เคล็ดลับการเขียนบทความดีๆ

20150222_GoodArticles

คือการเขียน “บทความธรรมดาๆ” ให้ได้เยอะๆ

เคยมีคนแนะนำผมว่า แทนที่จะเขียนบล็อกทุกวัน ทำไมไม่ลองลดจำนวนเป็นสัปดาห์ละสองหรือสามครั้งแทน จะได้มีเวลาคิด มีเวลาเขียนมากกว่านี้ บทความจะได้มีคุณภาพมากขึ้นด้วย

จริงๆ ก็เป็นแนวทางที่ดีนะครับ แต่ผมยังรู้สึกว่าอยากเขียนทุกวันอยู่ดี แม้ว่ามันจะทรมาน และบทความบางตอนอาจจะไม่ได้มาตรฐานสูงนัก

เหตุผลที่ผมทำอย่างนี้มีสองข้อ

หนึ่ง คือผมถือว่าการเขียนบล็อกคือการฝึกฝน ยิ่งฝึกมากยิ่งดี ถ้าให้ตีพิมพ์แค่สัปดาห์ละสองบทความ ผมรู้ว่าตัวว่าคงไม่ได้เขียนทุกวันแน่ๆ สุดท้ายสิ่งที่จะได้อาจเป็นจำนวนบทความที่น้อยกว่าเดิม แถมคุณภาพก็อาจจะไม่ได้ดีขึ้นซักเท่าไหร่

เหตุผลข้อที่สอง ก็คือผมไม่มีทางรู้เลยว่าบทความไหนจะดี จะเด่น จะดัง บางบทความเขียนแบบมั่นใจมากว่ามันต้องเปรี้ยงปร้าง แต่แล้วมันก็แป๊ก ขณะที่บางบทความเขียนแบบง่ายๆ ขำๆ กลับได้รับความนิยม

ดังนั้นผมเลยขอยึดคติว่า เขียนให้เยอะๆ ไว้ก่อน เพื่อเพิ่มโอกาสให้บทความดีๆ ได้ผุดออกมาดีกว่า

เหมือนในนิทานปั้นหม้อ ที่นักเรียนที่เน้นปั้นหม้อให้ได้มากที่สุด สุดท้ายจะปั้นหม้อออกมาได้สวยกว่านักเรียนที่เน้นปั้นหม้อให้ได้สวยที่สุด

และถึงแม้ว่าผมจะเน้นปริมาณ แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยเรื่องคุณภาพ เพราะผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ทุกบทความนั้นต้องมีประเด็นที่เป็นประโยชน์ และช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้ผู้อ่านได้บ้าง

คะแนนอาจจะไม่ได้สิบเต็มสิบทุกครั้ง แต่ถ้าไม่ได้เจ็ดเต็มสิบเป็นอย่างน้อย ผมก็ไม่ปล่อยออกไปเหมือนกัน

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านจริงๆ ที่สละเวลาเข้ามาอ่านและนำไปบอกต่อ

สำหรับคนเขียนบล็อก ไม่มีอะไรสร้างความปลื้มใจมากไปกว่าการได้รู้ว่างานที่ตัวเองสร้างออกมานั้นมีประโยชน์จนคนกดปุ่มแชร์อีกแล้ว

จะเขียนทุกวันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ต่อไปนะครับ

และคงไม่กล้าขอให้เข้ามาอ่านทุกวันด้วย เกรงจะเบื่อกันเสียก่อน

รักน้อยๆ แต่รักนานๆ ก็พอแล้ว!

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay

จุดตะเกียง

20160220_Lantern

ไปทางไหนก็มีแต่เสียงสาบแช่งความมืด หรือมนุษย์เราลืมวิธีจุดตะเกียงไปเสียแล้ว

– ประภาส ชลศรานนท์
หนังสือประโยคย้อนแสง

เรื่องราวในวงการสงฆ์ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นฮอต

ใครจะไปคิดว่าเมืองพุทธอย่างประเทศไทยจะได้เห็น “ไตรจีวร” กับ “ลายพราง” ปะทะกัน?

แถมมีคุณจตุพรมาผสมโรงด้วยอีกต่างหาก

เรื่องศาสนากลายเป็นเรื่องการเมืองไปได้อย่างไร?

แต่ผมว่า เรื่องใดก็ตามที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง มันคือเรื่อง “การเมือง” ทั้งนั้น

การเมืองในสภา การเมืองในบริษัท การเมืองในวัด หรือแม้กระทั่งการเมืองในคู่รัก

บริบทอาจจะแตกต่างกัน แต่เนื้อหาและเป้าหมายแทบไม่ต่างกันเลย

—–

ช่วงนี้ประโยค “วิกฤติศรัทธาวงการสงฆ์” เลยเป็นคำที่สื่อนิยมใช้

เพราะ “พระสงฆ์” ไม่เคยประพฤติตนให้ “ประชาชน” เสื่อมศรัทธาได้ขนาดนี้

แต่ก็ต้องกลับมาถามอีกว่า “พระสงฆ์” ที่ว่าคือใคร

แล้ว “ประชาชน” คือใคร

ถ้า “พระสงฆ์” คือพระเพียงกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในฝ่ายคู่ขัดแย้ง

และ “ประชาชน” คือคนไทยส่วนใหญ่

ผมว่าเราก็อยู่ในวิกฤติมานานแล้วนะครับ

—–

ผมเคยอ่านคำสัมภาษณ์พระรูปหนึ่งที่พูดไว้อย่างน่าคิด

ว่านักการเมืองหรือข้าราชการนั้น ต่อให้ใหญ่ล้นฟ้าแค่ไหน แต่ก็ยังมีวาระ (เช่น ส.ส. อยู่ได้สี่ปีก็ต้องลงเลือกตั้งใหม่) และยังถูกตรวจสอบและถูกนำไปลงโทษได้

แต่ในวงการสงฆ์ ไม่มีวาระ และการตรวจสอบแทบจะเป็นศูนย์

มหาเถรสมาคม จึงเป็นแดนสนธยาที่ชาวบ้านอย่างเราๆ ไม่เคยรู้เลยว่า “ข้างใน” เขาบริหารกันอย่างไร

เมื่อไม่มีการคานอำนาจ ไม่มีการตรวจสอบ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้ามันจะเน่าในมาได้สักพักใหญ่แล้ว

—–

แล้วประชาชนอย่างเราๆ ล่ะ

ประชาชนที่เคยประกาศตนในหอประชุมของโรงเรียนเองตัวว่าเป็น “พุทธมามกะ”

ประชาชนที่วิจารณ์พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งว่าทำตัวไม่เหมาะสม

แล้วเราเองได้ในฐานชาวพุทธ ได้ทำตัวเหมาะสมแล้วหรือยัง?

เราให้ทานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เราถือศีลห้าครบมั้ย?

เราภาวนากันบ้างหรือเปล่า?

พุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ด้วย “พุทธบริษัท ๔”

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

ถ้าศาสนาพุทธจะล่มสลายในเมืองไทย ผมว่าการปะทะกันของพระกับทหารถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับความไม่ใส่ใจของอุบาสกอุบาสิกาที่มีจำนวนมากกว่าไม่รู้กี่พันเท่า

ปัญหาสังคมล้วนป็นเพียงภาพขยาย (manifestation) ของปัญหาระดับบุคคล

ถ้ารู้สึกว่าประเทศไทยตอนนี้มันมืดมนนัก

ลองจุดตะเกียงให้ตัวเองก่อนดีมั้ย?

—–

ขอบคุณประโยคชวนคิดจากหนังสือประโยคย้อนแสง โดยประภาส ชลศรานนท์

ขอบคุณรูปนี้ในเพจมหาสติ ที่กระตุกให้เขียนบทความนี้ขึ้นมา

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia 

นิทานลูกชายชั้นเอง

20160219_myson

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงชราชาวอินเดียสามคนเป็นเพื่อนกัน

ทั้งสามอาศัยอยู่ในชนบท

ต่างคนต่างกำลังแบกฟืนกองใหญ่กลับบ้าน

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายโมงตรง พระอาทิตย์แผดเผาเสียจนคุณป้าทั้งสามเหงื่อโทรมตัว เมื่อเจอต้นไม้ใหญ่จึงนั่งพักเอาแรง

เด็กชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

หญิงชราคนแรกพูดด้วยความภูมิใจว่า “คนนั้นลูกชายชั้นเอง เรียนเก่งมาก สอบได้ที่หนึ่งตลอดเลย” เด็กหนุ่มโบกมือทักทายคุณป้าทั้งสามแล้วก็เดินจากไป

สักพักเด็กผู้ชายร่างกายสูงใหญ่เกินวัยก็เดินผ่านมา

หญิงชราคนที่สองพูดด้วยความภูมิใจว่า “คนนั้นลูกชายชั้นเอง เล่นกีฬาเก่งมาก ได้เหรียญทองตลอดเลย” เด็กหนุ่มโบกมือทักทายคุณป้าทั้งสามแล้วก็เดินจากไป

สักพักเด็กชายผอมกะหร่องอีกคนหนึ่งก็เดินผ่านมา เด็กคนนี้ขากะเผลกเพราะเป็นโปลิโอตั้งแต่เกิด

หญิงชราคนแรกและคนที่สองยิ้มเยาะ หันไปถามหญิงชราคนที่สามว่า “นั่นน่ะลูกชายเธอไม่ใช่เหรอ?”

เด็กชายคนนั้นเดินเข้ามาหาคุณป้าทั้งสามแล้วยกมือไหว้ เอากระติกน้ำออกมาจากเป้ แล้วเทน้ำเย็นชื่นใจยื่นให้หญิงชราคนที่สาม

เธอจิบน้ำ ลูบหัวเด็กคนนั้น แล้วหันไปยิ้มให้กับเพื่อนทั้งสอง

“ใช่จ๊ะ คนนี้ลูกชายชั้นเอง”

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Gurmeet Heera’s answer to What are some nice, beautiful stories?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

บันไดอารมณ์

20160218_MoodElevator

วันนี้อยากจะมาแชร์คอนเซ็ปต์หนึ่งที่ผมได้มาจากการเข้าเวิร์คช็อปของบริษัทครับ

คนที่คิดคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมาคือ Dr.Larry Senn ผู้ก่อตั้ง Senn Delaney ผู้นำด้านการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (transforming corporate cultures)

คอนเซ็ปต์นี้ชื่อว่า Mood Elevator ครับ

ผมไม่แน่ใจว่าดร.เซ็น เขาต้องการให้ Elevator แทนความหมายว่า “ลิฟต์” หรือเป็นคำนามของกิริยา elevate ที่แปลว่า “ยก” กันแน่

แต่ถ้าให้ผมแปลเป็นไทยผมอยากแปล Mood Elevator ว่า “บันไดอารมณ์” มากกว่า

เพราะ “ได้อารมณ์” ดี

ในแต่ละวัน คนเราจะมีอารมณ์ต่างๆ มากมาย

ทั้งอารมณ์ที่เป็นบวก และอารมณ์ที่เป็นลบ

และนี่คือบันไดอารมณ์ที่ดร.เซ็นสร้างขึ้นมา เรียงจากบวกสุดไปหาลบสุด

Grateful
Wise
Creative
Resourceful
Hopeful
Appreciative
Patient
Sense of Humor
Curious
Impatient
Irritated
Worried
Defensive
Judgmental
Self-righteous
Stressed
Angry
Depressed

สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ผมแปลมาไทยให้ด้วย แต่ต้องออกตัวก่อนว่าบางคำอาจไม่ค่อยตรงเท่าไหร่นะครับ

Grateful ปลื้มปิติและสำนึกในบุญคุณ
Wise มีปัญญา / เฉลียวฉลาด
Creative มีความคิดสร้างสรรค์
Resourceful มีความคิดริเริ่มและแก้ปัญหาได้ดี
Hopeful มีความหวัง
Appreciative เห็นคุณค่า
Patient อดทน / ใจเย็น
Sense of Humor มีอารมณ์ขัน
Curious สงสัย / อยากรู้อยากเห็น
Impatient ไม่มีความอดทน ใจร้อน
Irritated หงุดหงิด
Worried กลุ้มใจ
Defensive ปกป้องตัวเอง
Judgmental เพ่งโทษคนอื่น
Self-righteous มั่นใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก
Stressed เครียด
Angry โกรธ
Depressed หดหู่

สิ่งที่ดร.เซ็นแนะนำก็คือ เวลาเจอเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละวัน ลองสำรวจตัวเองว่า ตอนนี้อารมณ์ของคุณอยู่บน “บันได” ขั้นไหน?

เป็นอารมณ์บวก หรือ เป็นอารมณ์ลบ?

ถ้าเป็นบวกก็ถือเป็นเรื่องดี (ขออนุโมทนา)

แต่ถ้าเป็นอารมณ์ลบ เรากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่?

หดหู่? โกรธ? เพ่งโทษคนอื่น? หรือแค่หงุดหงิดเฉยๆ?

เมื่อเราสามารถจะ “ตั้งชื่อ” (label) ให้กับอารมณ์ของเราได้ เราจะรู้สึกเป็นกลางกับมันมากขึ้น

(หรือถ้าให้ผมใส่แว่นตาพุทธศาสน์ คือเราจะมีสติมากขึ้นที่จะเป็น “ผู้ดู” ไม่ใช่ “ผู้เป็น”)

และเราจะเอาตัวเองออกจากอารมณ์ลบนี้ได้อย่างไร?

จาก Depressed จะให้กระโดดไปที่ Hopeful เลยก็อาจจะยากเกินมนุษย์ไปหน่อย

แต่สิ่งที่เราทุกคนทำได้ คือกระโดดไปบันไดขั้นที่เรียกว่า Curious ครับ

Curious เป็นอารมณ์ที่ดี เป็นบวกนิดๆ เป็นอารมณ์ “ฉงน” ของเด็กที่ช่างคิดช่างถาม

ถ้าเรากำลังหดหู่อยู่ ลองเปลี่ยนอารมณ์เป็น curious ดู ว่าเอ…ทำไมเราถึงหดหู่น้า… (ต้อง “น้า” ด้วยนะ จะได้ฟังเหมือนเด็กกำลังตั้งคำถามกับคุุณลุงคุณป้าที่กำลังหดหู่)

ถ้ากำลังรู้สึกว่าเรา Judgmental อยู่ ก็สามารถกระโดดมาที่ Curious ได้เหมือนกัน ว่าที่เรา Judgmental นั้นเกิดจากอะไร หรือคนที่เราเพ่งโทษอยู่นั้นเขามีเหตุผลอะไรจึงแสดงออกมาอย่างนั้น

นอกจากบันได Curious จะช่วยให้เราปรับอารมณ์ตัวเองจากลบมาเป็นกลางๆ ได้แล้ว มันยังช่วยเราในจังหวะที่ “กระทบอารมณ์” ต่างๆ ด้วย

เช่น ถ้าหัวหน้าเรียกเราไปบ่นเรื่องงาน แทนที่เราจะปกป้องตัวเองหรือหงุดหงิดหัวหน้า เราก็สามารถเลือกที่จะ curious ได้ว่า ทำไมงานที่เราทำถึงไม่ตรงใจหัวหน้า

หรือเวลาที่ลูกร้องไห้โยเยไม่ยอมนอน แทนที่จะกลุ้มใจ เราก็สามารถ curious ได้เช่นกัน ว่าอืม…จะหลอกเด็กยังไงดีน้า

หรือเวลาที่แฟนทำตัวไม่ได้ดั่งใจ ก็ลอง curious รอให้อารมณ์เย็นลง แล้วค่อยๆ ถามดูว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เขาเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะช่วยอะไรได้มั้ย

เจออะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะด่วนตัดสินหรือคิดว่าสถานการณ์มันแย่ ลองสวมหัวใจเด็กที่ curious ตลอดเวลาดูนะครับ

เพราะมันอาจจะช่วยให้เราอยู่บน “ขั้นบันได” ที่เป็นบวกได้ตลอดวันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก Up The Mood Elevator

ขอบคุณภาพจาก: Pixabay.com

เกลือจิ้มเกลือ

20160217_Salt

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เจ้าหน้าเทศบาลเมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ประเทศสก๊อตแลนด์มีโจทย์ให้ต้องขบคิด

ที่เมืองนี้มีนักดนตรีอยู่ไม่น้อย และสิ่งที่ตามมาก็คือการจัดคอนเสิร์ตเพื่อเอาใจแฟนนานุแฟนอยู่เป็นประจำ

สมัยนั้นยังไม่มี Facebook การประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ตของค่ายดนตรีเล็กๆ ที่ไม่มีเงินซื้อสื่อก็คือการติดโปสเตอร์ตามสถานที่ต่างๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรถ้าเขาจะติดโปสเตอร์ตามสถานที่ที่ทางการจัดไว้ให้ แต่เพราะผู้จัดคอนเสิร์ตก็ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เลยแปะโปสเตอร์ตามจุดต่างๆ ในที่สาธารณะ จนเมืองดูเละเทะไปหมด

เทศบาลเมืองกลาสโกว์พยายามจะแก้ปัญหาด้วยการขู่ว่าจะ ใครก็ตามที่มาติดโปสเตอร์ในที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะเจอโทษปรับ

แต่คนจัดคอนเสิร์ตก็ยังคงท้าทายด้วยการติดโปสเตอร์ต่อไป เพราะคิดสารตะแล้วคุ้มที่จะเสี่ยง เนื่องจากกำลังของเจ้าหน้าที่มีจำกัด ไม่สามารถจะตามมาเก็บค่าปรับทีมงานที่ (แอบ) มาติดโปสเตอร์ได้หรอก

เมื่อขู่ไม่เป็นผล ก็เลยต้องมาแก้ที่ปลายเหตุแทน ทางเทศบาลเมืองกลาสโกว์ต้องเสียเงินถึงปีละแสนปอนด์หรือห้าล้านบาทเพื่อจ้างคนมาแกะโปสเตอร์ผิดกฎหมายนี้ทิ้ง

แต่ความเร็วมันสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะคนแปะใช้เวลาแปะแค่ไม่กี่วินาที แต่เวลาจะแกะต้องใช้เวลาหลายสิบนาที (คงเพราะทากาวมาดี) ตามแกะเท่าไหร่ก็ไม่หมด แถมยังมีเศษขยะมากมายอีกต่างหาก

ถ้าเป็นคุณ คุณจะแก้ปัญหานี้ยังไง

ลองหยุดอ่าน แล้วใช้เวลาคิดซักหนึ่งนาทีนะครับ

วิธีแก้ปัญหาของเขาง่ายดายแต่ฉลาดและแสบมากๆ

ทางเทศบาลสั่งผลิตสติ๊กเกอร์คำว่า Cancelled ออกมาเป็นพันๆ ใบ

แล้วให้เจ้าหน้าที่ตามแปะสติ๊กเกอร์นี้ลงบนโปสเตอร์คอนเสิร์ตใดก็ตามที่อยู่ผิดที่ผิดทาง

เมื่อโปสเตอร์คอนเสิร์ตโดนแปะทับว่า Cancelled แฟนเพลงที่ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไปแล้วจึงโทร.ไปหาคนจัดคอนเสิร์ตจนสายแทบไหม้ เพราะต้องการรู้ว่าทำไมถึงยกเลิกคอนเสิร์ต และจะเอาเงินคืนได้อย่างไร

คนจัดคอนเสิร์ตก็ไม่มีสิทธิ์มาบ่นว่าทางการรังแก เพราะคุณดันทำไม่ถูกตั้งแต่ต้นเสียเอง

ด้วยวิธีการแก้ปัญหาง่ายๆ นี้ ทำให้พฤติกรรมการแปะโปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ตในที่สาธารณะหยุดลงแทบจะชั่วข้ามคืน

ผมอยากคิดอะไรได้อย่างนี้บ้างจัง

ใครเคยเจอวิธีการแก้ปัญหาแบบเกลือจิ้มเกลือในชีวิตจริง ช่วยมาเล่าสู่กันฟังใน Anontawong’s Musings บ้างนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก EveningTimes: What a fly move!

ขอบคุณภาพจาก: Pixabay.com