ทางไม่สะดวก

20160216_ObstacleIsTheWay

คือทางที่เราควรเดิน

ทางไม่สะดวก คือทางที่บังคับให้เราต้องออกแรงทั้งกายใจ

สมัยดึกดำบรรพ์ พลังงานของมนุษย์เรานั้นมีจำกัด เพราะอาหารไม่ได้หากินกันได้ง่ายๆ สมองของคนเราจึงถูกวิวัฒนาการให้ประหยัดพลังงานให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้เก็บไว้ใช้ในยามออกล่าหรือถูกล่า

และนั่นคือเหตุผลที่คนเรามักจะมองหา “ทางสะดวก” หรือ the path of least resistance อยู่เสมอๆ

ระหว่างออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งกับนอนเล่นเฟซบุุ๊ค เราจึงเลือกอย่างหลัง

ระหว่างเขียนบล็อกกับอ่านการ์ตูน เราจึงเลือกอย่างหลัง

ระหว่างนั่งทำงานชิ้นยากๆ กับเมาธ์มอยกับเพื่อนในออฟฟิศ เราจึงเลือกอย่างหลัง

ทางสะดวกนั้นสบายก็จริง แต่มันไม่เปิดโอกาสให้เราได้เติบโตซักเท่าไหร่

จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น

สมองและร่างกายของเราต้องการประหยัดพลังงาน

แต่จิตใจของเราต้องการทำสิ่งที่มีความหมาย

จุดหมายที่มีคุณค่าก็เปรียบเหมือนยอดเขาที่เราต้อง “เดินขึ้น”

เมื่อเดินขึ้น ก็ต้องสู้กับทั้งแรงโน้มถ่วงโลก และแรงโน้มถ่วงจากคนรอบข้าง

“จะพิชิตยอดเขาไปทำไม เดินวนอยู่รอบๆ ตีนเขาก็พอแล้วรึเปล่า” หลายคนบอกเราว่าอย่างนั้น

ซึ่งก็ถูกของเขา

แต่หากเราแน่ใจแล้วว่า นี่คือภูเขาที่เราอยากปีน ก็ลองปีนขึ้นไปเถอะ

อาจจะต้องทนเหงาบ้าง อาจจะโดนทากกัดบ้าง แต่ก็คงไม่ถึงตายหรอก

เดินขึ้นเขา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มอัตตาตัวตนว่าเราเก่งกว่าคนอื่น ขยันกว่าคนอื่น ฝันไกลกว่าคนอื่น

เพราะเราเดินขึ้นเขา ไม่ใช่เพื่อพิชิตและยึดครองยอดเขา

แม้วิวบนยอดเขานั้นจะสวยแค่ไหน แต่ยอดเขาไม่ได้มีไว้ให้คนอยู่

สุดท้ายเราทุกคนต้องกลับลงมาที่ตีนเขาอยู่ดี

สิ่งที่เราจะ “ยึดครอง” ได้ คือประสบการณ์ บาดแผล และความทรงจำที่เราได้รับมาต่างหาก

ผมเชื่อว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่า “ชีวิต” นั้นคือ “การชุมนุมกันของประสบการณ์” (a collection of experiences)

“ทางไม่สะดวก” จะเติมเต็มชีวิตเราด้วยประสบการณ์ต่างๆ นาๆ

เมื่อแลกกับพลังงานที่ต้องเสียไป ผมว่ามันน่าจะคุ้มค่านะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณชื่อหนังสือ The Obstacle is the Way ของ Ryan Holiday ที่ผลักดันให้เขียนบทความนี้ครับ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำคล้าย

20160215_Similar

เสียใจ หรือ เสียดาย

สงสาร หรือ เมตตา

ง่ายง่าย หรือ มักง่าย

เดี๋ยว หรือ เดี๋ยวนี้

แน่วแน่ หรือ ดื้อรั้น

มุ่งหวัง หรือ คาดหวัง

เอาแต่ใจ หรือ เห็นแก่ตัว

อยากรู้อยากเห็น หรือ สอดรู้สอดเห็น

สิ่งที่แสดงออก อาจคล้ายคลึงกัน

แต่เจตนาไม่เหมือนกัน

และผลลัพธ์ ก็มักจะไม่เหมือนกันด้วย

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

Passion ไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วมีแต่ความสุข

20160214_Passion

เพราะผมว่ามันเป็นนิยามที่แคบไปนิดนึง

แน่นอน เราย่อมมีความสุขกับการทำสิ่งที่เรามี passion

แต่ใช่ว่าสิ่งๆ นั้นจะนำแต่ความสุขมาให้เราเสียหน่อย

ดังนั้นสำหรับผม passion จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วมีแต่ความสุข

แต่คือสิ่งที่เราเต็มใจที่จะทนทุกข์ไปกับมันด้วย

—–

วันนี้ผมบ่นกับแฟนมาตั้งแต่สายๆ แล้วว่ายังหาเรื่องเขียนบล็อกไม่ได้เลย

อ่านหนังสือก็แล้ว ไปเดินเล่นก็แล้ว ก็ยังคิดไม่ออก

การตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกวันละตอน แถมลูกยังร้องไห้จะให้อุ้มตลอดเวลานี่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ

แต่สุดท้ายก็ได้มานั่งเขียนจนได้ ในเวลาเกือบห้าทุ่ม (สลับกับเดินไปอุ้มลูกทุกครั้งที่เขาเรียกร้อง)

—–

ของบางอย่างเราไม่รู้หรอกว่าเราจะมี passion กับมันรึเปล่า จนกว่าจะได้ลองลงมือทำแบบจริงๆ จังๆ ดูซักครั้ง

ก่อนหน้านี้ ถ้าให้เทียบกัน ผมว่าผมมี passion กับเรื่องฟุตบอลกับเรื่องดนตรีมากกว่าเรื่องขีดๆ เขียนๆ เยอะเลย

เพียงแต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจก็คือการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น (make a difference) ซึ่งการเขียนบล็อกตอบโจทย์มากกว่าการเตะบอลหรือเล่นดนตรี

ช่วงมีลูกใหม่ๆ มีหลายครั้งที่ผมต้องตื่นมาเขียนบล็อกตอนตีสอง เขียนเสร็จตอนตีสี่ นอนอีกสองชั่วโมงแล้วค่อยตื่นนอนไปทำงาน

(เมื่อวานที่เขียนเรื่อง “โชคดี” ก็เสร็จเกือบตีสี่เหมือนกัน ยังดีที่เป็นเช้าวันอาทิตย์ก็เลยนอนอุตุได้)

เหนื่อยขนาดนี้ ทุกข์ขนาดนี้ ถามว่าคุ้มมั้ย?

บางทีคำถามว่าคุ้มมั้ย อาจเป็นคำถามที่ผิด

passion ก็เหมือนคนที่เรารัก ที่ไม่ได้นำความสุขมาให้เราทุกเมื่อ

บ่อยครั้ง เขาทำให้เราบาดเจ็บมากกว่าคนที่เราไม่ได้รักเสียอีก

แต่เราก็ยังสมัครใจที่จะอยู่กับเขาต่อ โดยไม่มัวมาตั้งคำถามว่า “จะอยู่ไปทำไม”

เมื่อเรามี passion กับสิ่งใดหรือคนใดแล้ว การถามหาเหตุผลก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

เพราะการได้ทำในสิ่งที่เรารักหรือเพื่อคนที่เรารัก คือเป้าหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โชคดี

20160214_GoodCouple

“คู่ที่เหมาะสม คือคู่ที่คบกันแล้วต่างคนต่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายโชคดี”

– วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
หนังสืออักษรตัวหนา ปรัชญา / การเมือง / เรื่องสั้น

ขณะนี้เป็นเวลาตี่หนึ่งสามสิบสี่นาทีของเช้าวันอาทิตย์ที่สิบสี่กุมภาพันธ์

ผมกำลังนั่งเขียนบล็อกของวันเสาร์ แต่ที่ล่าช้ามาขนาดนี้ก็เพราะว่าวันที่ผ่านมาไม่มีจังหวะเขียนเลย

แฟนตื่นแต่เช้ามานั่งปั๊มนม ส่วนผมออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง กลับมาเราก็กินขนมปังเป็นอาหารเช้า ขนมปังหมดสต๊อคก็เลยพาปรายฝนไปช๊อปปิ้งที่โลตัสหน้าปากซอย กลับมาก็ฝึกโยคะกับคุณครูมือใหม่ ตอนเที่ยงพาคุณครูไปเลี้ยงข้าวขอบคุณ ก่อนจะแวะไปแบงค์ ขากลับแฟนอยากไปดูต้นไม้ก็เลยขับรถไปแถวอีเกียแต่ก็หลงทางหาร้านไม่เจอ กลับบ้านมือเปล่ามาปั๊มนม ก่อนออกไปคุยธุระเรื่องบ้าน และจากหัวค่ำเป็นต้นมาก็ปลุกปล้ำกับปรายฝนที่โยเยอยู่ร่วมสี่ชั่วโมงจนผลอยหลับกันไปตอนห้าทุ่ม ตื่นมาอีกทีเกือบตีหนึ่งเพื่อจะอาบน้ำแล้วมานั่งเขียนบล็อก

ขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมเพื่อคิดว่าจะเขียนอะไรดี แฟนผมที่ตื่นให้หลังและเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จก็มานั่งเก้าอี้ข้างๆ ยกเท้าสองข้างมาวางบนตักผมและขอให้ผมช่วยนวดเท้าให้ นวดเสร็จแล้ว คุณเธอก็เปิดคอมนั่งเล่นเฟซบุ๊ค เดาว่าคงอยากนั่งให้กำลังใจผมหรือไม่ก็กำลังรอให้ตัวเองง่วงอยู่

—–

“คู่ที่เหมาะสม คือคู่ที่คบกันแล้วต่างคนต่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายโชคดี”

ถ้ายึดเอานิยามของคุณวรรณสิงห์ ผมว่าเราเป็นคู่ที่เหมาะสมกันใช้ได้เลย

เพราะผมรู้สึกมาตลอดว่า ผมโชคดีมากที่เราได้คบและได้ใช้ชีวิตร่วมกัน

แต่ก่อน ผมมักคิดอะไรเอง ทำอะไรเอง โดยไม่ค่อยปรึกษาใคร

พอมีกันสองคน ผมก็ได้เห็นเลยว่าที่ผ่านมาผมคงพลาดอะไรไปไม่น้อย เพราะไอเดียของแฟนหลายต่อหลายครั้งก็เป็นมุมมองที่ผมคิดไม่ถึง และอาจไม่มีวันคิดได้ด้วย

(ตอนนี้แฟนหันมาถามว่า เขียนใกล้เสร็จรึยัง…ยังใช่มั้ย ว่าแล้วก็เดินเข้าห้องไป)

แต่ก่อน ผมจะเป็นเสือยิ้มยาก เพราะไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์เท่าไหร่

พอมีกันสองคน ผมกลายเป็นเสือยิ้มง่าย เพราะผู้หญิงคนนี้ทำตัวโก๊ะให้ผมหัวเราะได้ทุกวัน

แต่ก่อน ผมมักจะไปเดินห้างคนเดียว กินข้าวคนเดียว บางทีก็ดูหนังคนเดียว

พอมีกันสองคน เวลาจอดรถในห้างก็มีคนช่วยโบก กินข้าวก็สั่งกับข้าวที่อยากกินได้มากขึ้น ดูหนังจบก็มีคนให้ถกเถียงด้วย

—–

แน่นอน ไม่ใช่ทุกอย่างจะราบรื่น เพราะทางเดินแห่งชีวิตคู่นั้นมีหลุมมีบ่อเสมอ

ยิ่งใกล้กันมากเท่าไหร่ ความแตกต่างเรื่องแนวคิดหรือข้อบกพร่องของแต่ละฝ่ายก็ยิ่งชัดเจน

แต่ผมว่านั่นก็คือความงดงามอย่างหนึ่งของชีวิตคู่

เพราะแตกต่างกัน เราจึงมีทางเลือกมากกว่าเดิม

เพราะมีทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง เราจึงส่งเสริมซึ่งกันและกันได้

ถ้าคิดเหมือนกันหมด เก่งเหมือนกันหมด ก็ไม่ต้องมีอีกคนหรอก จริงมั้ย?

—–

(ผมเดินไปแง้มประตูห้องนอน แฟนหลับปุ๋ยไปเรียบร้อยแล้วตามคาด)

วาเลนไทน์ปีนี้คงจะเป็นวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง

แฟนผมคงจะตื่นมาปั๊มนม ส่วนผมก็ออกไปวิ่ง กลับมากินข้าวเช้า ออกไปชอปปิ้งที่โลตัสหน้าปากซอย กลับมานั่งเขียนบล็อกหรือเล่นโยคะนิดหน่อย ออกไปขับรถหลงทางตามประสา กลับมาปลุกปล้ำกับลูกจนผลอยหลับไป ก่อนจะตื่นมาอาบน้ำและนั่งนวดเท้าให้อีกฝ่าย

แค่คิดก็มีความสุข

เรื่องธรรมดากับคนพิเศษ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้วันนี้เป็นวันดีๆ อีกหนึ่งวัน

ขอบคุณที่ดูแลกันมา

และขอบคุณล่วงหน้า ที่จะดูแลกันไป

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ

—–

ป.ล. ใครที่ยังไม่มีคู่ ก็ไม่ต้องวิตกนะครับ

ทั้งโสดและมีคู่นั้นมันดีพอๆ กัน เพียงแต่ดีคนละอย่าง

ช่วงนี้ก็ใช้ชีวิตของเราให้เต็มที่ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ เพราะถึงวันหนึ่งที่เรามีคู่แล้ว จะได้ไม่รู้สึกว่าเราขาดหรือพลาดอะไรไปครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสืออักษรตัวหนา ปรัชญา / การเมือง / เรื่องสั้น โดยวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

นิทานดีพะย่ะค่ะ

20160212_GoodSir

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มีนครที่ปกครองโดยพระราชาผู้โปรดปรานการล่าสัตว์

วันหนึ่งได้เกิดกบฏขึ้นภายในพระนคร มีคนลุกฮือขึ้นจะโค่นอำนาจพระราชา ซึ่งก็มีแววจะชนะซะด้วย

เมื่อกองทัพกบฏประชิดเมือง พระราชาก็ได้ปรึกษากับคนสนิทเป็นการใหญ่ ซึ่งรวมไปถึงมหาดเล็กคู่ใจของเขาด้วย

พระราชาถามว่า

“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ดีพะยะค่ะ”

“ดียังไง”

“สถานการณ์เวลานี้แม้จะดูไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าใครบ้างที่จะจงรักภักดีกับเรา ใครที่คิดจะแปรพรรคไปด้านโน้น ซึ่งหากเราปราบกบฏครานี้ลงได้ ท่านก็จะเหลือแต่ลูกน้องที่จงรักภักดีกับท่าน ทำให้ไม่ต้องกังวลพระทัยอีกต่อไปพะยะค่ะ”

“อืม นั่นสินะ”

พระราชาจึงมีกำลังใจเป็นอันมาก และปราบกบฏลงสำเร็จ

หลังจากนั้นไม่นาน พอย่างเข้าหน้าฝน ฝนก็ตกหนักจนท่วมลามเข้าในพระนคร ทำให้การคมนาคมติดขัด ไม่สามารถเดินทางออกนอกพระนครได้

พระราชาที่ปกติจะออกป่าล่าสัตว์ก็เกิดอาการหงุดหงิด จึงปรึกษามหาดเล็กอีกครั้ง

“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ดีพะยะค่ะ”

“ดียังไง”

“ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่สามารถสัญจรไปไหนมาไหนได้ ก็ไม่เป็นไรพะยะค่ะ เนื่องจากตอนนี้เป็นหน้าฝน อย่างไรเสียการเสด็จออกป่าก็คงไม่สนุกเป็นแน่แท้ และเป็นการดีเสียอีกที่พอน้ำลด เกษตรกรเราก็จะได้ทำการเพาะปลูกได้ผลผลิตงอกงาม และ สามารถกักตุนเสบียงได้ในยามจำเป็นพะยะค่ะ”

“อืม นั่นสินะ”

พอเสร็จสิ้นหน้าฝนและน้ำลดแล้ว พระราชาก็ทรงออกป่าล่าสัตว์ตามที่พระองค์ชอบเหมือนเดิม ซึ่งมหาดเล็กคนเดิมก็ติดตามไปด้วย

แต่แล้วขณะที่พระองค์ทรงอยู่บนหลังม้า ปลอกพระขันธ์หรือมีดพกที่เหน็บเอวเกิดรั่วจนทำให้มีดหล่นลงมาเฉือนนิ้วก้อยที่ฝ่าพระบาทของพระราชาขาดไปต่อหน้าต่อตา

พระราชาจึงถามมหาดเล็กเช่นเดิม

“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ดีพะยะค่ะ”

“ดียังไง หา!!??”

“ยังไงก็ดีกว่าตายพะยะค่ะ”

พระราชาทรงกริ้วมาก จึงสั่งทหารให้นำมหาดเล็กคนนั้นไปขังลืมในคุกขี้ไก่

10 ปี ผ่านไป พระราชาได้ออกล่าสัตว์เหมือนเดิม ขณะที่มหาดเล็กก็ยังถูกลืมอยู่ในคุกขี้ไก่เหมือนเดิม

ครานี้เป็นโชคร้ายของพระราชา เมื่อเข้าป่าไปเจอกับเผ่ากินคนซึ่งมีจำนวนมากกว่าจำนวนทหารที่ติดตามไปด้วยหลายเท่า ทหารทั้งหมดจึงถูกจับและถูกต้มกินจนหมดเกลี้ยง เหลือแต่พระราชาเพียงองค์เดียว

เมื่อเผ่ากินคนเตรียมจะเชือดพระราชาลงหม้อ ก็สังเกตเห็นว่าพระราชาไม่มีนิ้วก้อยที่พระบาทขวา

ชนเผ่านี้มีความเชื่อว่า การกินคนที่อวัยวะไม่ครบนั้นเป็นกาลกิณี กินเข้าไปแล้วจะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวง จึงสั่งปล่อยตัวพระราชาไปซะ

พระราชาดีใจมากที่รอดตายกลับเมืองมาได้ พลันก็นึกถึงคำพูดของมหาดเล็กคู่ใจเมื่อสิบปีก่อน จึงลงไปที่คุกขี้ไก่ สั่งปล่อยตัวมหาดเล็กคู่ใจ และทรงเล่าเหตุการณ์ที่เจอมา

“อืม คำเจ้าเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นจริง ยังไงนิ้วก้อยด้วนก็ยังดีกว่าตายจริงๆ”

“พะยะค่ะ”

พระราชาจึงถามต่อ

“แล้วอยู่ในคุกขี้ไก่เป็นไงบ้างล่ะหือ”

“ดีพะยะค่ะ”

พระราชาทำหน้างง

“ดียังไง”

“ถ้ากระหม่อมไม่อยู่ในคุก ก็คงเสด็จตามท่านไปในวันนั้นด้วย และคงจะโดนเผ่ากินคนกินไปแล้วพะยะค่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก ยิ้มแต้มฝัน.com: “ดีพะยะค่ะ” นิทานเพื่อการมองโลกในแง่ดี

(เนื่องจากนิทานเรื่องนี้มีเล่าอยู่หลายที่มาก ผมเลยพยายามหาอันที่เก่าที่สุดมาใช้ เพราะน่าจะเป็นต้นทางให้หลายๆ ที่ก๊อปปี้มาลงนะครับ โดยยิ้มแต้ฝัน.com เอามาลงเมื่อปี 2008 หรือเกือบแปดปีที่แล้ว ผมเปลี่ยนคำจาก กษัตริย์เป็นพระราชาและเปลี่ยนคำพูดอื่นๆ เล็กน้อยเพื่อให้อ่านได้ลื่นไหลขึ้นครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่