินกว่า 500 ล้านดอลล่าร์ แต่เพื่อการฟื้นฟูที่จับต้องได้ กลับเป็นบ้านเพียงแค่ 6 หลัง 

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่มูลนิธิ BMGF ได้ทำ คือการนำมุมมองเชิงธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการกุศลครับ ทั้งการนำเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางธุรกิจมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความโปร่งใสในการใช้เงินทุน และการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ คือต้องมีผลงานจับต้องได้จริง “คนปลายทาง” ได้รับประโยชน์จริงๆ

2. สนใจแต่เรื่องระดับชาติหรือระดับโลก
บิลและเมลินดาก่อตั้งมูลนิธิ BMGF ในปี 2000 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยมี Focus Areas สี่อย่าง 

Global Development Division – ช่วยเหลือคนในประเทศที่ยากไร้ให้หลุดพ้นจากความหิวโหยและความยากจน

Global Health Division – ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือชีวิตคน (save lives)

United States Division – พัฒนาการศึกษาในอเมริกาและช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสในรัฐวอชิงตัน

Global Policy & Advocacy Division – สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลแต่ละประเทศเพื่อร่างกฎหมายและนโยบายที่จะเอื้อต่อการทำงานของมูลนิธิ

3. ข้าไม่ได้มาคนเดียว
BMGF ไม่ได้พยายามทำทุกอย่างเองคนเดียว แต่ใช้วิธีการร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงว่าควรจะจัดการอย่างไร จากนั้นหากเห็นว่าต้องใช้ความร่วมมือจากองค์กรอื่นๆ ด้วย (เช่นต้องการบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้) ก็จะดึงองค์กรนั้นๆ มาร่วมด้วยเช่นกัน โดยแต่ละองค์กรก็จะได้เงินช่วยเหลือแตกต่างกันไป

ดูรายชื่อองค์กรที่ได้เงินทุนจาก BMGF ได้ที่นี่ครับ

และแน่นอน แต่ละองค์กรที่ได้รับเงินช่วยเหลือจะต้องทำรายงานกลับมาว่ามีผลงานอะไรบ้าง

4. ลงไปคลุกฝุ่นเอง
อันนี้เป็นความเจ๋งที่สุดของบิลเกตส์ เพราะเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่ออฟฟิศในอเมริกาแล้วเซ็นเช็คเงินบริจาคเท่านั้น แต่เขาลงพื้นที่จริงเพื่อจะได้พูดคุยกับคนที่เขาพยายามจะช่วยเหลือ หรือพบปะกับผู้นำประเทศโลกที่สาม (ซึ่งหลายคนมีชื่อเสียงในทางไม่ดี) เพื่อขอความร่วมมือให้ความช่วยเหลือนั้นไปถึงประชาชนจริงๆ (ไม่ใช่บริจาคเข้ารัฐบาลแล้วโดนฉ้อราษฎร์บังหลวงหมด)

รูปภาพด้านบนที่ผมแปะมาคือรูปบิลเกตส์ดื่มน้ำจากเครื่อง Omniprocessor ของบริษัท Janicki Bioenergy  ครับ

Omniprocessor คือเครื่องที่แปลงอุจจาระและปัสสาวะเป็นน้ำที่ดื่มกินได้

บิล เกตส์ ลงทุนดื่มน้ำที่จากของเสียเพื่อโชว์ให้เห็นว่ามันดื่มได้จริงๆ นะ ไม่ได้โม้
(ทั่วโลกมีคนถึงสองพันล้านคนที่ไม่ได้ใช้ส้วมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสุดท้ายแล้วของเสียที่ขับถ่ายออกมาเจือปนกับน้ำที่ดื่มกิน ทุกๆ ปีมีเด็ก 700,000 คนตายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร )

5. ชวนเศรษฐีคนอื่นมาทำความดีด้วย
อีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของเกตส์ก็คือการร่วมมือกับ Warren Buffet เพื่อโปรโมต The Giving Pledge หรือการชักชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกมาแสดงเจตจำนงค์ว่าจะมอบความมั่งคั่งของตัวเองอย่างน้อย 50% ของตัวเองเพื่อการกุศล

คนดังๆ ที่เรารู้จักก็เช่น George Lucas ผู้กำกับ Star Wars, Ted Turner ผู้ก่อตั้ง CNN, Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle, Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla และล่าสุด Mark Zuckerberg ผู้ก่่อตั้ง Facebook

ดูรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่ครับ http://givingpledge.org/

—–

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Quora:

บิล เกตส์และภรรยาบริจาคเงินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 28,000 ล้านดอลล่าร์

วัคซีนจาก BMGF ช่วยชีวิตคนไปแล้วเกือบ 6 ล้านคน

ใน 15 ปีที่ผ่านมา BMGF ได้ช่วยชีวิตเด็กให้ปลอดภัยจากมาเลเรียได้มากกว่าที่ UN ทำมาตลอด 70 ปีเสียอีก

BMGF ช่วยให้อินเดียกำจัดโปลิโอได้สำเร็จในปี 2012 เหลืออีกเพียงสามประเทศคือไนจีเรีย อัฟกานิสถาน และปากีสถานที่ยังมีเด็กเป็นโรคโปลิโออยู่ โดยเป้าหมายคือโลกใบนี้จะปราศจากโปลิโอภายในปี 2020

ยังมีโรคอีกหลายตัวที่ BMGF กำลังจัดการ ยกตัวอย่างเช่นมาเลเรีย วัณโรค และไวรัสตับอักเสบบี

—–

สิ่งที่บิล เกตส์ทำ น่าจะเป็นการทำบุญ (ในทางกายภาพ) ที่ใหญ่ที่สุดที่โลกมนุษย์เคยมีมาเลยก็ว่าได้นะครับ

นี่สิคน(รวย)จริง!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Does Bill Gates get too much credit for his donation to charity?

Gates Notes: This Ingenious Machine Turns Feces Into Drinking Water

Pro Publica: How the Red Cross Raised Half a Billion Dollars for Haiti ­and Built Six Homes

รวยจริง

20151212_NotReallyRich

เวลาอยู่ในสโมสร นักฟุตบอลบางคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่ทำไมเมื่อมาอยู่ด้วยกันในทีมชาติ มักจะเป็นทีมที่ไม่ค่อยดี หรือทำผลงานไม่ค่อยดี

ผมว่าก่อนอื่น เมื่อมาเล่นด้วยกัน เราต้องยอมรับซึ่งกันและกัน สำหรับคนเก่ง ถ้าคุณเก่งแล้ว คุณต้องสนับสนุนคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าคุณเก่งแล้วทำตัวเหนือคนอื่น ผมไม่ถือว่าเป็นคนเก่งหรอก คนเก่งมันต้องจับมือช่วยคนอื่น เหมือนในสังคมที่คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก เพราะจิตใจคุณแย่ รวยแต่เงินแต่จิตใจย่ำแย่ ถ้าคุณเก่งเรื่องความรู้ก็ควรถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว อย่างเราเป็นโค้ช เรามีความรู้อะไร เราต้องถ่ายทอดให้เด็กทั้งหมด ต้องไม่กั๊ก อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

– เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

—–

พี่ซิโก้คือฮีโร่คนหนึ่งของผม

ผมติดตามพี่เขามาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม และคอยติดตามข่าวคราวของพี่เขาตอนที่ไปทดสอบแข้งกับมิดเดิ้ลสโบรห์และฮัดเดอร์สฟิลด์

หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวพี่เขาเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็มาคุมทีมชาติแล้ว แถมยังทำผลงานได้ดีเสียจนคนไทยกลับมาเห่อฟุตบอลทีมชาติอีกครั้งหลังจากห่างหายความรู้สึกแบบนี้ไปนาน

เมื่อสามปีที่แล้ว พี่ซิโก้ยังได้ก่อตั้ง Zico Foundation เพื่อส่งเสริมเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เล่นกีฬาอีกด้วย ดูรูปกิจกรรมได้ที่นี่

—–

คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก

อ่านประโยคนี้ของพี่ซิโก้แล้วผมก็สะอึกเล็กน้อย

เพราะรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนจนเท่าไหร่

ถามว่าตัวเองรวยรึยัง ก็ตอบได้เลยว่ายังห่างไกลนัก

แต่ถ้าดูจากรายได้คนไทยที่เสียภาษีที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความเรื่อง MLM ก็ต้องยอมรับว่ารายได้ต่อเดือนของผมนั้นมากกว่าคนไทยอีก 90%

และเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน

เรามีรายได้เยอะก็จริง แต่เราก็มีรายจ่ายไม่น้อย  เรื่องที่คิดเอาเงินที่เราหามาได้ไปให้คนที่จนกว่าจึงเป็นเพียงเรื่องหัวข้อท้ายๆ ในสมอง

—–

ถึงผมจะยังไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส แต่ผมก็เชื่อมาตลอดว่า “มีอะไรดีๆ ควรเอามาแบ่งปัน”

นี่คือเหตุผลหลักที่ผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings – เพื่อแบ่งปันมุมมองที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์

การแชร์ความรู้มันเจ๋งกว่าการให้เงินตรงที่คนให้ไม่ได้เสียอะไรไป เผลอๆ จะมีความรู้มากกว่าเดิมด้วย เพราะก่อนจะเขียนก็ต้องศึกษาค้นคว้า และพอเขียนเสร็จก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้อ่าน

พี่ซิโก้ยังกล่าวอีกว่า

อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

ผมว่านี่เป็นความคิดที่หล่อมาก เรียนรู้เยอะๆ ไม่ใช่เพื่อให้รู้สึกว่ากูเก่งหรืออยู่เหนือใคร แต่เพื่อที่จะช่วยให้คนอื่นๆ เก่งขึ้น เพื่อมาช่วยสร้างสังคมนี้ให้ดีขึ้น

ผมเคยเขียนไว้ตอนที่ชีวิตผ่านมาครึ่งทางว่า ครึ่งแรกผมเป็นฝ่ายรับมาเยอะแล้ว ครึ่งหลังคือช่วงที่ผมตั้งใจจะเป็นฝ่ายให้บ้าง

มีแรง ให้แรง
มีเงิน ให้เงิน
มีเวลา ให้เวลา
มีความรู้ ให้ความรู้
มีความสามารถ ก็ใช้ความสามารถนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ถ้าเราทุกคนผลัดกันให้ตามแต่กำลังและสติปัญญาที่เรามี

บ้านเราก็จะมีคนเก่งจริง – รวยจริงเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia 

นิทานเมาธ์มอย

20151211_Chat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวสองคนเมาธ์มอยกันที่ออฟฟิศ

หญิง 1: เมื่อวานเป็นไงมั่ง?

หญิง 2: ยอดแย่เลย แฟนฉันน่ะ พอกลับถึงบ้านก็กินข้าวหมดภายในสามนาที แล้วก็หลับผลอยเลย แล้วเธอล่ะ?

หญิง 1: สุดยอดมากเลยตัวเอง แฟนชั้นกลับมาบ้านแล้วก็พาฉันออกไปทานร้านอาหารสุดโรแมนติก ทานเสร็จแล้วเราก็เดินด้วยกันอีกเป็นชั่วโมง พอกลับถึงบ้านแฟนก็ยังจุดเทียนรอบบ้านอีกต่างหาก อย่างกับอยู่ในเทพนิยายยังไงยังงั้นเลย

ระหว่างนั้น สามีของทั้งสองก็กำลังเมาธ์มอยอยู่เช่นกัน

ชาย 1: เมื่อวานเป็นไงมั่ง?

ชาย 2: เยี่ยมสุดๆ เลย พอเรากลับถึงบ้านแฟนก็เตรียมข้าวไว้ให้แล้ว ก็เลยโซ้ยจนอิ่มแล้วก็ผลอยหลับไปเลย แล้วนายล่ะ

ชาย 1: โคตรแย่เลย กลับถึงบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่บ้านโดนตัดไฟเพราะลืมจ่ายค่าไฟน่ะ ก็เลยต้องพาแฟนออกไปกินข้าวนอกบ้าน แถมร้านนั้นก็โคตรจะแพง มีเงินสดเหลือไม่พอที่จะนั่งแท๊กซี่เลยต้องเดินกลับบ้านร่วมชั่วโมงนึงเลย พอถึงบ้านก็นึกได้ว่าที่บ้านยังไม่มีไฟเลยต้องมานั่งจุดเทียนทั่วบ้านอีกต่างหาก!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจาก Bear Tales

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com