อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 5

20151119_Day5

ต้องขออภัยที่เขียนตอนนี้ช้าไปหน่อย เพราะวันที่ห้าในลอนดอนคือวันพฤหัสฯ ที่ต้องเดินทางกลับไทยครับ

 

คืนสุดท้ายผมไปพักย่าน London Paddington โดยโรงแรมที่ไปนอนชื่อว่า Tune Hotel

โรงแรมในเครือนี้มีจุดขายตรงทำเลที่ดีมากและราคาที่ไม่แพง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยห้องที่เล็กและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

ผมจองโรงแรมนี้ผ่าน Agoda ในราคาหกพันกว่าบาท (ไหนว่าถูกไง!?) มารู้ทีหลังว่าราคานี้รวมสิ่งอำนวยความสะดวกไปเกือบหมดแล้ว ที่ขาดไปอย่างเดียวคือเวลาเช็คเอาท์ที่ค่อนข้างเร็วคือ 10 โมงเช้า (ถ้าจะเลทเช็คเอาท์เป็นบ่ายโมงต้องจ่ายเพิ่มอีก 15 ปอนด์) และถ้าเช็คเอาท์แล้วจะฝากกระเป๋าเอาไว้ก็คิดใบละ 2.5 ปอนด์

ห้องพักสะอาดเรียบร้อยดีครับ แม้จะเล็กแต่ก็มีครบทุกอย่าง ได้มีโอกาสชาร์จแบตร่างกายหลังจากต้องใช้พลังกับงาน Trust Women Conference ไปไม่น้อย

ค่ำวันพุธผมมีนัดเจอกับเพื่อนร่วมงานฝรั่งที่อยู่ที่นี่ ผมก็เลยถามเขาว่าถ้าเช้าวันพฤหัสผมมีเวลาสองชั่วโมง ผมควรจะเดินเล่นที่ไหนดี เพื่อนเขาเลยแนะนำมาสองที่คือ Hyde Park หรือไม่ก็ Little Venice ซึ่งทั้งสองแห่งนี้สามารถเดินจากโรงแรมไปได้เลย

ผมเลือกที่จะไป Little Venice สิบโมงเช้าเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าเอาไว้ที่โรงแรมหนึ่งใบ ส่วนเป้ก็สะพายไปเอง

ช่วงที่เดินเล่น อากาศก็เป็นใจมาก อุณหภูมิ 11 องศา มีฝนตกและรมก็แรงใช้ได้ เดินเสร็จแล้วจึงแวะเข้า Marks & Spencer และ Tesco เพื่อซื้อของสองสามชิ้นกลับไทย

เที่ยงนิดๆ ก็ต้องกลับมาโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานี Paddington บินออกจาก Heathrow ตอนบ่ายสาม และกลับถึงไทยตอน 9.20 เช้าวันศุกร์ครับ

อานนฯ อินลอนดอนจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ ไว้ถ้าปีหน้าได้ไปเที่ยวไหนอีกจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

20151119_100030

ด้านหน้าโรงแรม

20151119_095839

จะเอาอะไรคิดตังค์เพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

20151118_233134

ห้องเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้าน

20151119_101350

ทางผ่านก่อนถึง Little Venice

20151119_101628

ป้าย Little Venice

20151119_10284020151119_10471520151119_102554

20151119_100636

จักรยานเช่า

20151119_105146

ถังขยะแยกประเภท

20151119_112300

คนอังกฤษก็ดราม่าเป็น

20151119_134130

ที่สนามบินมีบอกด้วยว่าแถวไหนคิวยาวคิวสั้น

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 4

20151119_Day4

 

วันนี้เป็นวันที่สองและเป็นวันสุดท้ายของการประชุม Trust Women Conference ครับ

โดยวันนี้ธีมหลักคือเรื่องการค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาส (modern day slavery)

จากที่เคยบอกไปเมื่อวานว่าทั่วโลกมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของ slavery มีถึง 36 ล้านคน

โดย 70% ของแรงงานทาสนั้นกระจุกตัวอยู่แค่ 10 ประเทศเท่านั้น

ที่หนึ่งคืออินเดีย แล้ววิทยากรก็ไล่พูดที่สอง ที่สามไปเรื่อยๆ ผมก็นั่งลุ้นว่าเขาจะไม่พูดถึงประเทศไทย

ปรากฎว่าพี่ไทยมาเป็นอันดับ 10 พอดี!

แรงงานทาสส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะอยู่ในการประมง (fishing industry) การใช้แรงงานทาสนั้นแพร่หลายมาก จนมีคนประมาณการว่า ถ้าไม่มีแรงงานเหล่านี้ ธุรกิจประมเงในเมืองไทยอาจล้มได้เลยทีเดียว

อีกหัวข้อหนึ่งที่สนุกมากคือ Cleaning the supply chain of slave labour – การดูแลแหล่งที่มาที่ไปของสินค้าให้ปราศจากการใช้แรงงานทาส

โดยการคุยแบบ panelist มีตัวแทนจากธุรกิจใหญ่ๆ อย่างเนสท์เล่ และเทสโก้มาถกกับ NGO เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการทำกำไรและการส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน (ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น)

แต่ก็อีกนั่นแหละ ผู้บริโภคเองก็เคยตัวกับการอยากได้ของราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเราอาจลืมไปว่ายิ่งเราได้ของถูกลงเท่าไหร่ คนผลิตก็โดนรีดไถมากขึ้นเท่านั้น

ช่วงห้าโมงเย็นคือช่วง Trust Women Actions ที่จะมีโปรเจ็คขึ้นมานำเสนอห้าโปรเจ็คและคนที่มาร่วมงานก็สามารถเลือกได้ว่าจะช่วยเหลือโปรเจ็คเหล่านี้ได้อย่างไร เช่นแชร์ข้อมูล บริจาคเงิน หรือช่วยเชื่อมโยงให้ได้พบกับคนหรือองค์กรที่จะช่วยให้โปรเจ็คเหล่านี้เกิดขึ้นได้

Trust Women Actions อาจจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในงาน Conference เลยก็ว่าได้ เพราะโฟกัสทีการกระทำมากกว่าแค่มานั่งคุยกันเสร็จแล้วก็ต่างคนต่างกลับบ้านไป

ก่อนจะจบงานมีการมอบรางวัล Trust Women Anti-Trafficking Hero ให้กับองค์กรที่หาญกล้าต่อกรกับการค้ามนุษย์

มีผู้เข้ารอบสี่องค์กร และองค์กรที่ได้รางวัลนี้ไปคือองค์กร Blue Dragon ของเวียดนาม โดยองค์กรนี้ได้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ถูกหลอกไปขายบริการมาแล้วถึงสี่ร้อยกว่าราย ผมในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปแสดงความยินดีกับ Van Ngoc Ta ซึ่งเป็น Chief Lawyer ให้กับองค์กรนี้

—–

งาน Trust Women Conference ช่วยให้ผมเปิดโลกทัศน์อะไรมากมาย

และประโยคหนึ่งจากการประชุมครั้งนี้ที่จะติดตัวผมไปอีกนานก็คือ

You can change the world, and if you can you must try.

เราเปลี่ยนโลกได้ และถ้าเราทำได้เราก็ต้องลองดูซักตั้งครับ

—–

ป.ล. รูปขวดน้ำที่มาประกอบอาจไม่เกี่ยวกับงาน Conference เท่าไหร่ เพียงแต่ผมเห็นว่าน่าสนใจดีที่ที่อังกฤษใช้ขวดแก้วในการใส่น้ำเปล่า ดูดีและรีไซเคิลได้ด้วย

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 18 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 3

20151117_London3

วันนี้เป็นวันแรกของงาน Trust Women Conference ครับ!

งานนี้จัดขึ้นโดย Thomson Reuters Foundation โดยมีเป้าหมายคือ “Putting the rule of law behind women’s rights” หรือการสร้างหลักนิติธรรมให้กับสิทธิสตรีนั่นเอง

นี่เป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ส่วนใหญ่เป็น NGO และ Social Enterprise (กิจการเพื่อสังคม) ที่ดูแลเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิของเพศหญิงครับ

นอกจากเรื่องสิทธิสตรีแล้ว การประชุมนี้ยังเน้นเรื่องการลักลอบค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาสยุคใหม่ (modern-day slavery) ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เชื่อมโยงกันหมดเลย

เมื่อผู้หญิงไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย จึงถูกขายเหมือนสินค้า และคนที่ซื้อไปก็เอาผู้หญิงเหล่านี้ไปปู้ยี่ปู้ยำเยี่ยงทาส

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจากการประชุมวันนี้ครับ

ธุรกิจค้ามนุษย์มีมูลค่าถึงปีละ 150,000 ล้านดอลลาร์ หรือสามเท่าของรายได้ของแอปเปิ้ล (50,000 ล้านดอลล่าร์) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในโลกใบนี้มีคนถึง 36 ล้านคนที่ถูกกระทำเยี่ยงทาส (ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนหรือถ้าได้ก็น้อยมากๆ)

แม้จะมีคนถูกค้าเป็นทาสเยอะขนาดนี้ แต่คนที่ทำธุรกิจค้าขายมนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่เคยถูกนำมาลงโทษเลย

มีคนถึง 774 ล้านคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สองในสามนั้นเป็นเพศหญิง

ทุกๆ ปีจะมีเด็กผู้หญิงอายุไม่เกิน 18 ปี แต่งงานถึง 15 ล้านคน

ถ้าเราสามารถช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือจนจบม.ปลาย ตัวเลข 15 ล้านคนจะลดลงถึงสองในสาม

ใน 26 ประเทศ โอกาสที่เด็กผู้หญิงจะได้แต่งงานตั้งแต่เด็กนั้นสูงกว่าโอกาสที่เธอจะได้เรียนหนังสือ

เงินเพียง $240 ต่อปี ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กผู้หญิงในประเทศอย่างไนจีเรียสามารถเรียนหนังสือต่อไปได้

หนึ่งในคนที่มาพูด (เธอมาจากไนจีเรีย) เล่าให้ฟังว่าเธอต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวันเพื่อไปขายผักในตลาด จะได้มีเงินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในการไปโรงเรียนของเธอ

ผู้หญิงอีกคนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ตาของเธอตัดสินใจให้แม่และน้าของเธอได้เรียนหนังสือ คุณตาถูกคุณทวดไล่ออกจากบ้าน เพราะในสังคมของเธอนั้น การส่งผู้หญิงเรียนหนังสือเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เพราะคุณค่าของผู้หญิง (ในสังคมนั้น) คือการเป็นเมียและแม่

ในอัฟกานิสถาน เหตุผลหลักที่เด็กผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ก็คือที่โรงเรียนมีคุณครูผู้หญิงไม่เพียงพอ (คาดว่าสังคมคงไม่ยอมรับการให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือกับครูผู้ชาย)

เมื่อสิบปีที่แล้ว กษัตริย์แห่งประเทศภูฐาน มีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนจะสละราชบัลลังค์ให้กับเจ้าชายจิกมี่ที่เรารู้จักกันดี

ก่อนหน้าจะเปลี่ยนแปลงระบอบ ภูฐานไม่จำเป็นต้องมีทนาย แต่เมื่อเปลี่ยนระบอบแล้ว จึงจำเป็นต้องสร้าง Law School โดยได้บริษัท White & Case LLP ของ Hugh Verrier (ที่มาพูดในงานนี้) ช่วยเข้าไปสร้างให้ โดย Law School ของภูฐานจะเปิดทำการในอีกสองปีข้างหน้า

จริงๆ ยังมีเนื้อหาอีกมากมายที่ผมไม่ได้จดมา เพราะช่วงบ่ายต้องไปช่วยทีมงานที่ดูแลแสงสีเสียงในการกรองข้อมูลจาก Twitter และ Instagram ที่ใช้แฮชแท็ก #TWC2015 แล้วนำขึ้นจอในงาน  ก็เลยไม่ได้จดอะไรมามาก

20151117_122133

แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้คือคำพูดของ Christianne ฺBoudreau คุณแม่ชาวแคนาดาที่ลูกชายโดนชักชวนเข้ากลุ่ม IS (Islamic State) เมื่อปี 2012 และเสียชีวิตขณะเป็นนักรบให้กับกลุ่ม IS เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

เมื่อโดนถามว่าลูกชายถูกชักชวนเข้า IS ได้อย่างไร คริสเตียนบอกว่า IS บอกลูกชายว่าจะให้ไปช่วยงานด้านดูแลเด็กและผู้หญิงที่โดนกดขี่ ซึ่งเป็นตลกร้ายพอดู เพราะสิ่งที่ IS ทำในช่วงสองปีที่ผ่านมานี่มันช่างตรงข้ามกันอย่างยิ่ง

เธออธิบายว่า คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยตกลงใจจะเข้ากลุ่ม IS เพราะต้องการหาความหมายให้ชีวิต (finding a purpose in life) แต่เธอเองในฐานะแม่ ก็ผิดพลาดที่ไม่สามารถทำให้ลูกของเธอเจอ purpose ได้ จนลูกของเธอเตลิดไปเข้ากลุ่มแบบนี้

Charlie Winter บอกว่า IS ชักชวนคนเข้ามาร่วมกลุ่มด้วยการบอกว่า IS กำลังจะสร้าง Utopia (แดนพระศรีอาริย์) ที่ทุกคนจะเท่าเทียมกันและทุนนิยมจะถูกลบล้าง นอกจากนั้นการเข้าร่วมมิชชั่นนี้ยังจะช่วยให้ “หลุดพ้น” (Deliverance) อีกด้วย

ทุกอย่างมีที่มาที่ไปจริงๆ

ต้องขอตัวไปนอนก่อนนะครับ เที่ยงคืนแล้ว

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 17 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 2

20151117_London2

 

มาดูไฮไลท์ประจำวันที่สองของการมาเยือนลอนดอนกันดีกว่า
  • บริการขัดรองเท้า
  • อาหารเช้า
  • เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters
  • งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

บริการขัดรองเท้า
เมื่อคืนนี้บนเตียงผมมีถุงที่ชี้ชวนให้เอารองเท้าหนังผมใส่เข้าไป เอาไปแขวนไว้หน้าห้องก่อนตี 1 แล้วเขาจะเอารองเท้าไปขัดให้

ที่สำคัญคือเขาทำให้ฟรี!

เจออย่างนี้เลยต้องขอลองซะหน่อย ผมทำตามสเต็ปที่เขาว่ามา แล้วพอตื่นเช้ามาก็เห็นโน๊ตนี้สอดอยู่ใต้ประตู

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จก็แวะไปเอารองเท้าที่ Concierge ก็จะได้รองเท้ามันวาวให้เราได้ใส่กันครับ

20151115_20343320151116_07281920151116_08413620151116_095949

—–
อาหารเช้า
ประทับใจมากกับห้องอาหารของโรงแรม เพราะอยู่ตรงใจกลางตึกที่ออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ มองขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาตึกเลย

ส่วนอาหารก็จัดซะน่ากิน เสียดายที่ค่าอาหารไม่ได้รวมอยู่ในค่าโรงแรมเลยต้องจ่ายเพิ่ม วันนี้ได้ความรู้ใหม่ว่า ยาคูลท์ ก็มีขายในอังกฤษด้วย!

สิ่งที่เพิ่งสังเกตก็คือ พนักงานในโรงแรมส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อคืนคนที่มาส่งผมที่ห้องก็เป็นชายที่มีเชื้อจีน เช้านี้คนเสิร์ฟอาหารก็น่าจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก แถมตอนเย็นผมกลับมาโรงแรมคนเปิดประตูก็หน้าคล้ายคนไทยมาก! (แต่ไม่ได้ทักเค้านะครับ)

ผมมาลองคิดภาพว่าถ้าโรงแรมแลนด์มาร์คในเมืองไทยใช้คนจากประเทศเพื่อนบ้านมาบริการ คนไทยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร…

—–

เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters

กลับมาถึงห้องว่าจะอาบน้ำ แต่พอดีแม่บ้าน (ซึ่งเป็นคนดำ) มาทำความสะอาดห้องพอดีเลยนั่งทำงานรอ

อาบน้ำเสร็จก็ออกจากห้องตอน 9.45 เพื่อไปพบเพื่อนชื่อแบงค์ที่ออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ

ผมเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Baker Street แล้วขึ้นสาย Jubilee Line

รถสายนี้แคบใช้ได้เลย ถ้านั่งเหยียดขา ก็จะไปโดนคนที่นั่งตรงกันข้าม และด้วยความที่รถแคบขนาดนี้จึงไม่มีใครมายืนตรงทางเดินระหว่างที่นั่งเลย

ผมนั่งรถมาลงสถานี Canary Wharf ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของลอนดอน

Canary Wharf นั้นอยู่ใกล้กับ Greenwich มาก ดูจากใน Google Maps แค่ล่องใต้มา 4-5 กิโลเมตรก็จะถึง Greenwich (ออกเสียงว่ากรีนิช) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเส้นเมริเดียน หรือเส้นลองติจูดที่ศูนย์นั่นเอง (ทุกคนน่าจะรู้ว่าเวลาในเมืองไทยคือ GMT+7 ซึ่งคำว่า GMT ย่อมาจาก Greenwich Mean Time)

จากนั้นก็ลองสุ่มๆ เดินหาออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ดู เดินเข้าไปถามรปภ.ที่ยืนอยู่หน้าตึกหนึ่งว่า ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์อยู่ตรงไหน เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่พอผมเดินไปอีกแค่ 20 เมตรก็เจอออฟฟิศแล้วครับ!

หลังจากรายงานตัวที่รีเซ็ปชั่นเสร็จแล้ว เพื่อนที่ชื่อแบงค์ก็ลงมารับ

เข้าออฟฟิศไปสิ่งแรกที่เห็นคือรูปปั้นของ Paul Julius Reuter ผู้ก่อตั้งบริษัท Reuters เมื่อปี 164 ปีที่แล้ว

สิ่งที่สองที่เจอคือ Eikon Design Lab ที่นี่เราจะเชิญลูกค้า Thomson Reuters Eikon เข้ามาพูดคุยเพื่อถามฟีดแบ็ค และให้ใช้โปรดักท์ของเราเพื่อให้เราสังเกตพฤติกรรมว่าเวลาลูกค้าใช้โปรดักท์ของเราจริงๆ เขาใช้งานอย่างไร คลิ้กอะไรก่อน ตามองไปที่ตรงไหนของจอเยอะที่สุด (มีเซ็นเซอร์จับ) ฯลฯ

เสียดายที่วันนี้แล็บไม่เปิดเลยไม่มีโอกาสเข้าไปดู

20151116_10363720151116_10364820151116_13382220151116_13374820151116_133627

พอแบงค์พาเข้าไปในส่วนของออฟฟิศ ก็ได้เห็นออฟฟิศที่ค่อนข้างแปลกตา คือเป็น Open Floor Plan จัดโต๊ะเป็นแถวๆ ประมาณสิบกว่าแถว โดยแต่ละแถวมีโต๊ะสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งก็เรียบร้อยไปอีกแบบ แต่ผมว่ามันๆ แข็งๆ ไปนิดนึง

ไปถึงก็เจอกับเพื่อนจากเมืองไทยอีกคนคือโน๊ต ทั้งโน๊ตและแบงค์เคยทำงานที่ออฟฟิศเมืองไทยมาก่อน และเมื่อสองปีที่แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ เป็น development manager ทั้งคู่

ผมไปถึง 10.40 แล้ว และทั้งสองคนก็มีประชุมตอน 11 โมง แบงค์ออกไอเดียว่าไปหากาแฟดื่มกันดีกว่า จึงคว้าเสื้อโค้ทและออกจากออฟฟิศอีกครั้ง มื้อนี้โน๊ตอาสาเลี้ยงกาแฟ ไปถึงร้านก็เห็นคนเข้าคิวอยู่ยาวเหยียด (ไม่น่าต่ำกว่า 15 คน) จนผมคิดในใจว่าเปลี่ยนร้านดีกว่ามั้ย แต่แบงค์กับโน๊ตก็ไม่เห็นดูสะทกสะท้านซักนิด

ยืนรอในคิวแป๊บนึงจึงได้คำตอบ เพราะมีเด็กเสิร์ฟเดินมาถามว่าสั่งอะไร แล้วเขาก็คีย์เข้าเครื่อง ระหว่างนั้นคิวก็เริ่มไหลไปเรื่อยๆ ประมาณห้านาทีก็ได้จ่ายตังค์ จ่ายเสร็จรอไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ได้กาแฟเลย

(ป.ล.จริงๆ แล้วผมไม่กินกาแฟ บอกแบงค์ไปว่ากินฮ๊อตช็อคโกแล็ตละกัน แต่แบงค์คงไม่ได้ยินเลยสั่ง Flat Whites ไปสามแก้วเลย)

ระหว่างรอกาแฟได้ความรู้ใหม่สองอย่าง ผมถามโน๊ตกับแบงค์ว่าค่าที่พักที่นี่แพงมั้ย แบงค์จ่าย 1000 ปอนด์แต่แชร์กับเพื่อน (ถ้าอยู่คนเดียวก็คงมากกว่านั้น) ส่วนโน๊ตจ่ายประมาณ 1500 ปอนด์เพราะพาครอบครัวมาด้วย

โน๊ตบอกว่าให้ลูกเรียนที่นี่เลยเพราะที่อังกฤษเรียนฟรี

เราเดินคุยกันมาตลอดทางจนเข้าออฟฟิศ และเจอรีเซ็ปชั่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาชิดปาก ส่งสัญญาณให้เราเงียบ หันไปดูจึงพบว่าตอน 11 โมงเช้า ทุกคนในอังกฤษนัดยืนไว้อาลัย 1 นาทีให้กับเหตุการณ์เลวร้ายในกรุงปารีส (มีการถ่ายทอดสดผ่าน BBC ด้วย)

โชคดีโต๊ะข้างๆ ของโน๊ตว่าง ผมเลยนั่งทำงานรอไปพลางๆ พอเที่ยงกว่าก็ไปหาอะไรกินกัน โน๊ตบอกว่าดิ๊บบี้กลับมาที่โต๊ะแล้ว

ดิ๊บบี้คือน้องอีกคนที่ทำงานที่เมืองไทย ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่นี่ในตำแหน่ง senior product manager

ยังมีคนไทยจากทีมอื่นอีกสองสามคนที่ได้มาเป็นพนักงานประจำของที่นี่เหมือนกัน

อย่างที่เคยบอก คนไทยเก่งไม่แพ้ฝรั่งครับ

—–

ทั้งสามคนพาผมมากินร้านอาหารเม็กซิกันชื่อ Wahaca

แบงค์เสนอเมนู Wahaca Selection มากินกันสองคน (ราคา 22 ปอนด์) ซึ่งแม้จะแชร์กันแล้วก็กินไม่หมดอยู่ดีเพราะอาหารเยอะมาก!

เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง และได้ความรู้ใหม่ดังนี้

ธนาคารไม่ค่อยมีแบงค์ 100 ปอนด์ แบงค์ 20 ปอนด์จึงถือเป็นแบงค์ใหญ่ของเขาแล้ว เพราะคนส่วนมากมักจะใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต

พนักงานในออฟฟิศเดียวกันที่คบหากันจะไม่แสดงออก ไม่ใช่เพราะต้องการจะปกปิด เพียงแต่เขาต้องการรักษาความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน

และด้วยความที่เขาไม่ได้แสดงออกว่าเป็นแฟนกันนี่เองที่ทำให้แบงค์หน้าแตกถึงสองครั้งสองครา

ยกตัวอย่างเช่น

แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไร
Mr.A: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ ยูสนใจมั้ย
แบงค์: สนใจๆ บ้านยูอยู่แถวไหนน่ะ
Mr.A เปิด Google Maps ให้แบงค์ดู
(Ms B. เดินมา)
แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไรอ่ะ
Ms.B: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ
แบงค์: จัดงานปาร์ตี้เหมือน A เลยนี่ บ้านยูอยู่แถวไหนอ่ะ
(Ms.B ชี้ไปบน Google Maps ที่เปิดอยู่)
แบงค์: โหยยูสองคนบ้านอยู่ใกล้กันมากเลยนะ บลา บลา บลา
(A กับ B ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แบงค์มารู้เอาทีหลังจากเพื่อนว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาซักพักแล้ว)

Canary Wharf เคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน แต่รัฐบาลก็มาปรับปรุงพื้นที่ และเชื้อเชิญให้บรรดาธนาคารใหญ่ๆ และบริษัทวาณิชธนกิจ ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยอาจเสนอค่าเช่าที่ถูกกว่าเดิมหรือการเอื้อประโยชน์ทางภาษี (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง) Canary Wharf จึงเป็นเหมือน “เมืองเกิดใหม่” ที่อายุแค่สิบปีนิดๆ เท่านั้น

แถวนั้นจะมี Fitness ของ Reebok (ที่ขายรองเท้านั่นแหละครับ) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฟิตเนสที่ดีที่สุดในยุโรป ดิบบี้กับแบงค์ก็ไปเล่นอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะไปกันตอนพักเที่ยงหรือบ่ายสอง เจ้านายไม่ว่าเพราะเขาสนใจว่าคุณทำงานเสร็จ ทำงานดีรึเปล่ามากกว่า

20151116_10414820151116_123618

—–

งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ของผมคือการไปร่วมงาน Scholars Event ซึ่งจัดอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge

นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับเล็กๆ สำหรับ เหล่า NGO และนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีที่ได้ทุนในการมาร่วม Trust Women Conference ในคราวนี้ ซึ่งมีประมาณ 60 คนจากผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 600 คน

หลังจากที่ทีมงานกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการซัก 15 นาที เวลาที่เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ คือการพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย

มองไปรอบตัวมีผู้ชายแค่ 4 คนเอง คนที่ผมได้คุยด้วยส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิง ยกตัวอย่างเช่น

Udragh จากมองโกเลีย ดูแลเด็กผู้หญิงที่ตั้งท้องตั้งแต่ยังวัยร่น
Shalia จากมองโกเลีย มุ่งสร้างผู้นำที่เป็นเพศหญิง
(จำชื่อไม่ได้) จากอัฟกานิสถาน ทำงานเกี่ยวกับการยับยั้งความรุนแรงในครอบครัว
Shree จากอินเดีย ป้องกันการค้ามนุษย์และบริการทางเพศ
Kriti จากอินเดีย ทำงานเรื่องคลุมถุงชน (เด็กบางคนอายุแค่ 10 เดือนก็โดนจับแต่งงานแล้ว!)

อีก 5 ชั่วโมง งาน Trust Women Conference จะเริ่มขึ้น

และผมจะเจอผู้หญิงเก่งๆ แบบนี้จากทั่วโลกอีกหลายร้อยคน!

ต้องรีบเข้านอนแล้วสินะ!

20151116_151444

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 16 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 3

20150604_Oldtraffrod3

(ใครเพิ่งเข้ามาอ่าน สามารถอ่านตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ได้ก่อนนะครับ)

หลังจากรู้ตัวว่าได้ตั๋วดูบอลแมนยู อาร์เซนอลเป็นที่แน่นอนแล้ว (แถมแมทช์ยังเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. ด้วย) ทำให้ผมต้องทำการเลื่อนตั๋วอีกครั้ง โดยแทนที่จะบินกลับเมืองไทยจากปารีสวันเสาร์ ก็เปลี่ยนเป็นบินกลับจากแมนเชสเตอร์เช้าวันจันทร์

ซึ่งหมายความว่าการมาเที่ยวยุโรปครั้งนี้ผมกับแฟนต้องลางาน 11 วัน วันลาของแฟนผมหมดเกลี้ยงเลย

จากนั้นเราก็จองที่พักในอังกฤษ โดยผมจองผ่าน http://airbnb.com (เปลี่ยนห้องว่างในบ้านคุณให้เป็นโรงแรม) และก็เลือกบ้านหลังนี้เพราะเขาบอกว่าสามารถเดินไปโอลด์แทรฟฟอร์ดได้ในเวลา 30 นาที และราคาก็สมเหตุสมผลครับ

2015-06-04_083308

เมื่อตั๋วเครื่องบินกับที่พักพร้อม ก็ทำการยื่นวีซ่า ซึ่งก็ลุ้นพอสมควร เพราะต้องทำวีซ่าใหม่ทั้ง Schengen และ UK เวลาเราเหลือไม่ถึงหนึ่งเดือน แถมเมษายนยังวันหยุดเยอะอีกด้วย

เราไปทำวีซ่าอังกฤษก่อน เพราะระเบียบวีซ่าเชนเก้นเขาจะระบุไว้เลยว่าถ้าไปประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศเชนเก้น ต้องไปทำวีซ่าประเทศเหล่านั้นให้เรียบร้อยก่อน

การทำวีซ่าที่อังกฤษก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่ต้องไปสถานฑูตเพราะเดี๋ยวนี้เขา Outsource ไปให้ VFS แล้ว ใครที่คิดจะทำก็เข้าไปดูกระทู้นี้ในพันทิปได้เลย

http://pantip.com/topic/31758151

ค่าทำวีซ่าบวกค่าธรรมเนียมของ VFS ตกประมาณสี่พันบาทครับ ต้องรูดบัตรเครดิตจ่ายออนไลน์ก่อนเลย

ตอนที่ไปยื่นก็เจอข้อเสนอที่ทำใจลำบาก คือเขาบอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 10-15 วันทำการ ถ้าอยากจะได้วีซ่าเร็วกว่านี้ เราสามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ได้ priority service ซึ่งจะทำให้ได้วีซ่าคืนภายใน 3-5 working days แต่เงินที่ต้องจ่ายเพิ่มคือคนละหกพันกว่าบาท แพงกว่าค่าทำวีซ่าอีก ผมก็เลยตัดสินใจไม่เอา (และต้องทนเครียดไปหลายวัน เพราะถ้าวีซ่าอังกฤษมาช้า วีซ่าเชนเก้นก็จะทำไม่ทันไปด้วย)

สุดท้ายผมได้วีซ่าอังกฤษภายในหัาวันทำการครับ!
เมื่อได้วีซ่ามาแล้ว ผมก็เข้าไปจองทัวร์ Man Utd Museum + Stadium tour ที่ลิงค์นี้ครับ https://shop.omniticket.com/muf/

ม้นมีให้เลือกด้วยว่าจะเอา Audio Guide สำหรับ Museum รึเปล่า ผมก็เลือกว่าเอา แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่ครับ

ผมจอง Stadium Tour รอบ 10.30 กะว่าตื่นเช้าขึ้นมากินข้าวชิวๆ ออกจากบ้านซักเก้าโมงครึ่งก็ไม่ถึงได้โดยไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

นอกจากนี้ ผมยังไปเดินดูเสื้อแมนยูที่ร้าน Terminal 21 แต่ติดอยู่สองอย่างตรงที่ราคามันสูงเอามากๆ (2700 บาท) และมันเป็นเสื้อรุ่นใหม่ที่มี Chevrolet เป็นสปอนเซอร์ซึ่งผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่ อยากได้เสื้อรุ่นฤดูกาล 97/98 มากกว่า

จึงตัดสินใจไปเดินหาเสื้อที่หลังสนามศุภแทน โดยได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากพี่เจค (พี่ที่ออฟฟิศที่เตะบอลด้วยกันบ่อยๆ)

หลังจากเข้าไปสามร้าน ก็เจอร้านที่ขายเสื้อรุ่น 97/98 แล้วผมก็ขอให้เขาปักชื่อ 7 – BECKHAM และ 11 – GIGGS ลงบนหลังเสื้อ เพื่อเตรียมไว้ใส่ในวันที่ดูบอล

—–

เมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเราก็ออกเดินทางสู่ยุโรป โดยแวะสวิตเซอร์แลนด์-ปารีส-ปราก ก่อนที่จะมาจบที่แมนเชสเตอร์ สามารถอ่านการเดินครั้งนี้ได้ใน ยูโรมโนสาเร่ทั้ง 14 ตอนครับ

—-

เราเดินทางไปถึงแมนเชสเตอร์เที่ยงวันศุกร์
มีนัดไป Stadium Tour วันเสาร์ 10.30
มีนัดดูบอลวันอาทิตย์ 14.00 (Kick-off 16.00)

และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง

เราตื่นนอนกันตอน 8.30 กะว่าจะออกจากบ้านซัก 9.30 แต่ดันทำอะไรชิวไปหน่อย ไม่ว่าจะอาบน้ำ กินข้าว ล้างจาน มารู้ตัวอีกทีก็เกือบ 10 โมงแล้ว!

แล้วผมก็เพิ่งนึกได้อีกอย่างหนึ่งว่า แฟนผมท้อง ไม่น่าจะสามารถเดินเร็วได้ ดังนั้นถ้าเดินไปอาจจะไม่ทัน 10.30 แล้ว เลยต้องเปิด Google Maps แล้วหาเส้นทางอื่นที่อาจจะเร็วกว่านั้น จึงเจอว่าถ้าเดินไปซัก 15 นาทีจะมีป้ายรถเมล์ให้เราขึ้นได้

เราไปถึงป้ายรถเมล์ตอน 10.15 แต่ก่อนหน้านั้นประมาณ 3 นาที รถสายที่จะพาเราโอลด์แทรฟฟอร์ดวิ่งผ่านไปแล้ว รถบัสคันถัดมาก็ใช้บัตร Megarider ไม่ได้ เลยต้องนั่งรถรถอไปอีก 10 กว่านาที กว่ารถจะมาก็ 10.35 นาทีแล้ว

รถวิ่งไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด โดยไปจอดทางทิศเหนือของสนามครับ

และนี่คือภาพแรกที่คุณจะเห็นตอนที่เดินเข้าประตู “โรงละครแห่งความฝัน” มาครับ

IMG_1941

พรุ่งนี้จะพาเข้าไปใน Stadium Tour นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Dailymail