อยู่อย่างซามูไร

20160417_Samurai

เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเจ๋งๆ เล่มหนึ่งครับ

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า วิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลาครับ (ซึ่งจากนี้ผมจะเรียกว่าครูณัชร)

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “ไดอะรี่ของซามูไรจำเป็น ที่เรียงร้อยให้เห็นว่า เซน การฝึกสติ และวิถีดาบญี่ปุ่นเป็นเรื่องเดียวกัน”

เรื่องเกิดจากการที่ครูณัชรเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตมนุษย์ เลยคิดจะทำวิทยานิพนธ์ทางด้านนี้เพื่อเป็นธรรมทานสำหรับสังคมไทย แต่จนแล้วจนรอดก็คิดหัวข้อไม่ออก

จนวันหนึ่งได้ไปพบประกาศ “รับสอนสมาธิแบบเซนด้วยดาบซามูไร” จึงได้คำตอบกับตัวเองว่า นี่แหละคือหัวข้อที่อยากจะทำ เลยไปฝากตัวกับฟุกุชิมะเซ็นเซ (เซ็นเซแปลว่าอาจารย์) และได้เรียนรู้เพลงดาบและวิถีซามูไรแบบถึงพริกถึงขิง

หนังสือสนุกมากครับ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เริ่มต้นจากคนที่ไม่เคยจับดาบมาก่อนในชีวิต โดนเซ็นเซเคี่ยวเข็ญจนช้ำเลือดช้ำหนอง ก่อนจะไปไคลแม๊กซ์ที่การดวลดาบถึงประเทศญี่ปุ่น

ในหนังสือมีการพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีดาบ-วิถีเซน-วิถีธรรม และเทียบเคียงความเหมือนและความต่างของพุทธแบบเถรวาทและพุทธแบบมหายาน แต่ส่วนที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุดคือ “จิตวิญญาณซามูไร” ที่ซึมซาบมาตลอดเล่มตั้งแต่ต้นจนจบ

จึงขอยกมาเล่าให้ฟังขอสังเขปดังนี้ครับ

วิถีของศิลปะการป้องกันตัวแบบโบราณ
ศิลปะป้องกันตัวแบบสมัยใหม่นั้นรับอิทธิพลตะวันตกมาในแง่ความเป็นกีฬา คือมีการแข่งขัน มีแต้ม มีการแพ้ชนะ เรียนกันเป็นกลุ่มและมีลักษณะเป็นธุรกิจ เช่น เรียนเพื่อ “เลื่อนสาย” เป็นต้น

ในขณะที่ศิลปะป้องกันตัวโบราณนั้นเน้นไปที่การฝึกเพื่อกำจัดความ “อยากชนะ” จึงไม่มีการแข่งขัน ไม่มีเกณฑ์ว่าเรียนไปกี่ครั้งจะได้สายใด แต่เซ็นเซจะพิจารณาความพร้อมของจิตใจเป็นคนๆ ไป

ที่สำคัญ การเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบโบราณนั้น ใช่ว่ามีเงินแล้วจะได้เรียน เพราะการเรียนการสอนเป็นแบบตัวต่อตัว และผู้ที่จะไปฝากตัวเป็นศิษย์ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และยอมรับการสั่งสอนของอาจารย์อย่างไม่มีเงื่อนไข มีฝรั่งบางคนที่ไปทดลองฝึกกับฟุกุชิมะเซ็นเซเพียงครั้งเดียวแล้วเซ็นเซก็ไม่เรียกกลับมาอีกเลย

ดาบที่ไม่ได้มีไว้ฟาดฟันคู่ต่อสู้
ยุคโตกุกาว่าเป็นยุคปลอดสงคราม และมีกฎหมายห้ามดวลกันโดยใช้ดาบจริง ซามูไรจึงใช้ศิลปะป้องกันตัวเป็นวิธีฝึกฝนกายใจมากกว่ายุคอื่นๆ จนมีคำเรียกวิชาดาบในสมัยโตกุกาว่าว่า “เค็นเซ็น อิจินโยะ” หรือวิชา “ดาบแห่งสติ” (The Sword of Mindfulness) ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะมากเพราะยุคนั้นซามูไรไม่ได้ฝึกดาบเพื่อไปรบราฆ่าฟันกับใคร

แต่ฝึกไปเพื่อรบรากับกิเลสที่มีอยู่ในใจของผู้ถือดาบต่างหาก

ซามูไรที่แท้จริงจึงต้องมีชีวิตที่เรียบง่าย มีจิตใจดี ไม่เสแสร้ง มีความเมตตาและอ่อนโยน โดยเฉพาะกับผู้ที่ด้อยกว่า

โฉะชิน ซังชิน มุชิน (Shoshin – Zanshin – Mushin)
“โฉะชิน” แปลตามตัวอักษรว่า “ใจที่เพิ่งเริ่มต้น” หมายความว่าเราควรจะมองตัวเองเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ เพราะจะทำให้เราเปิดใจที่จะรับรู้และเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“ซังชิน” คือสภาวะตื่นรู้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ต่างๆ ซึ่งสภาวะนี้สำคัญอย่างยิ่งในการประลอง

“มุชิน” คือใจที่ไร้ใจ (mind of no mind) หรือจิตว่าง ปรมาจารย์ล้วนเข้าสู่สภาวะนี้ในระหว่างต่อสู้ จึงไม่รู้สึกกลัว ไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกอยากเอาชนะ และเพราะไม่อยากชนะนี่เอง จึงชนะได้

ดังนั้น ในทุกวันๆ เราจึงควรทำตัวให้เป็น “โฉะชิน” เพื่อพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ มีใจที่เป็น “ซังชิน” ที่คอยตามดูตามรู้ความรู้สึกของเรา เพื่อว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ลิ้มรส “มุชิน” นั่นเอง

แม้กรรมการไม่เห็น แต่เราเห็น
สะโปจัง (Spochan ย่อมาจาก Sport Chanbara) คือศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่ที่ใช้ดาบยาวอัดลมในการประลอง

“สะโปจังเป็นกีฬาที่ใช้ระบบ honor system เพราะต่อให้มีกรรมการถึงสามคนในการแข่งแมตช์สำคัญๆ ก็ไม่มีทางดูได้ทันว่านักดาบทำแต้มได้จริงๆ หรือไม่ เพราะการเล่นรวดเร็วมากและไม่มีการย้อนดูภาพวีดีโอเพื่อใช้ตัดสิน การตีให้ได้แต้มนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะและจะแจ้งพอ กรณีที่โดนตีแรงพอและต้องเสียแต้ม เจ้าตัวผู้เสียแต้มย่อมรู้ตัวเองและมีหน้าที่ต้องแจ้งกรรมการด้วยว่าตนเองเสียแต้ม…คนญี่ปุ่นนั้นซื่อสัตย์และยึดมั่นกับ honor system นี้มาก

แต่เมื่อกีฬานี้แพร่หลายไปในโลกตะวันตก กลับพบปัญหาในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากผู้เล่นชาติตะวันตกไม่ยอมแจ้งกรรมการ ทั้งที่แม้แต่ผู้ดูก็เห็นชัดๆ ว่าชาวตะวันตกผู้นั้นโดนตีเสียแต้ม ที่หนักกว่านั้นก็คือ ชาวตะวันตกมักประท้วงการตัดสินของกรรมการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะทำ”

ผมชอบไอเดีย honor system นี้มาก เพราะมันเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชัยชนะ คือความซื่อสัตย์และยึดมั่นในน้ำใจนักกีฬา

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราชนะในเกมกีฬา แต่แพ้ในความเป็นมนุษย์

—–

อ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ ใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว มีน้ำใจนักกีฬา และเข้มแข็งแต่อ่อนโยน นี่คือวิถีซามูไรที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

ถ้าจะ “ขอสามคำ” เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซน”

ผมจะขอใช้ประโยค “งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด”

ตั้งแต่วันที่ได้จับดาบซามูไรครั้งแรกในชีวิต

จนได้ไปแข่งสะโปจังชิงแชมป์โลก และตั้งจิตอธิษฐานถึงในหลวงก่อนจะดวลดาบกับเต็งแชมป์ชาวญี่ปุ่น

จนถึงวันที่กล่าว “ซาโยนาระ” กับเซ็นเซ และยืนมองท่านจนลิบตา

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทั้งอิ่มใจและภูมิใจในภูมิปัญญาตะวันออกจริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือวิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลา

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Marcos Cousseau

One thought on “อยู่อย่างซามูไร

  1. ขอบพระคุณคุณ Anontawong มากนะคะสำหรับบทวิจารณ์ให้เกียรติผู้เขียนเหลือเกินจนไม่กล้าจะรับไว้ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดอ่านแล้วประทับใจก็ขอยกเครดิตให้กับเจ้าของบล๊อกที่เข้าใจเล่าเรื่อง วิเคราะห์ และเลือกยกตัวอย่างมาประกอบได้อย่างเหมาะเจาะก็แล้วกันนะคะ ในโอกาสนี้ขอนำภาพประกอบหนังสือ(ที่ไม่ได้ลงในหนังสือ) มาฝากสมาชิกบล๊อกค่ะ เชิญคลิกชมภาพได้เลยนะคะ มีคำอธิบายประกอบทุกภาพค่ะ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1374560812798452.1073741829.1374528369468363&type=1&l=18d13dd963

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s