50 บทเรียน

20170710_50lessons

วันนี้ผมอายุครบ 37 ปีพอดีครับ เลยอยากลองสรุปบทเรียนที่ผ่านมาเป็นประโยคสั้นๆ ซัก 37 ประโยคดู เขียนไปเขียนมาได้เกินมานิดหน่อย จะตัดทิ้งก็เสียดาย เลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ทั้งหมดเลยนะครับ

1. หัวหน้าคือพระอาทิตย์ของเรา เราคือดาวเคราะห์ของเขา ดังนั้นอย่าน้อยใจถ้าเขาดูแลเราได้ไม่ทั่วถึง

2. งานเร่งกับงานสำคัญเป็นคนละเรื่องกัน อย่าสับสน – Urgent work and important work are two different things. Don’t get them mixed up

3. ถ้างานมันง่ายเค้าคงไม่มาจ้างเราหรอก

4. ถ้าประชุมกันแล้วไม่มีใครจดบันทึกการประชุม ให้อาสาทำหน้าที่นั้น

5. เข้าห้องน้ำก่อนแล้วค่อยมานั่งทำงานต่อให้เสร็จก็ได้

6. Passion คือฉันทะ

7. คิดอย่างคนขี้เกียจ ทำอย่างคนขยัน (วิมังสา + วิริยะ)

8. เต็มที่การกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ (อุเบกขา)

9. การทำตัวยุ่งคือการหลบซ่อนรูปแบบหนึ่ง – Being busy is another form of hiding

10. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

11. ถือตัวทำไม หนักเปล่าๆ

12. ถ้าเขานิสัยไม่ดี แสดงว่าเขาต้องเคยเจออะไรแย่ๆ มา

13. เราล้วนต้องการใครซักคนที่เราจะแสดงความอ่อนแอให้เห็นได้ – We all need someone we can surrender to

14. คนไม่ตรงต่อเวลา คือคนที่ไม่เคารพชีวิตคนอื่น

15. เราหัวเราะได้ดังที่สุดตอนที่อยู่กับเพื่อนเก่า

16. คนเรามักจะใช้มาตรฐานของตัวเองไปตัดสินการกระทำของคนอื่น

17. อย่าคิดไปเองว่าเขาจะเข้าใจเจตนาของเรา

18. บางทีก็แค่ต้องเอ่ยปากเท่านั้น – Sometimes all you have to do is ask

19. ขอบคุณไม่เสียตังค์ ถ้าไม่กล้าขอบคุณดังๆ ให้ขอบคุณในใจ

20. ผู้หญิงไม่ได้ชอบคนเลว เค้าชอบคนมั่นใจในตัวเอง

21. คนมั่นใจกับคนโอ้อวดเป็นคนละคนกัน

22. การมีภรรยาดีเป็นลาภอันประเสริฐ

23. พ่อแม่เป็นคนที่เราหลงลืมบ่อยที่สุด

24. ลูกเราหน้าตาน่ารักเสมอ ต้องรอให้โตอีกหน่อยแล้วกลับมาดูถึงจะเห็นว่าตอนเกิดใหม่ๆ นี่หน้าตาตลกชะมัด

25. หนึ่งในข้อดีที่สุดของการมีลูกคือการได้เห็นแววตาที่บอกว่าเขาไว้ใจเราที่สุดในโลกแล้ว

26. คุณแม่มือใหม่มักจะมีปัญหากับคุณย่าเพราะวิธีการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วก็อาจจะถูกทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็ตามใจคุณแม่ดีกว่า เพราะเขาเป็นคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์มากที่สุด

27. อย่าเปรียบเทียบ เพราะบางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนปลาย

28. อย่าพยายามมากเกินไป

29. ถ้ายังหนุ่มสาวให้เน้น say yes ถ้าเกินสามสิบควรเริ่ม say no

30. เงินนั้นสำคัญ แต่มันเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่จุดหมาย

31. ถ้าทำมาตั้งเยอะแล้วยังไม่ถึงไหน ให้หยุดทำแล้วอยู่นิ่งๆ จะได้มีเวลาคิด

32. ถ้าคิดมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้ทำซะที ให้หยุดคิดแล้วลงมือเลย ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก

33. คนที่ถ่อมตัวมากเกินไปก็น่ารำคาญ – False modesty is another way to lie

34. มีเงินร้อยล้านก็กินข้าวได้ทีละจานเหมือนเดิม

35. ยิ่งอยู่สูง ยิ่งนอบน้อม ยิ่งน่ารัก

36. ระวังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคยรังเกียจ

37. ให้เท้าสัมผัสดินเสียบ้าง

38. ผู้ชายแต่งตัวไปทำงาน ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงนี่ง่ายกว่าเยอะเลย

39. เวลายกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่ม ระวังน้ำตรงก้นแก้วจะหยดลงจานข้าว

40. ในวัยสามสิบกว่า วิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุดคืองดอาหารเย็น

41. ถ้าเอารีโมทรถยนต์แนบหัวหรือแนบหลังของเราแล้วยิงไปที่รถ รีโมทจะทำงานได้ไกลขึ้น

42. น้ำหนักเฉลี่ยของเมฆคือ 500,000 กิโลกรัม 

43. ความรู้ที่ไม่ได้เอาไปสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น จะกลายเป็นความรู้ที่เอาไว้สร้างตัวกู

44. ข้อมูลเยอะเกินไปจะทำให้เราตัดสินใจไม่ได้

45. อย่างมงายกับตรรรกะ

46. ตัวเลขสำคัญน้อยกว่าที่เราคิด

47. ระหว่างเป็นคนถูกกับเป็นคนมีเมตตา เลือกเป็นคนมีเมตตาดีกว่า

48. อยากให้คนจำเราแบบไหน ก็จงทำตัวแบบนั้น

49. สร้างอะไรซักอย่างที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตเรา – Create something that will outlive you

50. ความสุขหรือความทุกข์ คือช่องว่างระหว่างความจริงกับความคาดหวัง

—-

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r  (ได้คะแนน 8.9 เต็ม 10 จากผู้เข้าเรียนคลาสแรก)

กฎ 5 นาที

20170907_5minuterule

ใครเคยผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้น!

ตามประสบการณ์ของผม เรามีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เอาไว้ก่อน” กับงานสามประเภท

1. งานง่ายๆ ที่เรารู้ว่าถึงจะผัดวันไปก็ไม่มีผลกระทบที่เลวร้าย เช่นอ่านหนังสือเสร็จแล้วไม่เก็บเข้าที่ กินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจานเลย สิ่งที่ตามมาก็คือดินจะพอกหางหมู ทำให้บ้านรกรุงรังไม่ spark joy

2. งานยากๆ ที่เรารู้ว่าทำแล้วจะดีกับตัวเอง แต่เผอิญไม่มี deadline เช่นการออกกำลังกาย การนั่งลงวางแผนการเงิน การอ่านหนังสือแทนการเล่นเฟซบุุ๊ค ซึ่งแม้ว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ถึงชีวิตจะไม่แย่ลง แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเหมือนกัน

3. งานยากๆ ที่เราไม่อยากทำ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำ เช่นงานใหญ่ที่เจ้านายสั่งมาและมีเส้นตายที่นานเกินสองสัปดาห์ เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงงานแนวนี้ด้วยการไป “ขยันกับงานอื่น” จนเวลาหมดลงเรื่อยๆ ต้องให้ไฟลนก้นแล้วนั่นแหละถึงจะเริ่มลงมือทำ แล้วเราก็จะบ่นกับตัวเองว่าไม่น่าเลย (แล้วคราวหน้าก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี)

สำหรับปัญหาประเภทที่ 1 (งานง่ายดายแต่ขี้เกียจทำตอนนี้) ผมแนะนำให้ใช้กฎ 2 นาที คืออะไรที่ใช้เวลาไม่เกินสองนาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี

ส่วนงานยากๆ แบบ 2 และ 3 นั้น ขอนำเสนอกฎ 5 นาทีครับ

สิ่งต่างๆ ในโลกนี้มีแรงเฉื่อย (inertia) ยิ่งของชิ้นนั้นมีน้ำหนักมาก แรงเฉื่อยก็ยิ่งเยอะตาม

คนเราเมื่อเจองานที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส แค่คิดว่าต้องทำก็ท้อแล้ว เราถึงหลีกเลี่ยงมันโดยตลอด

กฎ 5 นาทีคือการบอกกับตัวเองว่า เราจะทำสิ่งนี้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แทนที่จะตั้งเป้าว่าไปวิ่งรอบสวนลุม 1 รอบ ก็เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่าจะไปวิ่งๆ เดินๆ ในสวนลุมให้ครบ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำรายงานฉบับนีให้เสร็จ ก็บอกตัวเองว่าจะนั่งทำรายงานฉบับนี้แค่ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย ก็บอกตัวเองว่าจะทำความสะอาดห้องแค่ 5 นาทีก็พอ

พอครบ 5 นาทีแล้ว ถ้าไม่รู้สึกอยากทำต่อก็หยุดได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ถ้ายังรู้สึกอยากทำต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

กฎ 5 นาทีมีประโยชน์สองอย่าง

หนึ่ง คือแทนที่จะโฟกัสไปที่การ “ทำงานให้เสร็จ” เราจะโฟกัสไปที่การ “เริ่มต้น” งานชิ้นนั้นแทน

สอง อะไรก็ตามที่มีแรงเฉื่อย (inertia) พอมันเริ่มเคลื่อนที่แล้วมันก็จะมีแรงส่งหรือโมเมนตัมเช่นกัน (momentum = mass x velocity) นึกภาพตอนที่เราเข็นรถในลานจอด เราต้องออกแรงเยอะที่สุดเฉพาะในตอนแรกเท่านั้น พอรถเริ่มไหลเราก็แทบไม่ต้องออกแรงอะไรแล้ว

สิ่งที่เราจะพบหลังใช้กฎข้อนี้ก็คือ เราจะ “เริ่ม” งานยากได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น และแม้เราจะทำครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็จะทำต่อไปอีกเพราะงานชิ้นนี้มีโมเมนตัมของมันนั่นเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ


สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

Time Management: First Class

20170708_timemanagement

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management สำหรับสาธารณชนเป็นครั้งแรก

ตอนที่เปิดรับสมัครสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะมีคนสมัครมามั้ย เพราะแม้ผมจะเชื่อว่าคุ้มค่า แต่ค่าลงทะเบียนก็ถือเป็นเงินที่ไม่น้อยอยู่ ไหนจะต้องเสียเวลาเดินทางอีก

แต่แล้วก็มีคนสมัครเต็มภายในหนึ่งวัน และภายในสามวันทุกคนก็โอนเงินมากันหมด ทำให้ผมรู้แล้วว่าคราวนี้ต้องตั้งใจและใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาผมเคยสอนแต่ในบริษัท ซึ่งเรียนฟรี และบางคนก็ถูกบังคับให้มาเรียน แต่คราวนี้ทุกคนจ่ายเงินเอง และสมัครใจที่จะมาเรียนทั้งนั้น

ผมเลือกสถานที่เป็น THINK SOciety ซึ่งเป็น co-working space ที่อยู่ซอยสุขุมวิท 101/2 และใกล้กับรถไฟฟ้าอุดมสุขมาก คุณพัมเจ้าของบอกว่าเดี๋ยวจะจัดที่นั่งให้เป็น Bean bag จะได้บรรยากาศสบายๆ

คลาสเริ่ม 9.30 ผมกับแฟนไปถึงสถานที่ตอน 8.30 แล้วก็เริ่มจัดที่ทาง bean bag ที่เตรียมไว้ยังไม่พอกับจำนวนคนเลยต้องมีการจัดสรรที่ใหม่เล็กน้อย ตอนเซ็ทอัพคอมพิวเตอร์ก็มีติดๆ ขัดๆ นิดหน่อยจนคนเริ่มทยอยกันมาแล้วผมก็ยังไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้เริ่มตรงเวลา โดยมีคนมาทั้งหมด 14 คน

นักเรียนกลุ่มนี้มีความหลากหลายมาก บางคนเป็นตำรวจ บางคนเป็นตากล้องอิสระ บางคนเป็นหนุ่มแบงค์ บางคนทำสตาร์ทอัพ บางคนเป็นที่ปรึกษา บางคนทำบัญชี บางคนกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก และก็มีหลายคนที่ทำงานด้าน IT

ต่างคนต่างที่มา แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

แม้จะกินไปฟังไป แต่ก็สังเกตได้เลยว่าแต่ละคนตั้งใจกันมาก กิจกรรมกลุ่มก็คุยกันอย่างกับรู้จักกันมานาน แถมยังออกมาพรีเซนต์หน้าห้องกันอย่างสนุกสนาน

เป็น 3 ชั่วโมงที่อัดแน่นไปด้วยสาระและบันเทิง สอนเสร็จแล้วผมรู้สึกมีแรงมากกว่าเดิมอีก

จากนี้ไปอาจจะมีเวิร์คช็อป Time Management อีกหลายครั้ง แต่ First Class นั้นมีได้แค่ครั้งเดียว

ขอขอบคุณทั้ง 14 คนที่ทำให้ “ครั้งแรก” ของผมเป็นประสบการณ์อันน่าประทับใจจริงๆ ครับ


 

Time Management First Class is

1. ตั้ง
2. วิน
3. ปิง
4. จู
5. ดี
6. แท็ก
7. เอ๋
8. แพท
9. เจ
10.จิม
11.กอล์ฟ
12.โบ
13.ติ๋ง
14.อ้อม

 

บางคำตอบจากการประเมินหลังจบคลาส

3 เรื่องที่จะนำไปใช้หลังคลาสนี้

– paradigm shift , juggling ,time blocking
– เรื่องหลักการ / ให้ปล่อย ram สมอง/ tool ต่างๆ
– จัดการตัวเอง/toolมีมากมายเลือกและ adapt/focusที่หินก้อนใหญ่
– 4 quadrant activities, paradigm, time boxing
– Zen to done, Time boxing, Pomodoro
– การปรับความคิด การดึงเอาเทคนิคต่างๆ มาใช้ร่วมกัน ได้พูดคุยและรู้จักเพื่อนใหม่
– Paradigm, กฎ 2 นาที, Download ข้อมูล”
= Juggler บอล 5 ลูก
– The way that instructor integrates brain dump, time boxing, and zen to done concept.

 

สิ่งที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับคลาสนี้

– มีตัวอย่างให้ดูเยอะ เห็นภาพชัด นำไปใช้ได้จริง
– คอร์สกลุ่มเล็กดีค่ะ ชอบๆ
– เข้าใจง่าย ทำได้จริง!
– สถานที่ดีมากครับ
– รู้สึกเหมือนโดนหมัดที่เข้าเป้าครับ เข้าใจง่ายแต่โดนใจครับ
– ได้อ่านบล็อก ก็ได้ประโยชน์ มาเข้าคลาส ก็ยิ่งชัดเจน เห็นภาพ ขอบคุณที่ได้รู้จักกัน
– ปกติเป็นคนที่ชอบอ่านและคอยหาเครื่องมือเทคนิคเรื่อง self management อยู่แล้ว เลยสนใจคอร์สนี้มาก และก็ไม่ผิดหวัง คุณรุตม์สามารถรวบรวมและนำมาถ่ายทอดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และทำให้ตัวเองที่ในช่วงนี้รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายจัดการไม่ค่อยได้ มีแรงบันดาลใจที่จะกลับไป manage ตัวเองให้ดีอีกครั้ง ขอบคุณมากค่ะ
– กิจกรรมดีมากๆ
– มาเรียนคอร์สนี้แล้วได้ทั้งหลักการ เทคนิค และ workshop พูดคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มาจากต่างที่ มีประสบการณ์ต่างกัน ได้มา share กัน และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง จะลองเอาที่คุณรุตม์แนะนำไปปรับเพื่อพัฒนาตัวเองเกี่ยวกับ Time Management นะคะ
– คำว่า time management มันฟังเหมือนจะเป็น common sense ที่ทำทุกคนควรทำได้ ไม่ขี้เกียจก็ทำได้ มีสติโฟกัสก็จะสามารถทำได้ แต่ผมว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ซะทีเดียว คนที่เจอปัญหามันไม่ใช่แค่เวลาอย่างเดียว มันอาจรวมถึง manage expectation ด้วย เทคนิคต่างๆมันทำให้เราเอาไปปรับใช้ได้แล้วมีความสบายใจมากขึ้น
– เชื่อว่าtechniqueที่เรียนรู้ในวันนี้จะทำให้productivityเพิ่มขึ้นค่ะ

 

เรื่องที่ควรปรับปรุง

– ชอบทุกอย่าง แต่อาจจะเวลาน้อยไปหน่อย
– เปิดคอร์สอื่นๆ เพิ่ม 55+
– สถานที่ค่ะ มีเสียงเครื่องบดกาแฟ (รุตม์: คราวหน้าจะหาห้องที่ไม่มีเสียงรบกวนครับ)
– อยากได้ยินตัวอย่าง หรือ case study อื่นเพิ่มอีกสักหน่อย (รุตม์: จะไปหามาเพิ่มเติมนะครับ)
– เรื่องสถานที่อาจจะคับแคบไปหน่อยค่ะ แต่ข้อดีก็คือทำให้ได้อารมณ์แบบบ้านๆ ไม่เป็นทางการดีค่ะ (รุตม์: จะลองเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอที่ๆ ลงตัวที่สุดครับ)
– อาจจะมีคอร์ส advance สำหรับคนที่รู้จักพื้นฐานมาบ้างแล้วค่ะ (รุตม์: ที่สอนนี่ก็แทบจะหมดเปลือกแล้วนะครับ!)
– เวลาพูดอย่าเกาหูได้ไหม (รุตม์: ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย คราวหน้าเลิกแน่นอนครับ!)
– พูดเร็วไปครับ คนที่รู้มาน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจ (รุตม์: เรื่องพูดเร็วยังแก้ไม่หายครับ แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ)
– มีความมั่นใจเพิ่มอีกหน่อยก็ดี (รุตม์: อาจจะประหม่าตรงที่ไม่เคยมีนักเรียนแบบนี้มาก่อนครับ) 
– เพิ่มเวลาได้ก็ดีครับ ไม่ก็ส่งข้อมูลคร่าวๆ มาก่อนก็ได้ครับ (รุตม์: คราวหน้าจะเผื่อเวลาให้มากกว่านี้ครับ)
– พี่รุตม์ตัวจริงดูแตกต่างจากในบล็อกมาก คาแรคเตอร์ในบล็อคอาจจะไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไหร่เพราะดูเข้าถึงยากเพราะด้วยการนำเสนอในรูปแบบบทความ หรือนิทานซึ่งแอบดูแปลก แต่พอมาเจอตัวจริงแล้วเข้าถึงได้มากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า ผมว่าถ่ายทอดคาแรคเตอร์ลงไปในบล็อกได้มากกว่านี้ครับ (รุตม์: น่าสนใจมากครับ จะลองปรับดูนะครับ)

ถ้าเพื่อนที่มีปัญหาเรื่อง Time Management มาถามว่าเขาควรลงคอร์สนี้หรือไม่ จะตอบว่า?

ควร: 14
ไม่ควร: 0

เต็ม 10 ให้กี่คะแนน?

8.9 (คะแนนเฉลี่ย)

 

IMG_2612

IMG_2590

IMG_2594

IMG_2606

IMG_2622

IMG_2623

IMG_2639

IMG_2644

IMG_2649

IMG_2647

IMG_2660

คนเอาแต่ให้

20170807_givers

Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Give and Take และอาจารย์ด้าน Management ที่ Wharton (หนึ่งในมหาลัยที่ดังที่สุดในโลกด้าน MBA) กล่าวไว้ว่า โลกนี้มีคนอยู่สามประเภทคือ Givers, Takers, และ Matchers

Givers คือคนประเภท “พี่นี้มีแต่ให้” ใครติดขัดอะไรก็ช่วย อาสาสอนคนนั้นคนนี้ และเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ

ส่วน Takers คือคนที่ชอบ “ได้มา” มากกว่า “ให้ไป” จะคบกับใครหรือทำอะไรก็เพราะว่าหวังผลประโยชน์จากคนๆ นั้น แต่เวลาคนอื่นมาขอให้ช่วยอะไร เขาจะไม่ค่อยยอมทำให้

สุดท้าย Matchers คือคนที่ปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าอยู่ในวง Givers เขาก็จะเป็น Givers ด้วย และถ้าเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่คนส่วนใหญ่เป็น Takers เขาก็จะกลายเป็น Takers ไปด้วย

หนึ่งในสิ่งที่ Adam Grant ค้นพบจากงานวิจัยของเขาก็คือ ในบรรดาคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น จะมีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติ (Givers are over-represented among the people who are least successful) ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าคนเหล่านี้มัวแต่เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเสียจนทำงานของตัวเองไม่เสร็จ สุดท้ายก็เลยต้องอยู่ดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เลยยิ่งทำให้ผลงานออกมาไม่ดี

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกถึงตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานคนไหนรึเปล่าครับ?

ที่น่าสนใจก็คือ Adam Grant ยังพบอีกว่า ในกลุ่มของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนั้นก็มีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติเช่นกัน!

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ใจดี+ใจกว้าง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็รุ่งสุดๆ ไปเลย (people who are generous were the most likely to fail big and succeed big)

แล้วความแตกต่างระหว่าง Givers ที่ล้มเหลวกับ Givers ที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?

Givers ที่ล้มเหลวคือคนที่ใครมาขอให้ช่วยอะไร ก็หยุดงานที่ตัวเองทำ แล้วเอาเวลาไปให้เขาเสียหมด

แต่ Givers ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะคำนึงถึงคำถาม Who/When/How

Who – คนที่มาขอให้ช่วยนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือแค่ไหน และคนๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเอาเปรียบเรารึเปล่า

When – เราได้บล็อกเวลาอย่างเพียงพอเพื่อที่จะทำงานของตัวเองให้เสร็จรึยัง แล้วเราพร้อมจะให้เวลาคนที่เราจะช่วยแค่ไหน

How – เราจะช่วยคนๆ นี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในตอนนี้และในอนาคต

คนไทยส่วนใหญ่นั้นใจดี แต่ก็มีบางคนที่เป็น takers ถ้าเรามัวแต่เป็นคน”เอาแต่ให้จนตัวตาย” คงไม่ใช่เรื่องที่แฟร์สำหรับเราและครอบครัวเท่าไหร่

มาเรียนรู้ที่จะเป็น Givers ที่ชาญฉลาดกันดีกว่า

จะได้เป็นทั้งคนที่น่ารักและประสบความสำเร็จครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Successful Givers, Toxic Takers, and the Life We Spend at Work

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานปีนเขา

20170615_climbmountains

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เขาพยายามศึกษาหาความรู้ในศาสตร์หลายๆ แขนง แต่ทว่าในอาชีพการงานกลับมีความสำเร็จเพียงระดับหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าไปถึงยังจุดที่ตนเองหวังไว้ได้ เขาขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เซน

เมื่ออาจารย์เซนได้รับฟังปัญหาของชายหนุ่ม กลับไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมา เพียงแต่เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มรับประทานอาหารเจด้วยกันที่วัด บนโต๊ะเรียงรายไว้ด้วยอาหารเจละลานตานับร้อยชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาจึงได้พยายามลิ้มลองอาหารเหล่านั้นให้ครบทุกอย่าง ต่อเมื่อรับประทานครบ จึงค่อยวางตะเกียบและรู้สึกว่าตนเองอิ่มเกินไป

อาจารย์เซนถามว่า “อาหารที่ท่านรับประทานลงไปนั้นมีรสชาติเช่นไรบ้าง?”

ชายหนุ่มตอบด้วยความลำบากใจว่า “มีรสชาติร้อยพัน ยากที่จะจำแนกแยกแยะ สุดท้ายรู้สึกแค่เพียงว่ากระเพาะขยายอย่างยิ่ง”

อาจารย์เซนถามต่อไปว่า “เช่นนั้นแปลว่าท่านรู้สึกสบายดีและพอใจใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มตอบว่า “มิใช่ กลับทรมานอย่างยิ่ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง ก็เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดจา

วันต่อมาอาจารย์เซนชวนชายหนุ่มปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เมื่อทั้งสองปีนขึ้นไปถึงกลางทาง ชายหนุ่มได้พบกับหินคริสตัลสีสดสวยแวววาวมากมาย จึงเกิดความอยากได้ และเก็บหินเหล่านั้นใส่ย่ามของตนจนเต็มแน่น แต่น้ำหนักของหินที่มากเกินไปทำให้เขาไม่สามารถปีนขึ้นไปต่อได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตัดใจทิ้งคริสตัลเหล่านั้น

ขณะที่ยืนลังเลอยู่กลางทางนั้นเอง อาจารย์เซนจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านควร “วางลง” ได้หรือยัง? มิเช่นนั้นจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร?”

เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง ก็พลันกระจ่างแจ้งในใจ สองมือวางก้อนหินเหล่านั้นลง พลางป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดภูสูงได้สำเร็จ จากนั้นจึงกราบลาอาจารย์เซนเดินทางกลับ เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชายหนุ่มก็ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังไว้


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : ได้อย่างเสียอย่าง