ยูโรมโนสาเร่ตอนที่ 14

5 เรื่องเล่าจากเมืองแมนเชสเตอร์

แมนเชสเตอร์คือเมืองสุดท้ายสำหรับการเดินทางไปยุโรปของเราครั้งนี้ครับ

เหตุผลหลักก็คือการไปดูบอลที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซนอล ซึ่งเรื่องนี้ผมจะนำมาเล่าวันหลังครับ

วันนี้ขอเพียงนำความประทับใจเรื่องอื่นๆ จากแมนเชสเตอร์มาเล่าให้ฟังกันก่อน
1. เจอคนดังที่สนามบิน
อังกฤษเป็นเมืองเดียวในยุโรปที่ผมต้องกรอกใบคนเข้าเมือง เพราะที่สวิสกับเชคไม่ต้องกรอก ที่ฝรั่งเศสนี่ผมนั่งรถไฟเข้าไปเลยไม่ต้องกรอก แต่ถ้านั่งเครื่องบินไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

กรอกใบคนเข้าเมืองเสร็จไปต่อคิว จึงเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณเกือบ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ พอมองไปตรงกลางกลุ่มก็เห็นคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล สงสัยพาคนกลุ่มนี้มาดูบอล ซึ่งไม่น่าจะเป็นแมนยูฯ เพราะคุณกนกเชียร์ทีมเอฟเวอร์ตัน (เมื่อกี้เข้าไปดู Fan page  จึงเห็นว่ามาในโครงการของเบียร์ช้างซึ่งเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของเอฟเวอร์ตัน)

ระหว่างต่อแถวก็เจอคนเอเชียหัวดำเยอะมากๆ อายุราวๆ 25-40 ปีซะเยอะ ดูหน้าตาไม่น่าจะเป็นประเภทอยากเดินเที่ยวชมเมืองแมนเชสเตอร์

ตอนเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เขาก็ถามว่าเรามาทำอะไร เราก็ตอบไปว่ามาดูแมนยูฯ คร้บ ส่วนแถวข้างๆ คนนึงตอบว่ามาดูบอลลิเวอร์พูล ส่วนอีกคนตอบว่ามาดูคริสตัล พาเลซ

คนบินจากทั่วลงมาลงที่เมืองแมนเชสเตอร์เพื่อมาดูบอลกันเยอะจริงๆ
2. การเดินทางด้วยรถบัส
เรานั่งแท๊กซี่คันสีดำเข้าที่พัก ค่าแท๊กซี่ 18.6 ปอนด์ หรือราวๆ 930 บาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นราคาที่โอเค โชคดีที่สนามบินแมนเชสเตอร์อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก 25 นาทีก็ถึงแล้ว

ManchesterTaxi

เราคุยกับ Jon ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เขาก็แนะนำว่าถ้าจะเดินทางไปไหนก็ควรจะซื้อตั๋ว DayRider ราคา 3.9 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้ขึ้นรถบัสได้ทั้งวัน (ดีกว่าซื้อตั๋วทีละเที่ยวเพราะราคา 2 ปอนด์) หรือจะซื้อตั๋ว MegaRider ราคา 13.5 ปอนด์ ที่นั่งได้หนึ่งสัปดาห์ก็อาจจะคุ้มแม้เราจะอยู่ที่นี่แค่สามวันกว่าๆ ก็ตาม เพราะมันสามารถใช้นั่งรถบัสไปสนามบินได้ด้วย

สุดท้ายเราก็เลยซื้อ MegaRider โดยซื้อจากคนขับรถเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องซื้อตั๋วอีกต่อไป และเผื่อว่าจะใช้รถบัสเดินทางไปสนามบินในวันสุดท้ายด้วย

แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลอย่างหนึ่งทีจอนไม่ได้บอกกับเรา…

เราเดินทางถึง Piccadilly Gardens ซึ่งเป็นชุมสายของรถบัสที่นี่ (แถมมีชิงช้าสวรรค์น้อยๆ หน้าตาคล้ายๆ London Eye ด้วย แต่ไม่เห็นว่ามันเปิดเลยนะ) จากนั้นเราก็เดินหาร้านอาหารเวียดนาม (เพราะแฟนอยากกินเฝอ) ซึ่งดูใน Tripadvisor แล้วมันต้องเดินออกไปนอกเมืองพอสมควร

ปรากฏว่าพอไปถึงแล้วร้านดันปิด คือเปิดแค่ช่วงเที่ยงกับช่วงเย็น (เราไปถึงประมาณสี่โมงเย็น เขาเปิดอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง) เราเลยตัดสินใจจะกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งจึงเดินไปรอที่ป้ายรถเมล์ พอรถผ่านมา รถจอด ประตูเปิด ผมชูตั๋ว MegaRider แต่คนขับรถกลับส่ายหน้าบอกว่าใช้ไม่ได้ เราก็เลยงงเลย ต้องรอรถสายอื่นแทน

20150520_205755

มารู้ทีหลังว่า ในแมนเชสเตอร์มี Bus Operator หลายเจ้า บัตรที่เราซื้อนั้นใช้ได้เฉพาะกับ StageCoach และ MagicBus เท่านั้น ส่วนเจ้าอื่นๆ อีก 3-4 เจ้า (หรืออาจมากกว่านั้น) ใช้บัตรนี้ไม่ได้!

เที่ยวมาตั้งหลายที่ก็เพิ่งเคยเจอ Day Pass ที่ใช้ได้กับรถบัสแค่บางคันนี่แหละ

(แต่หลังจากอยู่ไปสามวัน StageCoach ก็น่าจะเป็นเจ้าที่มีเครือข่ายรถเยอะที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นก็อาจจะคุ้มที่สุดแล้ว)

3. คนดำที่นี่มีฐานะกว่าคนดำที่ปารีส
อย่างที่ได้เล่าไปเมื่อตอนที่ 6 ว่า ที่ฝรั่งเศสมีคนดำเยอะกว่าที่คิด

ที่อังกฤษก็เช่นกันครับ แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนคือคนดำที่แมนเชสเตอร์ดูมีฐานะและมีอนาคตกว่าคนดำที่ปารีสอย่างเห็นได้ชัด

อยู่ที่ปารีส คนดำที่เราพบเห็นมักจะเป็นชายวัยกลางคนขึ้นไป ราวกับว่าเขาย้่ายมาที่นี่เพื่อที่จะมาหางานทำ แต่เท่าที่เห็นคนเหล่านี้มักจะทำงานประเภทขายของพวงกุญแจหอไอเฟลหรือของชำร่วยเล็กๆ น้อยๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวซะมากกว่า

ขณะที่ที่แมนเชสเตอร์ คนดำมีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนโต แถมอยู่กันอย่างมีฐานะด้วย พวกเราเคยเจอคนดำขับบีเอ็มซิ่งไปมาอยู่สองสามหน

4. เกลื่อนกลาดกว่าที่คิด

แฟนผมถึงกับอดอุทานไม่ได้ว่า “นี่หรือเมืองผู้ดี”

เพราะทิ้งขยะกันในที่สาธารณะกันไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ คือบนทางเดินและในรถบัส เอารูปมาฝากให้ดูกันนะครับ

  Manchester_Rubbish
(เศษขยะใกล้ๆ อู่รถบัส)

Manchester_RubbishBread(ทิ้งขนมปังปอนด์ไว้ในรถบัส!)

5. Chai ไม่อร่อยเลย
ผมได้รู้จักเครื่องดื่มที่ชื่อว่า Chai ตอนที่เล่นเกมเกมหนึ่งใน Lumosity เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง

จนวันสุดท้ายก่อนกลับ เราแวะไปนั่งร้านกาแฟ Costa Coffee (ที่เดี๋ยวนี้ก็มีสาขาในไทยแล้ว) แล้วเห็นว่ามี Chai ขายพอดี โดยระบุว่าเป็น specialty menu ของอังกฤษ ก็เลยจัดแก้วขนาดกลางมา เพราะแพงกว่าแก้วเล็กแค่ 20 เพนนี

หน้าตามันคล้ายช็อคโกแล็ต แต่รสชาติมันไม่ใช่เลย รlมันหวานๆ เหมือนกินนมผสมกับขิงและอะไรซ่าๆ ก็ไม่รู้ กินได้แค่สองสามอึกก็ไม่ไหวแล้ว แบ่งให้แฟนกินอึกเดียวคุณเธอก็ขอบาย สุดท้ายเลยเหลือทิ้งเพียบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจะกินอะไรที่ไม่เคยกิน ให้สั่งไซส์เล็กก็พอ

20150516_201343

—–

เป็นอันจบเรื่องราวในแมนเชสเตอร์นะครับ ขอติดเรื่องที่เยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดไว้ก่อนเพราะต้องใช้พลังงานในการเขียนพอสมควร

และบัดนี้ ผมได้กลับถึงเมืองไทยแล้ว จึงขอยุติซีรี่ส์ “ยูโรมโนสาเร่” ไว้แต่เพียงเท่านี้

แต่จะยังเขียนบล็อกอยู่ทุกวันนะครับ ฝาก anontawong.com ไว้ในอ้อมใจของทุกคนต่อไปนะครับ

2 thoughts on “ยูโรมโนสาเร่ตอนที่ 14

  1. Pingback: 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี | Anontawong's Musings

  2. Pingback: มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 3 | Anontawong's Musings

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s