เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก

20170715_whatyoulove

และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่เรายอมให้มากวนใจเราได้

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

– Robert Anton Wilson

คนที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อหรือความยึดมั่นในอะไรบางอย่าง

Bill Gates อยากให้บ้านทุกหลังมีคอมพิวเตอร์

Steve Jobs นำความงามและความง่ายมาสู่เทคโนโลยี

Mark Zuckerberg อยากทำให้ทุกคนในโลกนี้ติดต่อกันได้

และ Elon Musk ที่สร้าง SpaceX เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งโลกนี้มันอยู่ไม่ได้จริงๆ มนุษยชาติก็ยังมีดาวอังคารเป็น “แผนสอง”

ความเชื่อ – ความฝัน – ความรัก

สามคำนี้เป็นพี่น้องกัน

ดูอย่างเพลงของพี่ตูนบอดี้แสลมที่มักจะมีสามคำนี้โผล่มาเสมอ

ความฝันของเราคงไม่ต้องใหญ่เท่าสตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเราควรจะมีความฝันบางอย่างที่จะผลักดันให้เราได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

บางคนอาจฝันเขียนบล็อกที่มีคนอ่านเป็นหมื่น

บางคนอาจฝันทำเพลงที่มีคนร้องตามได้เป็นแสน

บางคนอาจฝันทำแอ็ปพลิเคชั่นที่มีคนใช้เป็นล้าน

ยิ่งความฝันมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ การกระทำและตัวตนของเราก็จะต้องใหญ่ตามไปด้วย

แต่ต่อให้ฝันใหญ่แค่ไหน ทุกคนก็มีจุดอ่อน

บางคนอาจใจร้อน บางคนอาจขี้น้อยใจ บางคนอาจขี้อิจฉา บางคนอาจคิดมาก

หากอยากจะมีเวลาและพลังไปจัดการกับสิ่งที่เราเชื่อ ก็ต้องระวังที่จะไม่สูญเสียมันไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้างานที่เราทำอยู่ในสปอตไลท์ ก็ย่อมต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา คำถามคือเราจะยอมให้คำเหล่านั้นมีผลกับเราแค่ไหน

เราจะหัวเสียจนไม่เป็นอันทำงานเลยรึเปล่า เราจะยอมเปลี่ยนแนวทางเพื่อเอาใจคนกลุ่มนี้รึเปล่า หรือเราจะแค่มองมันอย่างขำๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่เราเชื่อต่อไป?

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่กวนใจเราได้

อย่าปล่อยให้อะไรมากวนใจเราง่ายๆ นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานลิงเกลียดกะปิ

20170714_monkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ใครที่มาจากต่างจังหวัดหลายคนจะรู้ว่าเจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิต

คนที่อยากจะแกล้งลิงก็จะเอากะปิไปทาที่มือลิง เจ้าลิงก็จะเอามือมาดม เมื่อพบว่ามีกลิ่นกะปิที่ไม่ชอบติดอยู่ มันก็จะถูมือไปกับสิ่งต่าง ๆ จนเลือดไหลท่วมมือ

ถามว่าสิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหลคือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง

เจ้าลิงไม่เคยฝึกตามรู้จิตใจตัวเอง มันจึงไม่รู้ว่า ตัวมันนั่นเองที่หยิบกะปิมาดมตลอดเวลา แล้วความเกลียด ความอยากผลักไสของมัน ก็ทำร้ายตนเองอย่างแสนสาหัส

คนที่แกล้งลิงอาจจะหัวเราะเยาะว่าลิงโง่ แต่เราทุกคนก็เคยเป็นเหมือนตัวลิง ที่หยิบกะปิมาดม ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว

เหมือนกับคำพูด การกระทำ เหตุการณ์ที่เราไม่ชอบใจ อาจจะจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่ตัวเรานี่แหละที่หยิบคำพูดการกระทำ เหตุการณ์นั้น ๆ มาเปิดดู เปิดฟังในหัวเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เหมือนกับคนอื่นเขาแทงเราได้แค่เพียงครั้งเดียว แต่ตัวเรานี่แหละ ที่หยิบมีดด้ามนั้นมาแทงตัวเราเอง ไม่ยอมจบ ไม่ยอมวาง

ถ้าเราเฝ้าสังเกตจิตใจตัวเอง เราจะรู้ทันทีที่ใจหยิบมีด หยิบความคิดมาทิ่มแทงตัวเอง

เมื่อฝึกตามรู้ ตามดู ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เราจะพบว่า ความคิดร้าย ๆ ความทรงจำที่ทิ่มแทงเข้ามาตลอดเวลา ห้ามไม่ได้ บังคับควบคุมไม่ได้

ได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งคือ ตัวเราเอง เรายังควบคุมบังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น หรือเหตุการณ์อื่น ที่เราอยากให้เป็นอย่างใจเราตลอดเวลา

—–

ขอบคุณนิทานจาก ลิงกับกะปิและมีดปักใจ หนังสือเข็มทิศชีวิต  โดยคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง (โพสท์ลง Gotoknow.org โดยนายวาโย)

ป.ล.หนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 กับ 2 เป็นหนังสือที่ดีมากครับ แต่เล่มหลังๆ ผมอ่านแล้วไม่ชอบเท่าไหร่

อย่าเพิ่งกินกบ

20170712_donteatthatfrogyet

เมื่อวานผมเขียนบทความเรื่อง “กินกบตัวนั้นซะ” ที่บอกว่า ทุกเช้าเราควรจะเลือกเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำก่อน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ willpower เราอยู่สูงที่สุด และถ้าเรากินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดสำเร็จแล้ว กบตัวอื่นๆ ก็จะดูน่ารักขึ้นมาทันที

แต่บางคนก็ไม่ได้จิตแข็งขนาดที่จะกินกบตัวใหญ่ได้ทุกเช้า

วันนี้เลยมานำเสนออีกหนึ่งทางเลือกครับ

นั่นคือเลือกทำงานเล็กๆ ก่อนซักสองสามชิ้น ให้เป็น quick wins

Quick wins คืองานง่ายๆ ใช้เวลาทำ 5-15 นาทีก็เสร็จ เช่นส่งเมลตามงาน หรือเซ็นอนุมัติเอกสาร หรือเดินไปอัพเดตงานกับเพื่อนร่วมทีม อะไรก็ได้ที่ใช้สมองน้อยๆ และจบได้ไวๆ

การได้ทำงานง่ายๆ ให้เสร็จก่อน ถือเป็นการวอร์มอัพ และเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่า วันนี้มันจะไปได้สวย

พอเครื่องเริ่มร้อนแล้วจึงค่อยหยิบงานชิ้นใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุดขึันมาทำ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

กินกบตัวนั้นซะ

20170712_eatthatfrog

ความเดิมตอนที่แล้ว willpower หรือความสามารถในการควบคุมจิตใจเรานั้นมีขีดจำกัด ยิ่งเราตัดสินใจบ่อยแค่ไหน willpower ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ

หนังสือ Eat That Frog ของ Brian Tracy ซึ่งเป็นหนังสือด้าน productivity ขึ้นหิ้งเล่มหนึ่ง ก็เข้าใจความจริงข้อนี้ เขาเลยออกกฎง่ายๆ ว่า

ในแต่ละวัน ให้กินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดก่อน

กบตัวที่น่าเกลียด ก็คืองานที่เราไม่อยากทำที่สุด

มีหลายเหตุผลที่เราควรเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำเป็นอย่างแรกของวัน

– บ่อยครั้ง กบตัวที่น่าเกลียดที่สุด มักจะเป็นงานที่สำคัญและส่งผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน

– ตอนเช้า เข็มพลัง willpower ของเรายังเต็มอยู่ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการกินกบตัวนี้

– ถ้าไม่ยอมกินกบตัวนี้ในตอนเช้า ตกบ่าย willpower ของเราก็จะลดต่ำจนเราไม่มีใจไปกินกบตัวนั้นแล้ว ทำให้การกินกบตัวนี้ต้องล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

– ถ้าเช้านี้เรากินกบตัวใหญ่ตัวนี้ได้แล้ว งานอื่นๆ ที่เหลือของวันก็จะดูเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที

แต่หลายคนก็กังวลว่า กบหน้าตาน่าเกลียดขนาดนั้น ตัวโตขนาดนั้น จะไปกินอย่างไรไหว

คำตอบคือ “กินทีละคำ” ครับ

ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับ “กฎ 5 นาที” ที่ผมเขียนไว้เมื่อวันเสาร์ ว่าหากเราอยากจะเริ่มทำอะไร ให้บอกกับตัวเองว่าจะทำมันแค่ 5 นาทีพอ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองคิดดูนะครับว่า อะไรคือกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดที่คุณจะต้องกินในวันนี้

แล้วใช้ willpower ที่ยังมีอยู่เต็มแม๊กซ์จัดการมันเลย

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times