อยู่อย่างซามูไร

20160417_Samurai

เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเจ๋งๆ เล่มหนึ่งครับ

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า วิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลาครับ (ซึ่งจากนี้ผมจะเรียกว่าครูณัชร)

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “ไดอะรี่ของซามูไรจำเป็น ที่เรียงร้อยให้เห็นว่า เซน การฝึกสติ และวิถีดาบญี่ปุ่นเป็นเรื่องเดียวกัน”

เรื่องเกิดจากการที่ครูณัชรเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตมนุษย์ เลยคิดจะทำวิทยานิพนธ์ทางด้านนี้เพื่อเป็นธรรมทานสำหรับสังคมไทย แต่จนแล้วจนรอดก็คิดหัวข้อไม่ออก

จนวันหนึ่งได้ไปพบประกาศ “รับสอนสมาธิแบบเซนด้วยดาบซามูไร” จึงได้คำตอบกับตัวเองว่า นี่แหละคือหัวข้อที่อยากจะทำ เลยไปฝากตัวกับฟุกุชิมะเซ็นเซ (เซ็นเซแปลว่าอาจารย์) และได้เรียนรู้เพลงดาบและวิถีซามูไรแบบถึงพริกถึงขิง

หนังสือสนุกมากครับ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เริ่มต้นจากคนที่ไม่เคยจับดาบมาก่อนในชีวิต โดนเซ็นเซเคี่ยวเข็ญจนช้ำเลือดช้ำหนอง ก่อนจะไปไคลแม๊กซ์ที่การดวลดาบถึงประเทศญี่ปุ่น

ในหนังสือมีการพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีดาบ-วิถีเซน-วิถีธรรม และเทียบเคียงความเหมือนและความต่างของพุทธแบบเถรวาทและพุทธแบบมหายาน แต่ส่วนที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุดคือ “จิตวิญญาณซามูไร” ที่ซึมซาบมาตลอดเล่มตั้งแต่ต้นจนจบ

จึงขอยกมาเล่าให้ฟังขอสังเขปดังนี้ครับ

วิถีของศิลปะการป้องกันตัวแบบโบราณ
ศิลปะป้องกันตัวแบบสมัยใหม่นั้นรับอิทธิพลตะวันตกมาในแง่ความเป็นกีฬา คือมีการแข่งขัน มีแต้ม มีการแพ้ชนะ เรียนกันเป็นกลุ่มและมีลักษณะเป็นธุรกิจ เช่น เรียนเพื่อ “เลื่อนสาย” เป็นต้น

ในขณะที่ศิลปะป้องกันตัวโบราณนั้นเน้นไปที่การฝึกเพื่อกำจัดความ “อยากชนะ” จึงไม่มีการแข่งขัน ไม่มีเกณฑ์ว่าเรียนไปกี่ครั้งจะได้สายใด แต่เซ็นเซจะพิจารณาความพร้อมของจิตใจเป็นคนๆ ไป

ที่สำคัญ การเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบโบราณนั้น ใช่ว่ามีเงินแล้วจะได้เรียน เพราะการเรียนการสอนเป็นแบบตัวต่อตัว และผู้ที่จะไปฝากตัวเป็นศิษย์ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และยอมรับการสั่งสอนของอาจารย์อย่างไม่มีเงื่อนไข มีฝรั่งบางคนที่ไปทดลองฝึกกับฟุกุชิมะเซ็นเซเพียงครั้งเดียวแล้วเซ็นเซก็ไม่เรียกกลับมาอีกเลย

ดาบที่ไม่ได้มีไว้ฟาดฟันคู่ต่อสู้
ยุคโตกุกาว่าเป็นยุคปลอดสงคราม และมีกฎหมายห้ามดวลกันโดยใช้ดาบจริง ซามูไรจึงใช้ศิลปะป้องกันตัวเป็นวิธีฝึกฝนกายใจมากกว่ายุคอื่นๆ จนมีคำเรียกวิชาดาบในสมัยโตกุกาว่าว่า “เค็นเซ็น อิจินโยะ” หรือวิชา “ดาบแห่งสติ” (The Sword of Mindfulness) ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะมากเพราะยุคนั้นซามูไรไม่ได้ฝึกดาบเพื่อไปรบราฆ่าฟันกับใคร

แต่ฝึกไปเพื่อรบรากับกิเลสที่มีอยู่ในใจของผู้ถือดาบต่างหาก

ซามูไรที่แท้จริงจึงต้องมีชีวิตที่เรียบง่าย มีจิตใจดี ไม่เสแสร้ง มีความเมตตาและอ่อนโยน โดยเฉพาะกับผู้ที่ด้อยกว่า

โฉะชิน ซังชิน มุชิน (Shoshin – Zanshin – Mushin)
“โฉะชิน” แปลตามตัวอักษรว่า “ใจที่เพิ่งเริ่มต้น” หมายความว่าเราควรจะมองตัวเองเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ เพราะจะทำให้เราเปิดใจที่จะรับรู้และเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“ซังชิน” คือสภาวะตื่นรู้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ต่างๆ ซึ่งสภาวะนี้สำคัญอย่างยิ่งในการประลอง

“มุชิน” คือใจที่ไร้ใจ (mind of no mind) หรือจิตว่าง ปรมาจารย์ล้วนเข้าสู่สภาวะนี้ในระหว่างต่อสู้ จึงไม่รู้สึกกลัว ไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกอยากเอาชนะ และเพราะไม่อยากชนะนี่เอง จึงชนะได้

ดังนั้น ในทุกวันๆ เราจึงควรทำตัวให้เป็น “โฉะชิน” เพื่อพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ มีใจที่เป็น “ซังชิน” ที่คอยตามดูตามรู้ความรู้สึกของเรา เพื่อว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ลิ้มรส “มุชิน” นั่นเอง

แม้กรรมการไม่เห็น แต่เราเห็น
สะโปจัง (Spochan ย่อมาจาก Sport Chanbara) คือศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่ที่ใช้ดาบยาวอัดลมในการประลอง

“สะโปจังเป็นกีฬาที่ใช้ระบบ honor system เพราะต่อให้มีกรรมการถึงสามคนในการแข่งแมตช์สำคัญๆ ก็ไม่มีทางดูได้ทันว่านักดาบทำแต้มได้จริงๆ หรือไม่ เพราะการเล่นรวดเร็วมากและไม่มีการย้อนดูภาพวีดีโอเพื่อใช้ตัดสิน การตีให้ได้แต้มนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะและจะแจ้งพอ กรณีที่โดนตีแรงพอและต้องเสียแต้ม เจ้าตัวผู้เสียแต้มย่อมรู้ตัวเองและมีหน้าที่ต้องแจ้งกรรมการด้วยว่าตนเองเสียแต้ม…คนญี่ปุ่นนั้นซื่อสัตย์และยึดมั่นกับ honor system นี้มาก

แต่เมื่อกีฬานี้แพร่หลายไปในโลกตะวันตก กลับพบปัญหาในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากผู้เล่นชาติตะวันตกไม่ยอมแจ้งกรรมการ ทั้งที่แม้แต่ผู้ดูก็เห็นชัดๆ ว่าชาวตะวันตกผู้นั้นโดนตีเสียแต้ม ที่หนักกว่านั้นก็คือ ชาวตะวันตกมักประท้วงการตัดสินของกรรมการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะทำ”

ผมชอบไอเดีย honor system นี้มาก เพราะมันเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชัยชนะ คือความซื่อสัตย์และยึดมั่นในน้ำใจนักกีฬา

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราชนะในเกมกีฬา แต่แพ้ในความเป็นมนุษย์

—–

อ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ ใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว มีน้ำใจนักกีฬา และเข้มแข็งแต่อ่อนโยน นี่คือวิถีซามูไรที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

ถ้าจะ “ขอสามคำ” เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซน”

ผมจะขอใช้ประโยค “งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด”

ตั้งแต่วันที่ได้จับดาบซามูไรครั้งแรกในชีวิต

จนได้ไปแข่งสะโปจังชิงแชมป์โลก และตั้งจิตอธิษฐานถึงในหลวงก่อนจะดวลดาบกับเต็งแชมป์ชาวญี่ปุ่น

จนถึงวันที่กล่าว “ซาโยนาระ” กับเซ็นเซ และยืนมองท่านจนลิบตา

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทั้งอิ่มใจและภูมิใจในภูมิปัญญาตะวันออกจริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือวิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลา

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Marcos Cousseau

แรงต้านคือเข็มทิศ

20160414_ResistanceIsCompass

หยุดยาวนี้ ผมเพิ่งได้เริ่มอ่านหนังสือเรื่อง The War of Art: Winning the Inner Creative Battle ของ Steven Pressfield

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องปัญหาที่ศิลปินทุกคนต้องเจอ

ศิลปินในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงแค่จิตกรหรือนักดนตรีนะครับ

ถ้าคุณทำอะไรก็ตามที่มีความหมาย และสร้างผลกระทบ คุณก็ถือว่าเป็นศิลปินแล้ว (อ่านเพิ่มเติมตอน ทุกคนคือศิลปิน)

คนที่กำลังสร้างธุรกิจของตนเองก็เป็นศิลปิน

คนที่กำลังจะหาทางลดน้ำหนักก็ใช่

คนที่ตั้งเป้าว่าจะลงแข่งมาราธอนก็ใช่อีกเช่นกัน

หรือแม้กระทั่งบล็อกเกอร์อย่างผมก็เป็นศิลปิน (อะแฮ่ม!)

ศิลปินทุกคนต้องเจอ Resistance หรือ “แรงต้าน” ด้วยกันทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นแรงต้านที่มาจากภายในหรือภายนอก

แรงต้านจากภายนอกก็เช่นหรือคำพูดของคนรอบตัว หรือหน้าที่อื่นๆ ที่ดึงเวลาและพลังงานของเราไป

แต่แรงต้านที่หนักหนากว่ามาก คือแรงต้านที่มาจากภายใน

ไม่ว่าจะเป็นความขี้เกียจหรือความกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี

The War of Art บอกว่า แทนที่จะมองแรงต้านเหล่านี้เป็นศัตรูที่น่าเกรงขามหรือเป็นอะไรที่เราต้องหลีกเลี่ยง เราควรจะใช้แรงต้านเป็นเครื่องนำทาง

หลักการง่ายๆ ก็คือ ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นยิ่งสอดคล้องกับสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็จะไม่มีแรงต้านเลย

นั่งเขียนบล็อก 30 นาที กับนั่งส่องเฟซบุ๊ค 30 นาที อย่างหลังแรงต้านน้อยกว่ากันเยอะ

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเติบโต และอยากมีชีวิตที่เราพอใจ วิธีการที่ชัวร์ที่สุด คือเมื่อเรารู้สึกว่ากิจกรรมใดมีแรงต้าน จงทำกิจกรรมนั้นซะ!

เพราะน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ ถ้าอยากจะไปให้ถึงยอดเขา ก็ต้องว่ายทวนน้ำเป็นธรรมดา

เหนื่อยกว่าแน่นอน และก็ไม่รู้ว่าจะถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ด้วย สิ่งเดียวที่รู้ก็คือ ถ้าปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามน้ำ ยังไงก็ไปไม่ถึงยอดเขาแน่ๆ

เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเกรงแรงต้าน สบตากับมันแล้วเดินเข้าไปหามันเลย

ใช้แรงต้านเป็นเข็มทิศ แล้วชีวิตจะไม่หลงทางครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Pic & Pause: ไม่เคยเปลี่ยน

20160415_NeverChanged

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่าให้ฟัง แต่มีรูปมาโชว์นะครับ

รูปนี้ถูกวาดในฝรั่งเศสสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14

เป็นรูปที่อธิบายถึงสภาพห้องเรียนในสมัยนั้น

School

  • ผู้ชายสูงวัยกำลังพูดอยู่หน้าห้อง
  • นักเรียนนั่งกันเป็นหน้ากระดานเรียงหนึ่ง
  • นักเรียนที่ตั้งใจเรียนนั่งอยู่แถวหน้า
  • นักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียนนั่งคุยกันหลังห้อง
  • นักเรียนคนหนึ่งนั่งหลับ
  • นักเรียนอีกคนหนึ่งกำลังเครียดว่าจะสอบผ่านรึเปล่า

นี่มันเหมือนห้องเรียนสมัยนี้แทบจะเป๊ะๆ เลย!

โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

—–

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Quora: Graham Hortons’ answer to What are some of the oldest traditions in academia that are still practiced today?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

คิดแล้วทำ

20160414_ThinkDo

“First say to yourself what you would be, then do what you have to do.”

ก่อนอื่นจงบอกตัวเองให้ได้ว่าอยากเป็นอะไร จากนั้นก็แค่ทำในสิ่งที่คุณต้องทำเท่านั้นเอง

– Epictetus

—–

ประโยคนี้ดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไร แต่ผมรู้สึกว่ามันสรุปวิธีการใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและงดงามทีเดียว

เราต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าอยากเป็นอะไร หรือเป็นคนแบบไหน เมื่อเราชัดเจนกับภาพนั้นแล้ว ก็แค่ลงมือทำ แม้ว่าจะติดขัดอะไร เราก็จะหาทางไปได้เอง

อยากเป็นบล็อกเกอร์ ก็ต้องลงมือเขียนบล็อก

อยากผอมกว่านี้ ก็ลดอาหารที่เรากิน และออกกำลังกายให้มากขึ้น

อยากขึ้นเป็นหัวหน้าทีม นอกจากจะสร้างผลงานดีแล้ว ก็ต้องคิด มอง และทำเพื่อทีมด้วย

อยากจะจีบน้องคนนั้น ก็ต้องเดินเข้าไปแนะนำตัวและทำความรู้จัก

“ไม่รู้จะทำยังไง” จึงเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง และถึงจะยังไม่ครบถ้วน Google ก็ช่วยคุณได้แน่ๆ

อุปสรรคใหญ่จึงไม่ใช่ Know how แต่เป็น Know how to start และ Know how to keep going มากกว่า

ที่เราไม่ได้เริ่มซักที ก็เพราะเรามักจะบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่มีเวลา”

ตอนนี้หยุดสงกรานต์ มีเวลาแล้ว ข้อแก้ตัวนี้จึงตกไป

ส่วนจะทำอย่างไรที่จะ keep going ได้ ผมมีข้อแนะนำสองข้อ

ข้อแรก คืออย่าทำอะไรหลายๆ อย่างในคราวเดียว

ข้อสอง คือมีเวลาให้มันทุกวัน

ผมเองก็มีอะไรที่อยากทำเยอะมาก ทั้งอยากเป็นบล็อกเกอร์ อยากศึกษาเรื่องหุ้น อยากทำดนตรี อยากขายของออนไลน์

แต่ก็รู้ตัวดีว่าถ้าผมพยายามจะทำทุกอย่าง ผมจะเอาดีไม่ได้ซักอย่าง ดังนั้นผมเลยเลือกการเป็นบล็อกเกอร์ขึ้นมาก่อน และพักเรื่องอื่นๆ ไว้หมดเลย

และผมก็จะมีเวลาให้กับการเขียนบล็อกทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ฝึกปรือและสร้างผลงานที่จับต้องได้

“First say to yourself what you would be, then do what you have to do.”

ตัดสินใจได้รึยังครับว่าอยากเป็นอะไร?  เลือกมาแค่อย่างเดียวที่เราเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเรามากที่สุด

เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็แค่ do what you have to do เท่านั้นเอง

เริ่มได้!

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Begin Again

20160413_Begin

วันนี้วันปีใหม่ไทย

ผมลุกจากเตียงตอนตีห้านิดๆ มานั่งเขียน Five-Minute Journal

โดยประโยคแรกที่ผมเขียนคือ I’m grateful for a chance to begin again every day

มีสามเหตุผลที่ประโยคนี้แล่นเข้ามาในหัว

เหตุผลแรก คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุให้ใจหาย

ผมเปิดบล็อก anontawong.com ขึ้นมาแล้วพบว่า ปุ่มแชร์ Facebook ตรงท้ายบล็อกทุกตอนขึ้นเลข 0

นาทีนั้นใจตกลงไปถึงตาตุ่มที่จำนวนแชร์ที่สะสมมาร่วมสองแสนครั้งหายไปหมดเลย

ผมใช้ WordPress ในการเขียนบล็อก เลยลองไปดูบล็อกอื่นๆ บน WordPress ก็ไม่เป็นอย่างนี้ จำนวนแชร์ของเขาก็ยังอยู่กันดี

พอผมเขียนบล็อกตอนสุขง่ายๆ และคนเริ่มแชร์กัน บล็อกตอนนั้นก็เริ่มมีตัวเลขแชร์ แต่บล็อกอื่นก็ยังคงมีจำนวนแชร์เป็นศูนย์

ผมเศร้าอยู่ได้ประมาณ 10 นาที ได้เห็นความยึดติดกับชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมา แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ก็ได้(วะ)”

อีกสองวันถัดมา จึงได้รู้ว่าบล็อกตอนไหนก็ตามที่มีคนกดแชร์อีกครั้ง บล็อกนั่นจะถูก “คืนชีพ” ให้กลับมามียอดแชร์ตามเดิม (เช่นบล็อก KonMari ที่ตัวเลขดีดจาก 0 แชร์กลับมาที่ 44K แชร์แล้ว) ดังนั้นบล็อกยอดฮิตจำนวนหนึ่งจึงมีตัวเลขแชร์เท่าเดิมแล้ว แต่บล็อกตอนอื่นๆ อีก 95% ยังมีตัวเลขแชร์เป็น 0 อยู่

—–

เหตุผลข้อที่สอง คือผมเคยอ่านจากบล็อกที่ไหนซักที่ว่า ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรืออยากเริ่มทำอะไร แทนที่จะต้องรอถึงวันปีใหม่ เราสามารถเปลี่ยนกรอบเวลาให้เหลือเป็น “สัปดาห์ใหม่” ได้

พูดง่ายๆ ก็คือ แทนที่จะ Happy New Year เราก็มา Happy New Week กันแทน

และอะไรก็ตามที่เป็น resolutions หรือความมุ่งมั่นใหม่ๆ เราก็เริ่มต้นตั้งแต่วันจันทร์ได้เลย

เพราะถ้ามันเป็นเรื่องดี และอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ ก็ไม่เห็นจะต้องรอถึงปีใหม่ซะหน่อย

—–

เหตุผลข้อที่สาม คือเมื่อเช้านี้ตอนแปรงฟัน จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดท่านอาจารย์โกเอนก้าในธรรมบรรยายคอร์สวิปัสสนา 10 วัน 

คิดภาพว่าคุณกำลังอยู่ในแม่น้ำ แล้วคุณดำลงไปในน้ำ พอโผล่หัวขึ้นมาใหม่ นี่ก็ไม่ใช่แม่น้ำเส้นเดิมอีกต่อไปแล้ว

เพราะสายน้ำไหลไปแล้วไม่ไหลกลับ แม่น้ำจึงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทุกการดำผุดดำว่าย

แต่คุณเข้าใจมั้ยว่า ตอนที่คุณดำลงไป และโผล่หัวขึ้นมานั้น นอกจากแม่น้ำจะไม่เหมือนเดิมแล้ว คุณเองก็ไม่ใช่คุณคนเดิมอีกแล้วเช่นกัน

ถ้าพูดในทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้น เซลล์ภายในร่างกายของคุณก็ตายแล้วเกิดใหม่ไปแล้วเป็นพันๆ เซลล์ (ในหนึ่งวันเซลล์ในร่างกายของเราจะตายไปประมาณห้าหมื่นถึงเจ็ดหมื่นล้านเซลล์)

ถ้าพูดในทางธรรมะก็คือ “อนิจจา” ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่เคยอยู่คงที่ จิตของเราก็เกิด-ดับวันหนึ่งไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง สังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อกี้ยังอารมณ์ดีๆ อยู่ ตอนนี้ก็โมโหเสียแล้ว หรือเมื่อเช้ายังขยันลุกขึ้นมานั่งเขียนบล็อกอยู่ ตอนบ่ายก็นอนขี้เกียจตัวเป็นขน

เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอเช่นกัน

อะไรที่ควรทำแล้วยังไม่ได้ทำ ก็เริ่ม

อะไรที่ไม่ควรทำแต่ยังทำอยู่ ก็เลิก

ไม่สำคัญว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่หรือไม่

ขอแค่วันนี้เป็นวันใหม่ และเรายังหายใจอยู่

ก็ Begin Again ได้แล้ว

—–

ป.ล. ชื่อของตอนนี้เอามาจากหนังเรื่อง Begin Again ที่มีเพลงประกอบแสนไพเราะ Lost Stars ขับร้องโดยอดัม เลอวีน นักร้องนำวง Maroon 5

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Wikipedia: Apoptosis
ThaiDhamma.net 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Negativespace.co