ระวัง! ภาวะความสุขเฟ้อ

20150319_InflationOfHappiness

วันนี้ขอพูดเรื่องความสุขอีกซักวันนะครับ

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ลงไปทริป CSR ที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ (ผมจำไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าที่ไหน)

กิจกรรมหลักของเราคือการไปเก็บขยะตามชายหาด แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เราได้แวะไปบริจาคแท็งค์น้ำและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง

ไฮไลท์ของวันนั้นอยู่ที่ไอติมกะทิครับ

คุณผู้อ่านคงนึกภาพรถขายไอติมกะทิออกนะครับ ที่เป็นถังสแตนเลส เลือกได้ว่าจะใส่โคนหรือใส่ถ้วย แล้วก็มีเครื่องเคียงอย่างถั่วลิสง ถั่วเหลือง ลูกชิด ข้าวเหนียว มัน และฟักทองให้เลือก แถมด้วยท๊อปปิ้งช็อคโกแล็ตหรือนมตบท้าย

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน ก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “ความสุขของพวกเค้านี่ราคาถูกเหลือเกินนะ”

นี่เป็นคำชื่นชมนะครับ ไม่ใช่คำดูถูก

เพราะไอติมเพียงโคนละไม่ถึงสิบบาท แต่ทำให้เด็กเหล่านี้ยิ้มแฉ่งได้เป็นชั่วโมง

เผลอๆ กลับไปถึงบ้านอาจจะเอาไปคุยให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำว่าวันนี้มีคนใจดีเอาไอติมมาเลี้ยง

แล้วก็กลับมาดูตัวเอง

ครั้งสุดท้ายที่ซื้อไอติมกะทิมากิน ผมไม่ได้ยิ้มแฉ่งอย่างนี้แน่ๆ

และต่อให้มีคนเลี้ยงไอติม “ขีดพลังแห่งความสุข” ของผมก็อาจจะไม่ได้หนึ่งในสิบของเด็กเหล่านี้

คำถามคือทำไม?

คำตอบที่ได้มีอยู่ 2 ข้อ:

1. เราเคยกินของอร่อยกว่านี้มาแล้ว

ช่วงที่ผมยังเรียนหนังสือ ผมมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นน้อยมาก (มาม่าไม่นับ) เพราะตอนนั้นร้านอาหารญี่ปุ่นยังไม่แพร่หลาย จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนอยู่ปี 4 พ่อของเพื่อน (ซึ่งรวยเอาการ) พาลูกและเพื่อนๆ อย่างผม ไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน

6 คนหมดไปหมื่นกว่าบาท (นี่คือประมาณ ปี 2002 นะครับ)

พอจบออกมาได้ซักพัก ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างฟูจิก็เริ่มมีเยอะขึ้น และราคาก็อยู่ในวิสัยที่ผมสามารถจ่ายเองได้โดยไม่รู้สึกผิด กินฟูจิมื้อหนึ่งประมาณไม่เกิน 400 บาทก็ฟินแล้ว ถือว่าเป็นการให้รางวัลชีวิต

แต่มาสมัยนี้ ที่คนบินไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น ได้รู้รสชาติของซูชิหรือซาชิมิต้นตำรับแล้ว

ถามว่ากลับมากินฟูจิ มันจะยังอร่อยเท่าเดิมรึเปล่า?

ผมว่าคนส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่”

บางคนบอกว่าเลิกกินฟูจิไปเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่อร่อยสำหรับเขาแล้ว

เงิน 400 บาทที่เคยซื้อความฟินได้ ตอนนี้ซื้อไม่ได้แล้ว

ตอนนี้ต้องจ่ายประมาณ 1,000 กว่าบาทขึ้นไป ถึงจะพอโอเค

เมื่อเราได้พบประสบการณ์ที่ดีกว่าแล้ว ประสบการณ์ที่ด้อยกว่าก็จะหมดความสามารถในการให้ความสุขกับเราไปทันที

2. เรามีเงินมากขึ้น

ฟังดูเหมือนขัดกับสามัญสำนึกนะครับ แต่ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง

ผมว่าราคาของความสุขแปลผกผันกับเงินในกระเป๋าของเรา

ถ้าเราไม่มีเงินติดตัวเลย การได้กินไอติมกะทิ อาจทำให้เราสุขสุดๆ
ถ้าเรามีเงินติดตัว 100 บาท การได้กินไอติมกะทิ จะทำให้เราสุขเล็กๆ
แต่ถ้าเรามีเงินติดตัว 1000 บาท การได้กินไอติมกะทิ อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลยก็ได้ เผลอๆ แอบหงุดหงิดด้วย ต้องกินแม็กนั่มหรือฮาเก้นด๊าซสิ ถึงจะมีความสุข

ครับ ยิ่งเรามีเงินมากขึ้น ความสุขก็เฟ้อขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เอาอีกตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ผมคงฝันหวานถึงการได้ขับรถบีเอ็ม
แต่ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท ผมก็คงหยุดฝันถึงรถบีเอ็ม แต่ไปฝันเรื่องการได้ขับรถปอร์เช่แทน
และถ้าผมมีรายได้เดือนละ 3,000,000 บาท รถปอร์เช่นก็คงงั้นๆ เพราะผมอยากได้เรือยอร์ชมากกว่า!

ยิ่งเราเงินเยอะ ความต้องการของเรายิ่งเยอะเป็นเงาตามตัว

และเงาที่ว่านั้นก็มักจะใหญ่กว่าตัวเราเสมอซะด้วย

นั่นคือเหตุผลที่แม้คนบางคนจะมีเงินเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน ก็ยังไม่รวย

และยังไม่พอซะที

ถามว่าทำอะไรได้มั้ย?

…ก็ไม่แน่!

ความต้องการที่เยอะขึ้นตามรายได้นั้น อาจจะไม่ได้เป็นกับทุกคน

ดูอย่างปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ขับรถคาดิลแล็คปี 2006 และอยู่บ้านหลังเดิมมาเกือบ 60 ปีก็ได้

ถึงจะมีเงินมากขึ้นแค่ไหน แต่กิเลสของปู่ไม่ได้โตตาม

นี่สิ ถึงจะเรียกว่า คนรวยที่แท้

การมีเงินเป็นแสนล้านเหมือนคุณปู่บัฟเฟตต์อาจจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้

แต่การหัดกินไอติมกะทิให้อร่อยและมีความสุขนั้น ใครๆ ก็ทำได้ครับ

—–

Sources: Club VI: 10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s