ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

20160212_Stress

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

สิ่งที่ฆ่าเราคือทัศนคติที่มีต่อความเครียดต่างหาก

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ทำการสอบถามผู้คน 30,000 คน อเมริกาเป็นเวลา 8 ปี ว่า “คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา”

และอีกคำถามหนึ่งก็คือ “คุณเชื่อรึเปล่าว่า ความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”

จากนั้นนักวิจัยก็ติดตามว่าในช่วง 8 ปีนี้ มีใครเสียชีวิตบ้าง

สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ กลุ่มคนที่มีความเครียดมากๆ มีโอกาสสูงขึ้น 43% ที่จะเสียชีวิต

แต่จุดหักมุมอยู่ตรงนี้ครับ

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานี้ มีผลเฉพาะกับกลุ่มคนที่เครียดมากๆ และเชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพเท่านั้น

ส่วนกลุ่มที่เครียดมากๆ แต่ไม่เชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพ กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่บอกว่าไม่ค่อยเครียดด้วยซ้ำไป

—–

เวลาเราเครียด ร่างกายมักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง

เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้น เหงื่อออกที่มือเป็นต้น

เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า “สถานการณ์ไม่ดีละ”

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่านี่เป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นล่ะ เป็นการเตรียมตัวที่จะได้เจอกับความท้าทายล่ะ?

หัวใจเต้นเร็วขึ้น คือการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

หายใจแรงขึ้น ก็คือการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยให้เราคิดอะไรได้เร็วขึ้น

จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันคือการเตรียมพร้อมของร่างกายของเราที่จะรับมือกับสถานการณ์อันท้าทายต่างหาก

ธรรมดาเวลาคนเรามีความเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาคือหลอดเลือดจะตีบลง

(ถ้าหลอดเลือดตีบบ่อยๆ เลือดก็ไหลเวียนไม่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจได้)

แต่นักวิจัยที่ฮาร์วาร์ดได้ทำการ “ปรับเปลี่ยนมุมมอง” ของผู้เข้าร่วมการทดลอง ให้เห็นว่าอาการต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แม้ผู้เข้าร่วมจะประสบสภาวะเคร่งเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้นก็จริง แต่หลอดเลือดกลับอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ตีบลงแต่อย่างใด

เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียด เราก็ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้อย่างฮวบฮาบเลยทีเดียว

—–

เคยได้ยินฮอร์โมนชื่อ Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน) มั้ยครับ

อ๊อกซิโทซิน มีชื่อเล่นว่า cuddle hormone หรือฮอร์โมนแห่งการโอบกอด เพราะมันจะถูกหลั่งออกมาเวลาที่เรากอดใครซักคนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน (เช่นเวลาลูกดูดนมแม่เป็นต้น)

แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ก็คืออ๊อกซิโทซินนี้เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดด้วย คล้ายๆ กับฮอร์โมนอดรินาลีนที่จะถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เราประสบสภาวะตื่นเต้น+ตึงเครียด

เวลาฮอร์โมนอ๊อกซฺิโทซินหลั่งออกมา เราจะมองหาใครซักคนเพื่อจะคุยด้วย และขณะเดียวกัน มันจะช่วยให้เรา sensitive กับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่รึเปล่า

ความเจ๋งของฮอร์โมนออกซิโทซินก็คือ มันช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของหัวใจหลังต้องเจอกับสภาวะเครียดจัดๆ

พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของเรามีระบบฟื้นฟูความเครียดในตัวมันเองอยู่แล้ว เครียดเมื่อไหร่ แม้หัวใจจะทำงานหนักและสึกหรอไปบ้าง แต่ร่างกายก็ยังหลั่งฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์หัวใจของเรา

และฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินจะหลั่งมากขึ้นอีก ถ้าเราได้แชร์เรื่องที่เครียดให้ใครซักคนฟัง หรือออกไปช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังประสบปัญหา

มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่คล้ายกับงานวิจัยที่ผมกล่าวไปข้างต้น แต่เปลี่ยนคำถามนิดหน่อยว่า

1. คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา
2. คุณใช้เวลามากแค่ไหน ในการช่วยเหลือเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆในชุมชนของคุณ

จากนั้นนักวิจัยก็ตามดูคนกลุ่มนี้เป็นเวลาห้าปีว่ามีใครเสียชีวิตบ้าง

ผลลัพธ์ก็คือ คนที่เครียดจัดๆ มีโอกาสตายมากกว่าคนอื่นถึง 30%

แต่สำหรับกลุ่มคนที่เครียดจัดๆ แต่ได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น กลับไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย

การได้ดูแลคนอื่น ทำให้เรา “หายดี” ขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สอนอะไรเรา?

หนึ่งก็คือ ความเครียดไม่ใช่ศัตรู ความเครียดทำให้เราเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือกันเวลาประสบกับสถานการณ์ยากลำบาก

สองก็คือ ปฏิกิริยาในร่างกายของเราเวลาเจอความเครียดนั้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันคือการเตรียมตัวให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังผ่านเข้ามาในชีวิต

ดังนั้น จงเชื่อใจตัวเองเถอะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องราวท้าทาย เราจะสามารถรับมือกับมันได้

และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแบกรับมันเอาไว้คนเดียว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TED Talk: How to make stress your friend by Kelly McGonigal

(พอกด Play แล้วสามารถเลือก Subtitles ให้เป็นภาษาไทยได้)

ขอบคุณเนื้อหาภาษาไทยจาก Chatthip Chaichakan (Reviewed by Piyawit SEREEYOTIN)

ดูงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงได้ที่นี่ Speaker’s Footnotes

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

รู้ทุกอย่าง

20160211_KnowEverything

ประเทศไทยเรามีคนใช้เฟซบุ๊ค 37 ล้านคน และมีคนใช้ไลน์ถึง 33 ล้านคน

เราจึงเสพสื่อผ่าน social media สองตัวนี้มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เรื่องที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้

เรื่องที่ไม่ได้อยากรู้ ยังรู้เลย

เพราะเราเห็นหมดเลยว่าเพื่อนเราทำอะไรอยู่กับใครที่ไหน ใครเพิ่งคบกับใคร ใครกำลังเบื่อเจ้านาย ใครกำลังถอยมือถือเครื่องใหม่

แม้แต่คนที่เป็นแค่คนรู้จัก ในชีวิตจริงไม่เคยคุยกัน เรายังรู้ความเป็นมาเป็นไปของเขาว่าไปเที่ยวไหน กินอะไรมา

เผลอๆ เรารู้เรื่องของเขามากกว่าเรื่องคนในบ้านด้วยซ้ำ

แม้จะเรื่องเยอะ แต่อย่างน้อยฟีดของ Facebook ก็มักจะส่งแต่เรื่องที่เราสนใจมาให้อ่าน เพราะมันวิเคราะห์และเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคข่าวของเราพอสมควรแล้ว

แต่ในกรุ๊ปไลน์นี่สิ…

หลายกรุ๊ปในไลน์ โดยเฉพาะกรุ๊ปที่มีคนเกษียณแล้วอยู่เยอะๆ ได้กลายเป็นพื้นที่เอาไว้ “แบ่งปันความรู้และเรื่องราวดีๆ” ไปหมดแล้ว

นึ่คือ “พาดหัวข่าว” ล่าสุดในกรุ๊ปหนึ่งในไลน์ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่

  • Ad ตัวใหม่ของททท. (แหวกแนว ทันสมัยมากๆ)
  • วิธีการเช็คเส้นเลือดอุดตันในสมอง อาการบ่งชี้ และการทดสอบ
  • ดีแทคแพ้คดี กทค.สั่งดีแทคจ่ายคืนเงินส่วนเกิน
  • “ไอโฟน หรือ ไอแพด” กำลังอืดอยู่หรือเปล่า??
  • เตรียมตัวมาร่วมงาน EducationUSA Fairs 2016
  • จีน ลงทุนปลูกกล้วย นับแสนไร่
  • พลุเมืองจีนจุดขึ้นฟ้าเป็นรูปบันไดสู่สรวงสวรรค์

มีแต่เรื่องที่ผมไม่ได้อยากรู้ทั้งนั้นเลย (แถมบางเรื่องก็ข้อมูลคลาดเคลื่อน เช่นเรื่องดีแทคเป็นต้น)

แทนที่จะเป็น “สะพาน” ให้คนได้เชื่อมโยงกัน กรุ๊ปในไลน์กลายเป็น “แม่น้ำ” ที่ใครคิดจะทิ้งอะไรลงไปก็ได้ตามใจชอบ

ประเด็นของผมคืออะไร?

ประเด็นก็คือ เรากำลังรู้เรื่องของทุกคนและรู้เรื่องทุกอย่างบนโลกใบนี้

ยกเว้นเรื่องตัวเราเอง

เพราะยิ่งเราเอาเวลาไปสนใจเรื่องนอกตัวมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเสียโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่ภายในใจมากขึ้นเท่านั้น

ว่าวันนี้เรามีความสุขดีรึยัง มีอะไรควรปรับปรุงมั้ย นอนน้อยไปรึเปล่า รักงานที่ทำมั้ย

รู้เรื่องชาวบ้านมาเยอะแล้ว แบ่งเวลามารู้ใจตัวเองบ้างนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Bangkok Post: Facebook likes new Thai office
The Nation: Thailand home to 33m LINE users

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

5 เหตุผลที่เราควรออกไปเดินเล่น

20160902_TakeAWalk

 

กรุงเทพอากาศดีๆ อย่างนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทความหนึ่งของ Andrew Tate นักประสาทวิทยาที่ชักชวนให้คนออกมาเดินเล่นกันเยอะๆ  ไม่เว้นแม้แต่เวลาทำงาน!

รู้จักคนชื่อ มาร์ค แอนดรีสัน (Marc Andreessen) มั้ยครับ?

เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเว็บบราวเซอร์อย่าง Netscape และเป็นคนที่ลงทุน (venture capitalist) ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Twitter และ LinkedIn ครับ

วันหนึ่งขณะที่มาร์คกำลังขับรถอยู่แถวบ้านของใน Silicon Valley เขาเกือบจะชนผู้ชายแก่ๆ คนหนึ่งที่กำลังเดินข้ามถนน

หลังจากขับรถผ่านชายคนนั้นมา มาร์คมองกระจกหลังและเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าผู้ชายคนที่เขาเกือบจะชนนั้นใส่กางเกงยีนส์สีน้ำเงินและเสื้อคอเต่าสีดำ

ครับ มาร์คเกือบจะขับรถชนสตีฟ จ๊อบส์ CEO ของแอปเปิ้ลเสียแล้ว

คนที่แอปเปิ้ลรู้กันดีว่าจ๊อบส์ชอบออกไปเดินข้างนอกนานๆ เพื่อคิดนู่นคิดนี่และถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

ไม่ใช่เฉพาะสตีฟจ๊อบส์เท่านั้นที่ชอบออกไปเดินเล่น ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คอย่างมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก และ แจ๊ค ดอร์ซี่ย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ก็ชอบออกไปเดินเล่นเช่นกัน
เดินเล่นดีอย่างไร?

1. มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
ในปี 2014 นักวิจัยจากสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองให้คนลองระดมไอเดียวิธีการใช้งานอุปกรณ์ที่เราเห็นได้ทั่วๆ ไป เช่นมีดสามารถเอาไปเสียบคนได้ เอาไปทาเนยได้ เอาตัดขนมปังได้ ฯลฯ

โดยคนที่เข้าร่วมการทดลองนั้น จะให้ระดมสมองในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เช่นนั่งคิดอยู่ในห้อง นั่งคิดข้างนอก เดินบนเครื่องวิ่งแล้วคิดไป หรือเดินข้างนอกแล้วคิดไป

ปรากฎว่าคนที่เดินไปคิดไป สามารถระดมไอเดียได้มากกว่าคนที่นั่งคิดราว 60%

การที่เรามีความคิดโล่นแล่นมากขึ้นตอนที่เดินนั้น น่าจะมาจากการที่เลือดลมสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงสมองมากขึ้นนั่นเอง

2. สุขภาพดีขึ้น
โดยเฉลี่ยแล้ว คนวัยทำงานในปัจจุบันใช้เวลาอยู่บนเก้าอี้ถึง 10 ชั่วโมง

การนั่งอยู่กับที่ (Physical Inactivity) นั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงของเราที่จะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งได้ มีบางคนบอกว่าการนั่งนานๆ นี่อาจส่งผลร้ายได้พอๆ กับการสูบบุหรี่เลยทีเดียว (sitting is the new smoking)

แต่การเดินวันละ 30 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

3. ผลิตผลดีขึ้น (better productivity)
เชื่อว่าทุกคนคงเคยเข้าประชุม แต่แอบเช็คเมล์ทางมือถือ หรือนั่งทำพรีเซ้นต์บนแล็ปท๊อปที่เราหนีบเข้าไปด้วย

เดี๋ยวนี้หลายบริษัทจึงเริ่มมีการ “เดินประชุม” (walking meeting) เพราะไม่ต้องห่วงว่าพนักงานจะว่อกแว่กไปกับมือถือ แถมยังเป็นเอกเทศน์ ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนขัดจังหวะจากเหตุการณ์อื่นๆ ในออฟฟิศอีกด้วย

4. สื่อสารได้ดีขึ้น
แอนดรูว์ ผู้เขียนบทความนี้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาสัมภาษณ์งาน คนสัมภาษณ์ก็พาเขาออกไปเดินสัมภาษณ์ ถามคำถามประมาณว่าอีกยี่สิบปีอยากเห็นวงการประสาทวิทยศาสตร์ (neuroscience) เป็นอย่างไร ฯลฯ

การเดินไปคุยไปแบบสองต่อสอง ทำให้เราได้ขยับร่างกายและมือไม้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ บรรยากาศในการพูดคุยก็ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดเหมือนสัมภาษณ์ในห้องประชุม

ถ้าคุณไปสมัครงานในตำแหน่งสูงๆ ที่เฟซบุ๊คในตำแหน่งสูงๆ และโชคดีได้มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นคนสัมภาษณ์ ก็มีโอกาสสูงที่มาร์คจะพาคุณเดินไปรอบๆ ออฟฟิศของเฟซบุ๊คและอธิบายให้ฟังว่าแต่ละแผนกทำอะไรบ้าง พร้อมทั้งถามว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อองค์กรนี้

5. ได้เดินตามรอยคนดังในประวัติศาสตร์
บีโธเฟ่น, เกอเต้, ชาร์ลส์ ดิกเค่น, ชาร์ลส์ ดาร์วิน บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ชอบออกไปเดินเล่นเพื่อให้ความคิดและจินตนาการโลดแล่น ถ้าใครมีอะไรต้องคิดเยอะก็อาจจะเดินนานหน่อย
ครับ ในเมื่อการเดินเล่นนั้นไดได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งงาน แล้วจะรอช้าอยู่ไย

ช่วงนี้อากาศยังดีอยู่ ลองหาโอกาสไปเดินเล่นบ่อยๆ นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Design School: Why Everyone From Beethoven, Goethe, Dickens, Darwin To Steve Jobs Took Long Walks and Why You Should Too

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

ถ้าวันนี้เจอแต่คนแย่ๆ

20160209_BadDay

ตื่นเช้ามาเจอแฟนหน้าตาบึ้งตึง

ขับรถไปทำงานก็โดนคันอื่นบีบแตรใส่

ถึงออฟฟิศโดนเจ้านายเรียกไปด่า

เล่นเฟซบุ๊คก็มีแต่คนมาคอมเม้นท์ชวนทะเลาะอีก

ความเป็นไปได้มีสองอย่าง

คือวันนี้เป็นวันซวยของเรา

หรือไม่เรานี่แหละที่ทำตัวไม่ดีเอง

“If you run into an asshole in the morning, you ran into an asshole.

If you run into assholes all day, you’re the asshole.”

ถ้านายเจอคนเฮงซวยเมื่อเช้านี้ แสดงว่านายคงเจอคนเฮงซวยจริงๆ

ถ้านายเจอแต่คนเฮงซวยทั้งวัน นายเองนั่นแหละที่ทำตัวเฮงซวย

Raylan Givens, Justified

แน่นอน ไม่มีใครหรอกครับที่จะคิดว่าตัวเองทำตัวเฮงซวย

แต่เคยได้ยินใช่มั้ยครับว่าโลกภายนอกนั้น มักจะสะท้อนโลกภายในของเราเสมอ

ที่ตื่นเช้ามาแฟนหน้าบึ้งตึง เพราะว่าเมื่อคืนเราพูดอะไรให้เขาคิดมากรึเปล่า

ที่โดนบีบแตรใส่ เพราะเราไปขับรถปาดหน้าเขาหรือเปล่า

ที่เจ้านายเรียกไปด่า เพราะเราทำงานชุ่ยรึเปล่า

แล้วที่ไปทะเลาะกันบนเฟซบุ๊คนี่ เรากำลังเล่นเฟซบุ๊คในเวลางานมากเกินไปรึเปล่า

ถ้าคิดว่าวันนี้เป็นวันซวย ก็คงทำอะไรไม่ได้

แต่ถ้ารู้ตัวว่า เราเองก็มีส่วนทำให้วันนี้เป็นวันซวยๆ

เราอาจจะพอทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้อะไรๆ มันดีขึ้นนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Youtube: Raylan Givens, Justified “If you run into an asshole in the morning..

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีผูกมิตรกับคนที่ไม่ชอบหน้าเรา

20160208_BenFranklinEffect

คาดว่าทุกคน น่าจะต้องเคยเจอคนที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเรา เจอเราก็ทำหน้าบึ้งตึง พอเราทำอะไรก็จ้องจะจับผิด ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่เคยไม่ตอแยอะไรเขา

สงสัยชาติที่แล้วเราไปทำเขาไว้เยอะ

เวลาเราเจอคนที่ไม่ชอบเรา แต่เราเองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา เราควรจะทำยังไงดี?

คำตอบที่เป็นไปได้ก็เช่น ปากหวานกับเขาให้มากๆ คอยเอาอกเอาใจ เขาว่าอย่างไรเราว่าตามนั้น

ซึ่งก็อาจจะเวิร์คก็ได้ ถ้าเราเสแสร้งเก่งพอ อดทนพอ และเขาใจอ่อนพอ

แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่านั้นมากครับ

คือขอยืมหนังสือเขาครับ

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึกนะครับ เขาไม่ชอบเราแล้วเรายังกล้าไปขอยืมของเขาอีกเหรอ!?

ลองมามาฟังประวัติศาสตร์ของเทคนิคนี้กันหน่อยดีกว่า

เทคนิคนี้มีชื่อว่า Ben Franklin Effect ครับ

ที่มีชื่ออย่างนี้เพราะว่า เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา (และผู้คิดค้นสายล่อฟ้า) เคยได้บันทึกไว้ในอัตชีวประวัติของเขาว่า เขาเคยมีคู่ปรับในสภานิติบัญญัติอยู่คนหนึ่งที่คอยขัดแข้งขัดขาเขาตลอด

แฟรงคลินคิดว่า ถ้าสามารถดึงให้คนๆ นี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาได้ ก็น่าจะทำให้ชีวิตในสภาราบรื่นขึ้นเยอะ

พอรู้มาว่าไม้เบื่อไม้เมาคนนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งที่หายากมาก แฟรงคลินก็เลยเขียนโน๊ตไปหา บอกว่าสนใจหนังสือเล่มนี้จังเลย ขอยืมอ่านได้ไหม

ชายคนนี้ก็ส่งหนังสือมาให้แทบจะทันที และอีกหนึ่งสัปดาห์ แฟรงคลินก็ส่งหนังสือคืนไปพร้อมทั้งเขียนโน๊ตขอบคุณเสียยกใหญ่

พอได้เจอหน้ากันที่สภาอีกครั้ง ชายคนนี้ก็เข้ามาทักทายแฟรงคลิน ทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำอย่างนี้

จากวันนั้นเป็นต้นมา ชายคนนี้ก็พร้อมสนับสนุนแฟรงคลินในสภาเกือบทุกอย่าง และทั้งสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนถึงวาระสุดท้ายของ “คู่ปรับ” คนนี้เลยทีเดียว

—–

โอ้โห กะอีแค่ยืมหนังสือเล่มเดียวมันสามารถเปลี่ยนคนกันได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!?

นักจิตวิทยาอธิบาย Ben Franklin Effect ไว้ว่า มันคือการใช้ Cognitive Dissonance ให้เป็นประโยชน์

Cognitive แปลว่าการรับรู้และความคิด

Dissonance แปลว่าการไม่ลงรอยกัน

ตามความเข้าใจแบบบ้านๆ ของผม Cognitive Dissonance ก็คือความขัดแย้งภายในใจนั่นเอง

ความขัดแย้งภายในใจจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำมันสวนทางกัน

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด Cognitive Dissonance ภายในใจเรา เราจะรู้สึกอึดอัด อึนๆ ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะปรับความเชื่อหรือทัศนคติของเราเพื่อลดความขัดแย้งภายในนี้

ในกรณีชายที่เป็นคู่ปรับของแฟรงคลิน เขามีทัศนคติว่า “ข้าไม่ชอบขี้หน้าของไอ้แฟรงคลินเลยว่ะ”

แต่พอได้จดหมายขอยืมหนังสือ จะไม่ให้ยืมก็ดูใจแคบเกินไป (และชายคนนี้ก็คงไม่ใช่คนเลวอะไร เพราะก็มีดีระดับที่เข้ามาทำงานในสภาได้) ชายคนนี้เลยตัดสินใจให้แฟรงคลินยืมหนังสือ

พอให้ยืมก็เสร็จเลย

เพราะโดยปกติคนที่เราจะให้ยืมหนังสือมักจะเป็นเพื่อนหรือคนที่เราไว้ใจเท่านั้น

คราวนี้การกระทำ (ให้ยืมหนังสือ) ก็เลยขัดแย้งกับทัศนคติ (ไม่ชอบหน้าแฟรงคลิน) เกิด Cognitive Dissonance ขึ้นมา

และเพื่อจะให้คลี่คลายปมที่เกิดขึ้น จิตใต้สำนึกของชายคนนี้ก็เลยสั่งให้มองแฟรงคลินเป็น”เพื่อน” ไปซะเลย

—–

Ben Franklin Effect จะว่าไปก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเป็นการเชิดหุ่น (manipulate) อย่างไรไม่รู้

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราบริสุทธิ์ใจที่จะผูกมิตรกับเขาจริงๆ ไม่ใช่เพื่อจะหลอกใช้ แต่เพื่อให้งานมันเดินต่อไปได้ ผมก็มองว่ามันเป็นเทคนิคที่ดีและสิ้นเปลืองแรงน้อยที่สุดแล้ว

อ้อ แล้วของที่ยืมไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือนะครับ ผมว่าแค่ยืมดินสอหรือปากกาก็น่าจะได้ผลในทิศทางเดียวกัน

และอาจจะไม่ต้องเป็นการยืมของก็ได้ แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็น่าจะทำให้เกิด Cognitive Dissonance ได้เช่นเดียวกัน

ผมเองเพิ่งรู้จักเทคนิคนี้ในวันนี้เอง เลยยังไม่เคยลองใช้ แต่ลองคิดตามแล้วก็คิดว่าน่าจะเวิร์คอยู่นะ

เพราะถ้ามีคนที่เราไม่ชอบมาขอให้เราช่วยเหลืออะไร

ลองเราได้ทำดีกับใครครั้งหนึ่งแล้ว (และเขาก็เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เราทำ ไม่ทำตัวให้น่าหมั่นไส้) เราก็คงไม่กล้าทำเลวกับเขาในครั้งต่อไปหรอก จริงมั้ยครับ?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Wikipedia: Ben Franklin Effect 

ขอบคุณภาพจาก Wikemedia