สิ่งที่ดีที่สุดไม่ต้องใช้เงิน

20151124_BestThingsinLife

“Most of the best things in life are free – it’s the worst things that are so expensive.”

“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตมักไม่ต้องใช้เงิน สิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่างหากที่ราคาแพงเหลือเกิน”

– Anonymous

—–

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมเขียนถึง Quote ภาษาอังกฤษที่หาในอินเตอร์เน็ตไม่ได้

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหน รู้เพียงแต่ว่าเมื่อกี้ผมใช้เวลาอยู่ร่วม 10 นาทีไปกับกูเกิ้ล แต่ก็ไม่เจอประโยคที่ตรงกัน

จะมีใกล้เคียงก็แต่ของ Coco Chanel ที่ว่า “The best things in life are free. The second best things are very, very expensive.”

—–

Most of the best things in life are free

แต่จริงๆ แล้วโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีหรอกครับ เพราะมันต้องแลกมาด้วยเวลาและน้ำพักน้ำแรงไม่มากก็น้อย

แม้แต่แสงแดดก็ยังไม่ฟรี เพราะมันก็มีต้นทุนแอบแฝงเช่นความร้อน (ทำให้ต้องเสียค่าไฟเพื่อเปิดแอร์) หรือตัวดำ (ทำให้ต้องซื้อครีมมาทา)

แต่ผมว่า “ฟรี” ในประโยคนี้คงหมายความว่ามันไม่ต้องใช้เงินเพื่อให้ได้มันมา

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ที่ไม่ต้องใช้เงิน (หรือถึงใช้ก็น้อยมาก) มีอะไรบ้าง?

สำหรับผม:-

  • รอยยิ้มของลูก
  • เสียงหัวเราะของแฟน
  • บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเวลาครอบครัวกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา
  • กับข้าวรสมือแม่
  • ความรู้สึกหลังจากที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก
  • การได้เห็นงานที่ตัวเองทำออกมาแล้วเกิดประโยชน์ต่อคนอื่น
  • การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากหนังสือและ Quora
  • สติและความสงบที่เกิดจากการภาวนา
  • การได้นอนอ่านการ์ตูนเล่มโปรด
  • ความรู้สึกมีชีวิตชีวาหลังจากได้หลับเต็มอิ่มและกินอาหารที่มีประโยชน์
  • การได้ใช้เวลากับคนที่เราแคร์และคุ้นเคย
  • ร้องเพลง / ฟังเพลง
  • เล่นดนตรีในวงกับเพื่อนที่บริษัท
  • เตะบอล / ดูบอล
  • นอนดูดาว – ดูพระอาทิตย์ขึ้น

และอื่นๆ อีกมากมาย

—–

It’s the worst things that are so expensive
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่างหากที่ราคาแพงเหลือเกิน

น่าสนใจที่สิ่งที่ในระยะยาวแล้วเป็นผลเสียต่อชีวิตของเรา เรากลับยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อให้ได้ลิ้มลองหรือได้ครอบครอง

  • เหล้า
  • บุหรี่
  • การพนัน
  • เที่ยวกลางคืน
  • ยาเสพติด
  • อาวุธ
  • ซื้อของปรนเปรอสาว
  • ลงทุนโดยไม่มีความรู้
  • ซื้อของแพงเกินกำลัง – people buy things they don’t need with the money they don’t have to impress people they don’t like.

—–

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องดีๆ บางเรื่องก็ต้องใช้เงิน เช่นการให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ

แต่สิ่งที่อาจสำคัญกว่าการได้เข้าโรงเรียนดัง เช่นเรื่องสุขภาพที่ดีและความรู้สึกอบอุ่น กลับแทบไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ต้องใช้ความใส่ใจ

ใช้เงินให้น้อย ใช้ใจให้มาก

ชีวิตของเราก็น่าจะมีสิ่งดีๆ อย่างเหลือเฟือแล้วครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทางเลือกเยอะใช่ว่าจะดี

20151124_Choice

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ชาวบ้านคนหนึ่งที่ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ

เขาบอกว่า สมัยก่อนตอนที่จนกว่านี้ ชีวิตเขาง่ายกว่านี้มาก เพราะด้วยข้อจำกัดทางการเงิน ทำให้เขาและครอบครัวไม่มีทางเลือกมากนัก กับข้าวก็กินอยู่ไม่กี่อย่าง โรงเรียนก็เรียนโรงเรียนแถวบ้าน เดินทางไปไหนก็ใช้จักรยาน

แค่พอเขาเริ่มฐานะดีขึ้นมา คราวนี้ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะซื้ออะไรกินดี จะส่งลูกเรียนโรงเรียนไหนดี จะซื้อรถยี่ห้ออะไรใช้ดี

กลายเป็นว่า ฐานะดีขึ้น ทางเลือกเยอะขึ้น แต่ชีวิตก็วุ่นวายขึ้นด้วย

—–

สมัยเด็กๆ ที่บ้านผมจะดูละครแค่ช่อง 7 กับช่อง 5 เท่านั้น (ช่อง 3 ไม่ชัด ส่วนช่อง 9 กับ 11 ไม่ดูอยู่แล้ว)

ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขดี

มาสมัยนี้ แค่เคเบิลทีวีก็มีให้เลือกไม่รู้ตั้งกี่ช่องแล้ว ไหนจะมี Digital TV อะไรอีกมากมายก่ายกอง

แต่ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ช่องทีวีที่มากขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ทำให้ประสบการณ์การดูทีวีของเราดีขึ้นซักกี่มากน้อย?

—–

ในหนังสือเรื่อง The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli มีตอนหนึ่งพูดถึงเรื่อง The Paradox of Choice หรือความย้อนแย้งของทางเลือก

Dobelli บอกว่า ยิ่งเรามีทางเลือกมากขึ้นเท่าไหร่ เราอาจยิ่งมีความสุขน้อยลงเท่านั้น

Dobelli อ้างอิงถึงหนังสือเรื่อง The Paradox of Choice – Why More is Less ของ Barry Schwartz ที่กล่าวถึงสามเหตุผลที่ทางเลือกที่มากขึ้นทำให้เราสุขน้อยลง

เหตุผลข้อแรก ยิ่งทางเลือกมากขึ้น โอกาสที่เราจะ “เป็นอัมพาตภายใน” (inner paralysis) หรือการตัดสินใจไม่ถูก ก็จะยิ่งมากตาม

เคยมีคนทำการทดลองในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยเอาเยลลี่ตัวอย่าง 24 รส ไปให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาชิมเท่าไหร่ก็ได้ แล้วก็สามารถเลือกซื้อได้ในราคาพิเศษอีกด้วย

วันถัดมา ก็ทดลองอย่างเดียวกัน แต่ลดจำนวนรสชาติเยลลี่จาก 24 เหลือเพียง 6 รส

ผลปรากฏว่า ยอดขายวันที่สองดีกว่าวันแรกสิบเท่าครับ

ผู้ทดลองยังได้ลองเปลี่ยนสินค้าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เยลลี่ และก็ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

—–

เหตุผลข้อที่สอง ยิ่งทางเลือกมากขึ้น เราก็ยิ่งมีสิทธิ์ตัดสินใจได้แย่ลงด้วย

สมมติว่าเราลองไปถามคนหนุ่มสาวดูว่า เวลาจะคบหากับใคร คุณจะดูอะไรบ้าง คำตอบที่ได้ก็มักจะเป็นเรื่องทัศนคติที่เข้ากัน มีจิตใจที่ดี ฉลาด ทำงานเก่ง และหน้าตาดี

ซึ่งในสมัยก่อน เวลาผู้ชายจะเลือกคบสาวคนไหน ก็มักจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่อยู๋ในเมืองเดียวกับเขาไม่กี่สิบคนที่รู้จักกันมานานพอที่จะเห็นนิสัยใจคอของกันและกันพอสมควร

แต่มาสมัยนี้ การมาของอินเตอร์เน็ตและโอกาสคนรู้จักคนอย่างไม่อั้น ทำให้เรามีทางเลือกมากมายจนไม่หวาดไม่ไหว และเพราะทางเลือกที่มากมายนี่เอง ที่มักทำให้เวลาผู้ชายดูผู้หญิง มักจะลดเกณฑ์ลงเหลือแค่เรื่องเดียว นั่นคือเรื่องหน้าตา ซึ่งแน่นอนย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมา

—–

เหตุผลข้อที่สาม ยิ่งทางเลือกมากขึ้น โอกาสที่เราจะไม่พอใจกับการตัดสินใจของเรายิ่งมีมากขึ้นด้วย

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าช้อยส์ที่คุณเลือกคือช้อยส์ที่ดีที่สุดแล้ว ในเมื่อม้นมีอีกตั้ง 200 ช้อยส์ให้เลือก?

คำตอบก็คือ คุณไม่มีทางรู้ได้เลย และไอ้ความรู้สึกว่าช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือกอาจจะดีกว่านี่เอง ที่จะกลับมาหลอกหลอนให้เราไม่มีความสุขกับชอยส์ที่เราได้เลือกแล้ว

—–

แล้วเราจะเอาตัวรอดจากปัญหา Paradox of Choice ได้อย่างไร

ผู้เขียนหนังสือแนะนำว่า ก่อนที่จะดูว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ให้ทำการบ้านมาก่อนเลยว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก เขียนมันลงกระดาษ และใช้เกณฑ์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด (ไม่อย่างนั้นเราก็จะเตลิดเพลิดเพลินไปกับช้อยส์ที่มากมาย)

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือต้องยอมรับว่าเราไม่มีทางที่จะได้ perfect choice อยู่แล้ว เราจึงต้องหัดเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับช้อยส์ที่เราได้เลือกแล้ว และอย่าไปกังวลหรือเสียดายช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือกครับ

—–

ผมว่าความเข้าใจเรื่อง Paradox of Choice จะช่วยให้เราเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเรา เช่นทำไมโปรดักท์ของ Apple ถึงไม่มีรุ่นให้เลือกมากนัก หรือทำไมคนที่ “สวยเลือกได้” หลายต่อหลายคนถึงลงเอยกับคนที่ขี้เหร่ (กว่าเราซะอีก) ครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สิ่งที่ควรทำตอนทำงานไม่ทัน

20151123_WhenRunningOut

คือกลับบ้านให้เร็วขึ้น

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก เพราะถ้าทำงานไม่ทัน ก็ควรจะอยู่ออฟฟิศให้ดึกขึ้นและใส่ชั่วโมงทำงานให้มากขึ้นไม่ใช่เหรอ?

แต่ถ้าเราพยายามทำงานล่วงเวลามาก็แล้วแต่ปัญหาก็ยังอยู่ นั่นอาจหมายความว่า จำนวนชั่วโมงที่เราใช้ไปกับการทำงานอาจไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่คุณภาพของชั่วโมงเหล่านั้นต่างหาก

มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ ยิ่งเราทำงานโดยไม่ได้พักผ่อน ยิ่งทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดได้มากขึ้น งานที่ออกมามีเหตุให้ต้องแก้มากยิ่งขึ้นและเสียเวลามากกว่าเดิม เข้าข่ายยิ่งรีบยิ่งช้า

แต่ถ้าเรากลับบ้านแต่หัววัน มีเวลาได้ทบทวนตัวเองมากขึ้นอีกนิด เข้านอนให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

วันถัดมาที่ทำงานแค่ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าเมื่อวานที่อยู่ออฟฟิศ 12 ชั่วโมงก็ได้

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Quora: What are some uncommon ways to work smarter instead of harder?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เชื่อใจตัวเอง

20151121_TrustYourself

“As soon as you trust yourself, you will know how to live.”

“เมื่อใดก็ตามที่คุณไว้ใจตัวเอง เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร”

– Johann Wolfgang von Goethe

เชื่อว่าเราทุกคนล้วนแต่ต้องเคยใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่นมาแล้วทั้งนั้น

บ่อยครั้ง ความคาดหวังนั้นก็มาจากคนที่รักเราและเรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ คู่ชีวิต หรือทายาท

และอีกบ่อยครั้ง ที่ความคาดหวังนั้นมาจากคนที่เราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “สังคม”

คณะที่เราเรียน เสื้อผ้าที่เราใส่ อาหารที่เรากิน และสถานที่ที่เราไป จึงอาจไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนของเรา 100% แต่เป็นการประณีประนอมระหว่าง “ความต้องการของเรา” กับ “ความคาดหวังของคนอื่น”

และส่วนใหญ่เราก็ยินดีจะประณีประนอมเสียด้วย เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้ชีวิตรื่นรมย์และมีความสุข

ซึ่งผมว่ามันก็อาจจะจริง

เว้นเสียแต่ว่าเราประณีประนอมมากเกินไป

ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะมีเสียงที่คอยกระซิบกับเราอยู่ตลอดว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน

แต่ยิ่งเรามัวแต่ฟังความต้องการของคนอื่นหรือความต้องการของสังคมมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสูญเสียความสามารถที่จะได้ยินเสียงกระซิบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ตรงนี้กับเราเสมอมา และเสมอไป

และผมก็เชื่อว่า คนเราจะมีความสุขอย่างแท้จริงได้ ก็ด้วยการฟังและทำตามเสียงกระซิบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งหน้าที่ที่เรามีต่อคนรอบข้าง

ฟัง -> ทำ -> เชื่อ

เมื่อเราฟัง แล้วลองทำ แล้วรู้ว่ามันใช่ เราก็จะยิ่งเชื่อในเสียงกระซิบนั้น

และยิ่งเราเชื่อใจตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เสียงนั้นก็จะยิ่งชัดขึ้น

เมื่อใจของเราเสียงดังฟังชัดแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าชีวิตจะหลงทาง

ไม่ใช่เพราะว่าเราจะตัดสินใจถูกตลอด หรือจะทำสำเร็จตลอด

แต่เพราะรู้ว่า ถึงจะทำผิดพลาด จะหกล้ม แต่นั่นก็คือทางที่เราได้เลือกเอง และเราก็ “รู้” ด้วยว่าตัวเองจะกลับมายืนหยัดใหม่ได้อีกครั้ง

แน่นอน เรายังคงได้ยินเสียงของคนรอบข้างอยู่ แต่มันจะไม่กลบเสียงข้างในของเราอีกต่อไป

เราจะเลือกเรียนคณะนี้ เพราะเราสนใจศาสตร์และวิชาชีพ ไม่ใช่เพราะแม่บอกให้เรียน

เราจะซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ ก็เพราะว่าเราชอบมันจริงๆ ไม่ใช่เพราะต้องการเอาไปคุยอวดใคร

เราจะแต่งงาน ก็เพราะว่าเจอคนที่เราเชื่อแล้วว่าจะดูแลกันไปได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพราะถูกใครกดดันว่าอายุขนาดนี้ต้องแต่งได้แล้ว

และหากเราจะลาออกจากงานประจำเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว ก็เพราะว่าใจรัก ไม่ใช่เพราะอยากรวยเร็วๆ

เมื่อเราเชื่อใจตัวเอง ทุกการกระทำก็จะสอดคล้องกับตัวตนและคุณค่าที่เรายึดถือ

จะมีชีวิตแบบไหนทีจะรื่นรมย์ไปได้กว่านี้อีก?

—–

 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานช่างซ่อมเรือ

20151120_FixShip

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว กษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษมีเรือรบลำใหญ่ที่พระองค์ทรงภูมิใจในแสนยานุภาพมาก

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เรือลำนี้กลับสตาร์ทไม่ติด

กษัตริย์ประกาศให้ช่างเก่งๆ ทั่วทั้งลอนดอนมารวมตัวกันเพื่อค้นหาให้ได้ว่าเกิดอะไรผิดปกติกับเรือลำนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครซ่อมได้

กษัตริย์แห่งอังกฤษทรงกลุ้มพระทัยมาก จึงปรึกษาเสนาธิการ เสนาธิการจึงกราบทูลว่า ยังมีช่างต่อเรือที่เก่งมากๆ อีกคนหนึ่งที่อยู่นอกเมืองออกไปห้าสิบไมล์

กษัตริย์ได้ทราบดังนั้นจึงสั่งให้ม้าเร็วไปเชิญตัวมาทันที “จงไปตามตัวช่างคนนี้มาให้ได้ บอกเขาด้วยว่า ถ้าซ่อมเรือสำเร็จ จะคิดค่าซ่อมเท่าไหร่ข้าก็ยินดีจ่าย”

หนึ่งวันผ่านไป ช่างต่อเรือในตำนานก็เดินทางมาถึง เป็นลุงแก่ๆ ผอมๆ ผมหงอกเต็มหัว

คุณลุงเดินดูเรือรบที่จอดนิ่งอยู่ตรงท่าเรืออย่างเงียบๆ ท่ามกลางสายตาของกษัตริย์ เหล่าทหารเรือ และเหล่าประชาชนที่มาร่วมลุ้นว่าช่างต่อเรือคนนี้จะทำสำเร็จหรือไม่

หลังจากเดินวนรอบเรือได้ประมาณห้านาที คุณลุงก็ไปหยุดตรงช่วงท้ายเรือด้านซ้าย หยิบค้อนเล็กๆ จากกระเป๋าของแกขึ้นมาเคาะตรงตัวเรือหนึ่งครั้ง

แล้วเสียงเครื่องยนต์ของเรือก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องของเหล่ากองเชียร์

กษัตริย์แห่งอังกฤษทรงพอพระทัยมากจนถึงกับลงจากบัลลังก์เพื่อมาพูดคุยกับช่างเป็นการส่วนตัว

“ข้ายินดียิ่งนักที่ท่านซ่อมเรือลำนี้ได้ ไม่ทราบว่าท่านจะคิดค่าซ่อมเรือลำนี้เท่าไหร่รึ”?

คุณลุงจึงตอบไปว่า “1000 ปอนด์ พะย่ะค่ะ”

กษัตริย์ถึงกับผงะ เพราะเงิน 1000 ปอนด์สมัยนั้นเทียบเท่ากับเงินหนึ่งล้านปอนด์ในสมัยนี้เลยทีเดียว

“ข้าไม่เห็นท่านทำอะไรเลย แค่เดินไปเดินมาแป๊บเดียว แล้วก็เคาะเรือหนึ่งครั้งเท่านั้นเอง”

คุณลุงยิ้มและกล่าวว่า “ค่าเคาะเรือน่ะปอนด์เดียว แต่ค่าความรู้ว่าจะต้องเคาะตรงไหน 999 ปอนด์ พะยะค่ะ” (£1 for tapping, £999 for knowing where to tap.)

—–

ขอบคุณนิทานจากพี่พีท พี่ที่เคยทำงานทีมซัพพอร์ตด้วยกัน (เล่าให้ฟังเมื่อ 7 ปีที่แล้ว)

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่