ซื้อได้-ซื้อไม่ได้

20160412_Buyable

“Spend your money on the things money can buy.
Spend your time on the things money can’t buy.”

“จงใช้เงินกับสิ่งที่คุณซื้อได้ และใช้เวลากับสิ่งที่คุณซื้อไม่ได้”

– Haruki Murakami

เงินซื้อหนังสือได้ แต่ซื้อความรู้ในหนังสือไม่ได้

เงินซื้อใบปริญญาได้ แต่ซื้อปัญญาไม่ได้

เงินซื้อห้องพักสุดชิลได้ แต่ซื้อความสบายใจไม่ได้

เงินซื้อหน้าตาสะสวยได้ แต่ซื้อจิตใจงดงามไม่ได้

เงินซื้อเมมเบอร์ฟิตเนสได้ แต่ซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้

เงินซื้อเหล้าได้ แต่ซื้อเพื่อนร่ำสุราไม่ได้

เงินซื้อความสนใจได้ แต่ซื้อความใส่ใจไม่ได้

เงินซื้อแอปเปิ้ลวอทช์ได้ แต่ซื้อความตรงต่อเวลาไม่ได้

เงินซื้อรถเบนซ์ได้ แต่ซื้อมารยาทบนท้องถนนไม่ได้

เงินซื้อตำแหน่งใหญ่โตได้ แต่ซื้อบารมีไม่ได้

เงินซื้อความบันเทิงได้ แต่ซื้อความปีติไม่ได้

เงินซื้อความสุขได้ แต่ซื้อความหมดทุกข์ไม่ได้

เงินซื้อ House ได้ แต่ซื้อ Home ไม่ได้

เงินซื้อของเล่นให้ลูกได้ แต่ซื้อความอบอุ่นให้ลูกไม่ได้

เงินซื้อไอแพดให้พ่อได้ แต่ซื้อการนั่งคุยกับพ่อไม่ได้

เงินซื้อซูชิแซลม่อนได้ แต่ซื้อกับข้าวรสมือแม่ไม่ได้

หยุดยาวสงกรานต์นี้ ขอให้ได้ใช้เวลากับสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้นะครับ

—–

หมายเหตุ: ข้อความบางประโยคจำมาจากที่เคยอ่านในฟอวอร์ดเมล์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ล้มเหลวคือทางผ่าน

20160411_Failrues

“It helps to see failure as a road and not a wall.”

จงมองความล้มเหลวเป็นถนน ไม่ใช่กำแพง

– Scott Adams  (ผู้เขียนการ์ตูน Dilbert)

—–

ผมทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์มา 13 ปี เคยสัมภาษณ์งานสำหรับตำแหน่งภายในบริษัทอยู่บ่อยครั้ง

อัตราเฉลี่ยความสำเร็จคือหนึ่งต่อสาม ถ้าผมสมัครไปสามครั้ง จะมีครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาจะเลือกผม ส่วนอีกสองครั้งเขาจะเลือกคนอื่น

ทั้งนี้ เพราะหลายครั้งผมก็สมัครงานโดยที่รู้ตัวด้วยว่ายังเด็กเกินไปหรือยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ

แต่ก็ลองสมัครอยู่ดี (เพราะไม่ต้องเสียตังค์!)

ถ้าเขาไม่เรียกสัมภาษณ์ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้แล้วว่าเรามีความสนใจในตำแหน่งนี้

ถ้าเขาเรียกสัมภาษณ์แล้วเราสัมภาษณ์ไม่ผ่าน ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการซ้อมใหญ่ คราวหน้าถ้าโอกาสมาอีก เราจะได้ทำได้ดีกว่าเดิม

—–

คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยอ่านเจอประวัติของเซลส์แมนคนหนึ่ง ที่ทำยอดขายได้เป็นที่หนึ่งของแผนกปีแล้วปีเล่า กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ขององค์กรด้วยเวลาอันสั้น

เคล็ดลับของเขามีเพียงแค่โถสองโถ และเหรียญบาท 100 เหรียญ*

เริ่มต้นวันทำงาน เหรียญทั้ง 100 เหรียญจะกองอยู่ในโถเดียว

จากนั้นเขาจะโทร.หาลูกค้าหนึ่งคน

เมื่อวางหูจากลูกค้าแล้ว เขาจะหยิบเหรียญหนึ่งเหรียญจากโถหนึ่งมาโยนลงอีกโถหนึ่ง (เสียงดังแกร๊ง!)

แล้วก็ยกหูหาลูกค้าคนถัดไป

เป้าหมายของเขาคือ ก่อนจะหมดวัน เหรียญทั้งหนึ่งร้อยเหรียญจะต้องถูกย้ายไปอยู่อีกโถหนึ่ง ซึ่งนั่นแสดงว่าเขาได้โทร.หาลูกค้าครบ 100 คนแล้วนั่นเอง

และวันรุ่งขึ้น เขาก็จะทำแบบเดียวกัน เพื่อย้ายเหรียญ 100 เหรียญนั้นกลับมาที่โถเดิม

สังเกตว่าเขาไม่ได้โยนเหรียญตอนที่ขายได้ เพียงแค่ได้โทร.หาก็โยนเหรียญได้แล้ว

ถ้าเขาตั้งกฎว่าจะย้ายเหรียญเฉพาะตอนที่ขายได้ ก็เป็นการคาดคั้นที่จะให้โลกหมุนรอบตัวเองเกินไปหน่อย

เพราะเราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้

แต่เราควบคุมการกระทำของเราได้เสมอ

—–

หลายครั้ง ที่เราไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง เพราะเรากลัวว่าจะล้มเหลวหรือเสียเวลาเปล่า

แต่ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์มา จะรู้กฎสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า พลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน มีแต่แปรรูปไปเท่านั้น

สิ่งที่เราลงแรงไป แม้มันจะไม่ได้ออกมาเป็นผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ แต่มันก็ได้แปรรูปไปเป็นบทเรียนและประสบการณ์ ที่จะส่งผลให้เราทำได้ดีขึ้นในคราวหน้าอยู่แล้ว

ดังนั้น หากเรามองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ความสำเร็จ ความล้มเหลวก็จะไม่ใช่ศัตรู แต่จะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราคนหนึ่งเลยนะครับ

—–

* เซลส์แมนที่พูดถึงเป็นฝรั่ง ดังนั้นเขาคงไม่ได้ใช้เหรียญบาท แต่น่าจะเป็นเป็นเหรียญห้าเซ็นต์หรือสิบเซ็นต์มากกว่า แต่ผมใช้เหรียญบาทเพื่อให้อ่านไม่สะดุดนะครับ ส่วนจำนวน 100 เหรียญนี่จริงๆ แล้วอาจจะเป็น 50 หรือ 200 เหรียญก็ได้เพราะผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาได้ระบุจำนวนเหรียญในโถไว้รึเปล่า

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

ห้านาทีเปลี่ยนชีวิต

20160410_FiveMinute

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทดลองวิธีการจดไดอารี่แบบนึง

มันมีชื่อว่า Five-minute journal หรือ การเขียนไดอารี่แบบใช้เวลาไม่เกินห้านาที

ไอเดียนี้ได้มาจากบล็อกน้องใหม่ชื่อว่า anuengblog ชื่อตอน 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที

แล้วเผอิญ Smart Passive Income podcast ตอน SPI 140: Productivity and the Early Morning Routine with Hal Elrod ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยต้องลองเอามาใช้ซักหน่อย

คุณสามารถซื้อ Five-minute journal จากเว็บไซต์เขาได้เลย ราคา $22.95 หรือประมาณ 700 บาท

แต่ผมว่าใช้แค่สมุดเปล่าก็ได้เหมือนกัน

การเขียนไดอารี่สไตล์นี้ต้องแบ่งเวลาเขียนตอนเช้าหลังตื่นนอน และตอนกลางคืนก่อนเข้านอน

ตอนเช้า ให้เขียนเรื่องดังต่อไปนี้

I’m grateful for…(3 อย่าง)
What would make today great? (3 อย่าง)
Daily affirmations – I am…

ข้อแรกก็คือ เรารู้สึกขอบคุณหรือดีใจกับสามเรื่องอะไรบ้าง เช่น

  • I’m grateful for my wife
  • I’m grateful for my baby’s sleeping pattern
  • I’m grateful that my parents are still healthy

ข้อที่สองก็คือ สามอย่างที่จะทำให้วันนี้เจ๋งสุดๆ ไปเลย เช่น

  • Successful delivery of Connect Day event
  • Write 2 blog posts
  • Get home early

ส่วนข้อที่สาม Affirmations เหมือนเป็นประโยคเตือนใจตัวเองว่าเราเป็นคนยังไงหรือมีอะไร เช่น

  • I get out of my comfort zone every day

เจ้าตัว Affirmations นี่ถ้าได้อ่านหนังสือประเภท The Secret หรือ The Science of Getting Rich จะเห็นว่าเขาให้เขียนถึงสิ่งที่เรายังไม่มีก็ได้ แต่ให้เขียนเป็นประโยคปัจจุบันราวกับว่าเรามีแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำจิตใต้สำนึกเพื่อให้เราหาช่องทางไปสู่จุดๆ นั้นให้ได้ เช่น

  • I have 10,000 Likes on my Facebook page

ทั้งๆ ที่จริงๆ ตอนนี้ผมมีแค่ 7,200 Likes เท่านั้น แต่การเขียน Affirmations นี้ฝรั่งบอกว่า มันจะเป็นการ “หลอก” ให้จิตใต้สำนึกเชื่อว่าผมมี 10,000 Likes ซึ่งส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้สึกว่าสามารถหลอกตัวเองได้นะครับ เพียงแต่ว่าจะลองทำดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

—-

ส่วนตอนกลางคืน ก่อนจะเข้านอน ก็มานั่งเขียนอีกสองข้อคือ

3 Amazing things that happened today
How could I have made today better?

ข้อแรกคือ สามเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งคงจะไม่ได้ amazing เสมอไป แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ย้อนมองสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีที่วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่

  • I upgraded my WordPress blog – no more ads!
  • My wife was in a really good mood
  • Ran 6k

ส่วนข้อที่สอง (และเป็นข้อสุดท้าย) ก็คือมีอะไรที่เราควรจะทำได้ดีกว่านี้บ้าง ซึ่งส่วนตัวผมว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดในบรรดาหัวข้อทั้งหมด เพราะมันจะเตือนใจให้เราไม่ผิดพลาดซ้ำสอง (หรือซ้ำสาม ซ้ำสี่!) และอาจช่วยให้เราดีขึ้นวันละ 1%

  • Drink more water

—–

อ้อ แล้วถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดนะครับ!

ความโดดเด่นของการเขียนไดอารี่แบบนี้ก็คือ มันใช้เวลาไม่มากเลย แค่วันละ 5 นาทีเท่านั้น เผลอๆ น้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงเป็นอุปนิสัย (habit) ที่ใครๆ ก็เริ่มทำได้เลยทันที

และข้อดีที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรามีเวลาได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ก่อนที่จะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกและความรับผิดชอบอันมากมาย และก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง

ที่ผมบอกว่า 5 นาทีเปลี่ยนชีวิต ก็เพราะว่ามันช่วยเปลี่ยนให้ผม “มองเห็น” เรื่องดีๆ ในแต่ละวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่มักจะมองข้ามไป จึงมีประจุบวกภายในใจมากกว่าเดิมครับ

ไปลองดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
anuengblog: 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที
The Five Minute Journal 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สุขง่ายๆ

20160408_EasilyHappy

[ถาม] พอถึงจุดหนึ่งที่อยู่กับตัวเองมากๆ คิดว่าความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร

[ตอบ] มันอยู่ที่เรามอง สำหรับเรา เรารู้สึกว่าความสุขในทุกวันนี้หาได้ไม่ยาก เหมือนอย่างที่เคยเล่าออกไปว่า ในวันที่เรานอนอยู่เฉยๆ ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วพอวันหนึ่ง แค่เราได้เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้านในช่วงอากาศหนาวๆ โอ้โฮ มันมีความสุขมากเลย นี่คือต้นไม้สีเขียว นี่คือเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มันเหมือนกับมีความสุขง่ายขึ้นมาก จำได้ว่าวันที่ให้ยาครั้งสุดท้ายเสร็จ พออาการดีขึ้น เราก็ขับรถออกไปนอกบ้าน ยังไม่มีจุดหมายเลยว่าจะไปไหน บอกแม่แค่ว่า พิมออกไปข้างนอกนะ แม่ก็หัวเราะแล้วบอกว่า ไปเลย ไปไหนก็ไป จังหวะเดียวกับที่เพื่อนโทร.มาหาพอดี คนหนึ่งอยู่หลังสวน คนหนึ่งอยู่อีกที่ แต่เชื่อไหมเราขับไปหมดทุกที่ที่ไปได้เลย จากที่ปกติขี้เกียจขับรถมากเพราะรู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯ รถติด ตอนนั้นคืออยากติดก็ติดไปเลย เราไม่เป็นไร รถติดก็นั่งฟังเพลงไปพลางๆ แค่นี้ก็มีความสุข ถ้าเป็นแต่ก่อนนะ รถติด โมโหก่อนเลย แต่เดี๋ยวนี้นั่งรถนานๆ ก็ดีนะ เพลงนี้ก็ไม่ได้ฟังนานแล้วนะ มันเลยเกิดเป็นความคิดประหลาดๆ ขึ้นมา เขาถึงบอกว่า คนเราถ้าไม่เคยเจอความทุกข์ ก็จะไม่รู้ว่าความสุขนั้นเป็นอย่างไร”

– พิมมาดา บริรักษ์ศุภกร
a day BULLETIN Issue 402 4-10 เมษายน 2559
สัมภาษณ์ : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, วสิตา กิจปรีชา, พิมพ์อร นทกุล
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถ้ามาถามผมว่าชอบนักร้องผู้หญิงคนไหน พิมพ์ ซาซ่าน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ผมนึกถึง

เจ เพื่อนผู้หญิงที่เรียนด้วยกัน รู้ว่าผมปลื้มพิมพ์มาก วันหนึ่งพอบริษัทที่บ้านของเธอจัดงานคอนเสิร์ตและเชิญวงซาซ่ามา เลยชวนผมให้ไปดูคอนเสิร์ตนี้ และให้ผมเข้าไปขอลายเซ็นถึงหลังเวที

จำได้ว่าผมเขินมากจนต้องให้เจเป็นคนกรุยทางเข้าไปคุยให้ ผมเองได้คุยกับวงซาซ่าแค่ไม่กี่ประโยค แต่สุดท้ายก็ได้ลายเซ็นมาทั้งสามคน (จริงๆ ผมอยากได้ของพิมพ์คนเดียวนะ แต่น้องน้ำหวานกับน้องแก้วเขาจะเซ็นให้ด้วย ถ้าบอกว่าไม่ให้เซ็นก็อาจดูเสียมารยาทเกินไป!)

พอทำงานแล้ว วงซาซ่าก็เริ่มเงียบๆ ไป ระดับความปลื้มของผมจึงลดลงบ้าง แต่พอรู้ว่าเล็ก เพื่อนที่อยู่ทีมเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทของพิมพ์สมัยเรียนมัธยม ผมก็จะคอยถามไถ่เล็กเสมอว่าเจอพิมพ์บ้างมั้ย จะมาที่ตึกเราบ้างมั้ย ฯลฯ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงซักที

มารู้ข่าวของพิมพ์อีกทีก็คือตอนที่เธอออกมาประกาศว่าเป็นมะเร็งรังไข่นี่แหละ

แน่นอนว่าต้องใจหาย แต่ก็โล่งอกที่เธอตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ และได้รับการดูแลจากหมออย่างจริงจัง

พิมพ์ต้องรักษาผ่านการทำคีโมถึง 6 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง

ในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง ก็ขอส่งกำลังใจให้พิมพ์กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ในเร็ววันนะครับ

—–

ในบทสัมภาษณ์ a day BULLETIN พิมพ์บอกไว้ว่า แต่ก่อน สิ่งที่ทำให้พิมพ์ทุกข์ที่สุดคือเรื่องความรัก

จนมาเจอมะเร็งนี่แหละ ที่ทำให้เธอรู้ว่าทุกข์ที่หนักหน่วงจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร

และความทุกข์นั้นมันก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองที่เธอมีต่อความสุข

…แค่เราได้เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้านในช่วงอากาศหนาวๆ โอ้โฮ มันมีความสุขมากเลย นี่คือต้นไม้สีเขียว นี่คือเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มันเหมือนกับมีความสุขง่ายขึ้นมาก

…รถติด ตอนนั้นคืออยากติดก็ติดไปเลย เราไม่เป็นไร รถติดก็นั่งฟังเพลงไปพลางๆ แค่นี้ก็มีความสุข

คนอะไร ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ก็มีความสุข รถติดก็ยังมีความสุข!

เพราะคนเรามองความสุขแบบสัมพัทธ์ (Happiness is relative)

เราจะเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เรายังไม่มี หรือเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่คนอื่นมีเสมอ

ในกรณีของพิมพ์ ที่เคยป่วยจนไปไหนมาไหนไม่ได้ การได้ออกจากบ้านคือความสุขอย่างยิ่ง

ในกรณีของผม ที่ไม่เคยป่วยหนัก การได้ออกจากบ้าน ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ ได้นั่งฟังเพลงตอนรถติด จึงไม่ได้ทำให้มีความสุขเท่าไหร่

บทสัมภาษณ์ของพิมพ์ เป็นเครื่องเตือนใจที่ดี ว่าตอนนี้ผมอาจตกอยู่ในภาวะความสุขเฟ้อ ที่ทำให้เรามองไม่เห็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

ข่าวดีก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยหนักเสียก่อน ถึงจะมีความสุขแบบนี้ได้

มันเป็นทักษะที่ผมเริ่มฝึกได้ทันที

แค่ใส่ใจให้มากขึ้น

และเรียกร้องให้น้อยลงเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 402 4-10 เมษายน 2559

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานถามให้เป็น

20160408_AskTheRightQuestion

แจ๊คกับแม๊กซ์เป็นเพื่อนร่วมงานที่ชอบออกไปยืนดูดบุหรี่คุยกันเป็นประจำ

วันหนึ่ง ขณะกำลังยืนดูดบุหรี่ปุ๋ยๆ อยู่ที่หน้าออฟฟิศ ทั้งสองได้ยินเสียงระฆังของโบสถ์ที่อยู่ข้างๆ แจ๊คจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าการสูบบุหรี่ระหว่างสวดมนต์นี่เป็นเรื่องที่ทำได้รึเปล่า

แม๊กซ์: ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมคุณไม่ลองเดินไปถามบาทหลวงดูล่ะ

แจ๊คจึงเดินเข้าไปหาบาทหลวงที่โบสถ์ “พ่อครับ ตอนสวดมนต์นี่ผมสูบบุหรี่ได้มั้ยครับ?”

บาทหลวงคิ้วขมวด หันมาตอบว่า “ไม่ได้นะลูก นั่นเป็นการดูหมิ่นศาสนาเราอย่างแรงเลย”

แจ๊คจึงเดินกลับไปบอกกับแม๊กซ์ว่าบาทหลวงห้ามสูบบุหรี่ตอนสวดมนต์

แม๊กซ์บอกว่า “ก็ไม่แปลกหรอก คุณถามคำถามผิดนี่หน่า เดี๋ยวผมขอลองอีกที”

แม๊กซ์จึงเดินเข้าไปหาบาทหลวงแล้วถามว่า “พ่อครับ ผมสวดมนต์ตอนสูบบุหรี่ได้มั้ยครับ?”

บาทหลวงตอบอย่างกระตือรือร้นว่า “ได้สิลูก การสวดมนต์นั้นเป็นสิ่งดี จะทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com