ความงดงามของทุนนิยม

20151203_Capitalism

เมื่อวานนี้บล็อกคำพูดของพี่โจน จันได* มีคนแชร์เยอะกว่าที่คาด

อาจเป็นเพราะประโยคมันแรง ก็เลยมีทั้งคนถูกใจมากๆ และคนที่ไม่ชอบใจมากๆ

พี่โจน จันได หันหลังใหักับทุนนิยม ปฏิเสธการศึกษากระแสหลัก และหันไปพึ่งพาตัวเอง

ซึ่งจะว่าไปก็เท่ชะมัด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้

—–

ในระยะหลัง “ทุนนิยม” ได้รับบท “ผู้ร้าย” มาโดยตลอด

เพราะมันได้ดึงส่วนที่มืดที่สุดของมนุษย์ออกมา ทำให้คนเอาเปรียบกัน แก่งแย่งชิงดีกัน เพราะมุ่งไปหา “เงิน” เป็นหลัก

วันนี้เลยอยากมาชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของทุนนิยมกันบ้าง

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora ภายใต้คำถามที่ว่า Is Capitalism a zero-sum game ครับ

ส่วนเนื้อหาที่คนตอบเอามาอ้างอิงนั้นมาจากหนังสือเรื่อง Why Not Capitalism? ของ Jason Brennan ครับ

—–

เจสันอธิบายประโยชน์ของทุนนิยมให้ฟังในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ที่เขาสอน

เวลาที่เด็กเข้าห้องเรียน เจสันจะหยิบ candy bar ให้นักเรียนคนละชิ้น (candy bar คือช็อคโกแลตหรือขนมที่มีลักษณะเป็นแท่งแบน) โดยแต่ละคนจะได้แคนดี้บาร์ต่างกันไป

จากนั้นเจสันจะให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจกับแคนดี้บาร์ในมือของตัวเอง ว่าจากคะแนนเต็มสิบนั้น ตัวเองพอใจแค่ไหน

เมื่อทุกคนให้คะแนนเสร็จแล้ว เจสันจะเอาคะแนนของทุกคนมารวมกัน ในกรณีนี้ได้คะแนนรวม 103 คะแนนจากเด็ก 19 คน (คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.42)

และก็มาถึงส่วนสำคัญครับ

เจสันบอกว่า ทุกคนในห้องสามารถจะแลกแคนดี้บาร์กับใครก็ได้ (โดยที่ต่างฝ่ายต่างต้องยินดีที่จะแลกแคนดี้บาร์ของตัวเอง ห้ามมีการบังคับ)

นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะเอาแคนดี้บาร์ของตัวเองไปแลกกับของเพื่อนที่มีแคนดี้บาร์ที่ตัวเองถูกใจกว่า

เมื่อแลกเสร็จแล้ว เจสันให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจอีกครั้ง

คราวนี้คะแนนรวมเพิ่มเป็น 149 (เฉลี่ย 7.8) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

นี่คือประโยชน์ของทุนนิยมครับ

ในห้องเรียนนี้ ไม่มีใครที่สถานภาพแย่ลง เพราะเขาจะแลกแคนดี้บาร์ก็ต่อเมื่อมันทำให้เขามีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

คราวนี้ลองคิดต่อนะครับ

ถ้านักเรียนไม่จำเป็นต้องเอาแคนดี้บาร์ไปแลกกับแคนดี้บาร์ แต่สามารถใช้เงินของตัวเองซื้อเพิ่มได้ด้วย ใครใคร่ได้แคนดี้บาร์สองแท่งก็สามารถซื้อจากคนที่ไม่อยากกินซักแท่ง เพราะกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่

และถ้าสมมติว่านักเรียนสามารถผลิตแคนดี้บาร์เองได้ด้วย โดยอาจจะทำได้ดีกว่าแคนดี้บาร์ที่มีอยู่ในตอนนี้ด้วยซ้ำ โดยนักเรียนสามารถยืมเงินจากเพื่อนหรือร่วมกันลงขันเพื่อสร้างโรงงานแคนดี้บาร์ก็ได้

และสมมติว่าคนที่มีแคนดี้บาร์สองอัน คิดอยากจะแบ่งแคนดี้บาร์สักชิ้นให้กับคนที่ไม่มีก็ได้

ความน่าจะเป็นก็คือ ดัชนีแห่งความสุขในห้องเรียนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก

และนี่คือความงดงามของทุนนิยมและตลาดเสรีครับ

แน่นอน ในโลกแห่งความจริง ทุกคนไม่ได้เกิดมาเท่ากัน นักเรียนบางคนอาจจะมีแคนดี้บาร์จากบ้านเป็นสิบแท่ง ขณะที่บางคนอาจไม่มีแคนดี้บาร์มาแลกกับใครเลย ซึ่งในกรณีนี้ อาจารย์อาจจะต้องออกแรงช่วยคนที่ไม่มีแคนดี้บาร์มากหน่อย

หรือบางคนอาจใช้กำลังขู่เข็ญเพื่อให้ได้แคนดี้บาร์จากเพื่อนร่วมห้องที่ตัวเล็กกว่า

หรืออาจารย์บางคนอาจจะเก็บภาษีแคนดี้บาร์เพื่อเอาไปบำรุงบำเรอกระเพาะของตัวเอง

ดังนั้นระบบทุนนิยมอาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์

แต่ถ้าทุนนิยมในสังคมนั้นมีศีลธรรมกำกับ

ทุนนิยมก็อาจสร้างสังคมในอุดมคติได้เช่นกันครับ

—–

ป.ล. การที่เมื่อวานผมเขียนบทความ “โจมตี” ทุนนิยม แล้วมาวันนี้มาเขียน “อวย” ให้ทุนนิยม ไม่ได้แปลว่าผมไม่มีจุดยืนนะครับ

จุดยืนของผมมีอย่างเดียว คือ “เพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต” สำหรับคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้

ได้มุมมองใหม่ๆ ไปแล้ว จะเชื่อ จะค้าน ก็ไม่เป็นไร

แค่คุณเข้ามาอ่าน แล้วเอาไปคิดต่อ ก็ขอบคุณมากๆ แล้วครับ

—–

* สรรพนามเปลี่ยนจาก คุณโจน จันได เมื่อวานนี้ มาเป็น พี่โจน จันไดวันนี้ เพราะพี่ทำให้บล็อกของผมมีคนเข้ามาอ่านเยอะเลย จึงรู้สึกขอบคุณและขอสมัครเป็นน้องครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Quora: Rob Weir’s answer to Is Capitalism a zero-sum game?
Google Books: Why Not Capitalism? by Jason Brennan

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pixabay.com

โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250

นิทานแข่งม้า

20151128_HorseRace

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้ทรงชราภาพและรู้พระองค์ว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน จึงตัดสินใจเขียนพินัยกรรมถึงลูกชายทั้งสองว่า

“เมื่อข้าตายไป เจ้าทั้งสองจะต้องแข่งม้ากัน ม้าของใครวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นตัวสุดท้ายถือว่าชนะ และเจ้าชายผู้เป็นเจ้าของม้าตัวนั้นจะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังค์ของข้า”

เพียงไม่นานพระราชาก็เสด็จสวรรคตจริงๆ การแข่งม้าจึงได้มีขึ้น

เจ้าชายทั้งสองพระองค์ต่างนำม้าคู่ใจมาแข่ง มีเหล่าประชาราษฎรมาเป็นสักขีพยาน

เมื่อเริ่มแข่งขัน เจ้าชายทั้งสองต่างก็พยายามบังคับม้าของตัวเองให้เคลื่อนตัวช้าที่สุดจนม้าาแทบไม่ขยับไปไหน ผ่านไปจนถึงหัวค่ำแล้วการแข่งขันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้าถึงเส้นชัยเลย คนดูเริ่มเบื่อและทยอยกลับบ้าน สุดท้ายการแข่งขันจึงต้องถูกพักไปก่อน

เมื่ออดรนทนไม่ไหวกับการแข่งขันอันแปลกประหลาดนี้ เจ้าชายจึงนำความไปปรึกษาฤาษีที่ทั้งสองให้ความเคารพ

ฤาษีฟังเรื่องราวด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า

“ทำไมท่านไม่สลับม้ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Arsh Gupta’s answer to What are some best short stories? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

12 บทเรียนคุณพ่อมือใหม่

20151127_NewDad

ตอนนี้ลูกสาวผมอายุครบหนึ่งเดือนแล้ว เลยอยากจะทบทวนบทเรียนที่ได้ของการเป็นคุณพ่อมือใหม่แกะกล่องครับ

1. ช่วงสามสี่วันแรก น้ำนมคุณแม่จะยังไม่มา ในฐานะคุณพ่อสามารถช่วยได้ด้วยการเตือนให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ และเอาผ้าฝ้ายห่อข้าวสารสองก้อนเข้าไมโครเวฟหนึ่งนาที แล้วมานวดบริเวณรอบเต้านมให้คุณแม่เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและนมครับ

2. นอกจากการให้ลูกดูดนมกระตุ้นแล้ว เครื่องปั๊มน้ำนมที่มีคุณภาพยังมีสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาบ่อยๆ และแก้ปัญหานมคัดเต้า ส่วนตัวผมใช้ Medela Freestyle ซึ่งราคาสูงมากจนน่าตกใจ (แต่เพื่อนแนะนำมาว่าใช้แล้วคุ้ม) เลยตัดสินใจซื้อ โดยเพื่อนหลายคนที่เคยทำงานทีมเดียวกันช่วยลงขันให้ และผมก็ออกเองอีกส่วนหนึ่ง เป็นอุปกรณ์ที่ spark joy คุณแม่มากที่สุดชิ้นหนึ่ง

3. อีกอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก คือเครื่องนึ่งขวดนม โดยผมได้แบบที่มีอบด้วยในตัว ผมใช้ยี่ห้อแคมีร่า ใช้งานสะดวกมาก กดปุ่มเดียวจบภายใน 40 นาที ต้องขอบคุณพี่ๆ ที่ออฟฟิศที่ลงขันกันซื้อให้เป็นของขวัญเช่นกัน

4. เวลาให้นม ควรจะมีหมอนรองที่มีรูปลักษณ์เป็นเหมือนเกือกม้า เพื่อเสียบเข้าตัวแม่ที่นั่งขัดสมาธิ ลูกก็จะอยู๋ในความสูงที่พอดีเหมาะแก่การให้นม บางทีต้องมีหมอนเล็กๆ อีกหนึ่งใบไว้รองข้อศอกแม่ด้านที่จับหัวลูกด้วย

5. จงเตรียมใจรับ Mother’s Blues ช่วงสองสามเดือนแรกฮอร์โมนคุณแม่จะเปลี่ยน ทำให้อ่อนไหวง่ายกว่าปกติ เราเองต้องใจเย็นให้มากถึงมากที่สุด อันไหนที่ตามใจคุณแม่ได้ก็ควรจะตามใจครับ

6. ถ้าลูกสะอึกไม่ต้องตกใจ การให้ดูดนมแม่หรืออุ้มพาดบ่า จะช่วยให้หายสะอึกในที่สุด แต่ถ้าอุ้มแล้วไม่หาย สักพักเขาก็จะหายของเขาเอง ไม่มีอันตรายใดๆ (จริงๆ ตอนอยู่ในท้องเขาสะอึกบ่อยอยู่แล้ว)

7. เด็กต้องการแค่ “4 อ.” คือ อิ่ม อุ่น อึ อุ้ม
อิ่มคือกินให้อิ่ม (เราเลี้ยงนมแม่ล้วน ยกเว้นช่วงสัปดาห์แรกที่นมยังมาไม่เยอะก็ใช้นมผงช่วย)

อุ่นคือห่อตัวให้อุ่นและแน่นเข้าไว้ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย ไม่เคว้ง และมีสภาวะคล้ายๆ ตอนอยู่ในท้องแม่

อึ ก็ตามชื่อครับ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกระดาษทิชชู่เปียกที่ต้องใช้ทำความสะอาดทุกซอกหลืบก่อนใส่ผ้าอ้อม(สำเร็จรูป)ชิ้นใหม่

อุ้ม ช่วงที่เด็กออกมาใหม่ๆ เด็กจะเมาบก เพราะคุ้นชินกับการอยู่ในท้องแม่ที่โคลงเคลงตลอดเวลา ช่วงแรกจึงอาจจะต้องอุ้มเยอะหน่อย พอวางนิ่งๆ แล้วเขาจะไม่ค่อยชอบยกเว้นจะหลับไปแล้วจริงๆ

8. ถ้าเด็กร้องไห้ไม่หยุด สิ่งที่ทำได้มีดังต่อไปนี้
ดูว่า 4 อ. ของเราครบถ้วนรึยัง
จับลูกนั่ง อุ้มลูกท่าซูเปอร์แมน หรืออุ้มลูกเซิ้งกระติ๊บ (ย่อเข่าซ้ายสลับขวา)
เป่าหน้าลูก วิธีนี้เหมาะกับเด็กที่เมามันกับการร้องไห้ พอเราเป่าหน้าเขาแรงๆ ทีหนึ่ง จะเป็นการ interrupt routine ของเขาและหน้าของเขาจะตลกมากจนเราอยากเป่าใหม่ๆ หลายๆ ที
ทามหาหิงคุ์ อันนี้บางคนก็แนะนำ บางคนก็ไม่ ผมเคยทาแค่สองสามครั้ง
ให้ดื่มน้ำ Gripe Water ไกรป์วอเตอร์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในท้องของลูก ผมเองยังไม่เคยลองแต่น้องที่คุยด้วยเมื่อวานบอกว่ามีติดบ้านไว้แล้วจะดี น้ำนี้มีขายตามร้านขายยาครับ

9. การร้องไห้ของลูกจะมีหลายแบบ ร้องเพราะหิวนม ร้องเพราะดราม่า ร้องเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ และร้องจนหน้าดำเพราะไม่ชอบอะไรมากๆ

10. เวลาอาบน้ำให้ลูก สิ่งที่ต้องระวังมีเพียงสองอย่างคือเอามือปิดหูไม่ให้น้ำเข้าหูและอย่าให้น้ำเปียกสะดือเวลาที่สายสะดือยังไม่หลุด (ลูกผมใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์กว่าสายสะดือจะหลุด) อ้อลูกผมไม่ชอบอาบน้ำเอามากๆ ร้องไห้จนหน้าดำเลย แต่พอเช็ดตัวแห้งและใส่เสื้อผ้าให้ก็จะดีขึ้น จากนั้นพาไปกินนมแล้วเขาจะหลับได้ยาวเลย

11. ควรจะซื้อ ear plug เอาไว้ให้คุณแม่ใช้เวลาต้องเผชิญกับเสียงแผดร้องของคุณลูกบ่อยๆ เพราะเสียงของเขาเสียดแทงแก้วหูมาก ใส่แค่ข้างเดียวก็พอ

12. ปัญหาลูกติดมือ คือปัญหาที่หลายๆ คนจะกลัวกัน เวลาลูกร้องเมื่อไหร่ก็จะต้องให้เราอุ้ม ผมคิดว่าลูกผมติดมือเรียบร้อยแล้วครับ กินนมเสร็จต้องอุ้มสักพักให้เขาหลับ แต่พอวางก็อาจร้องอีก ก็ต้องใช้ความใจเย็นและความอดทนเป็นอย่างมาก

หัวหน้าผมซึ่งเป็นฝรั่งบอกว่า ที่บ้านเขาถ้าลูกร้องก็จะปล่อยให้ร้องไป พอเค้ารู้ว่าไม่มีใครมาอุ้มเดี๋ยวเขาก็ปรับนิสัยไปเอง

แต่พี่ HR คนหนึ่งที่ผมคุยด้วย (มีลูกสาวหนึ่งคนเข้าชั้นประถมแล้ว) บอกว่าเราไม่ใช่ฝรั่ง ถ้าลูกร้องแล้วเราปล่อยไว้อย่างนั้น ลูกจะอ้างว้าง เราควรตามใจเขาตรงนี้ แล้วค่อยไม่ตามใจเรื่องอื่นจะดีกว่า เพราะการอุ้มสร้างความรู้สึกอบอุ่นและไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งจะทำให้ลูกกล้าพูดกล้าคุยกับเราเวลาที่เขาโตกว่านี้

เพื่อนร่วมงานชาวอาร์เจนติน่าซึ่งลูกน่าจะอยู่ประถมก็บอกผมว่า ลูกจะโตเร็วมาก แป๊บๆ ก็โตจนเราก็อุ้มไม่ไหวแล้ว ดังนั้นช่วงนี้อุ้มได้ก็อุ้มไปเถอะ จะได้ไม่มานั่งเสียดายทีหลัง

ไว้เลี้ยงครบหนึ่งปีเมื่อไหร่จะมาเล่าบทเรียนเพิ่มเติมให้ฟังอีกนะครับ!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 27/11/2558

ชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

20151126_Marathon

เมื่อคืนนี้ ระหว่างอุ้มลูกที่ไม่ยอมนอนมาหลายชั่วโมง ก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจว่า “การเลี้ยงลูกนี่เหมือนการวิ่งมาราธอนชัดๆ”

เพราะกว่าลูกจะพูดรู้เรื่องก็ใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเข้าโรงเรียนก็อีกสามสี่ปี กว่าจะพ้นช่วงวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อก็ 18 ปี กว่าจะเรียนจบต้องใช้เวลา 22 ปี กว่าจะทำงานมีฐานะมั่นคงและเจอคนที่ไว้ใจที่จะมาดูแลเขาแทนเราก็อาจจะ 30 ปีหรือมากกว่านั้น

เราต้อง “อุ้มลูก” ไปอีกสามสิบปีเลยหรือนี่

คิดแล้วก็หวาดหวั่นราวกับรู้ตัวว่าต้องวิ่งเป็นระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

—–

เรื่องสำคัญๆ ในชีวิตเราก็มักจะเป็นอะไรที่ใช้เวลายาวนานทั้งนั้น

  • ผ่อนบ้าน
  • ดูแลสุขภาพ
  • สร้างบล็อกที่คนรู้จัก
  • สร้างอาชีพและฐานะที่มั่นคง
  • ดูแลคนสำคัญในครอบครัวให้ดี

แต่ละเรื่องล้วนดู “ยาวไกล” ไม่แพ้กัน

เพียงแค่คิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนจะถึงจุดหมายปลายทาง ก็อาจจะทำให้ท้อได้ง่ายๆ

—–

แล้วเราจะรับมือกับความรู้สึกนี้อย่างไร?

ผมเองไม่เคยวิ่งมาราธอน แต่เท่าที่เคยอ่านเรื่องราวของเพื่อนๆ ที่ไปวิ่งมา การวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขารักกีฬาชนิดนี้

ยังมีอีกหลายอย่างที่นักวิ่งมาราธอนพูดถึง

เช่นวิวที่สวยงามบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

หรือความ “ทรมานบันเทิง”* ที่เกิดขึ้นระหว่างการวิ่ง

หรือความรู้สึกดีๆ ที่มีเพื่อนร่วมวิ่งมาด้วยกันตลอดเส้นทาง

ผมว่าถ้าจะดำเนินชีวิตไม่ให้เหนื่อยล้าเกินไป เราเองก็อาจต้องมองชีวิตในแง่นี้

วิวที่สวยงาม ก็คือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพียงแต่ต้องไม่ลืมที่จะ “หยุด” และ “มอง” ให้เห็นมัน

ทรมานบันเทิง คือการยอมรับกับความเจ็บปวดและความยากลำบากที่ย่อมผ่านเข้ามาในชีวิต  ดื่มด่ำไปกับมัน และสำนึกว่าอุปสรรคเหล่านี้คือคือสิ่งที่ทำให้เราได้เดิบโต

เพื่อนร่วมวิ่ง ก็คือเพื่อนร่วมทางในชีวิตที่ “ออกวิ่ง” มาพร้อมเราหรืออาจจะก่อนเราด้วยซ้ำ หากเราใส่ใจซึ่งกันและกัน การวิ่งครั้งนี้ก็ะจะไม่เดียวดายเกินไปนัก

—–

เราแต่ละคนได้ “สมัคร” มาราธอนหลายรายการ

บางรายการก็วิ่งคนเดียว บางรายการก็วิ่งกับคนรู้ใจ/คนรู้จัก

บางรายการอาจวิ่งถึงเส้นชัย แต่บางรายการก็อาจจะไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

เพราะบางที การเข้าเส้นชัยอาจเป็นแค่ประเด็นรอง

ประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างที่วิ่งต่างหาก คือสิ่งที่มีค่าและความหมายกับเรามากที่สุด

—–

* ทรมานบันเทิง หรือ Torture entertainment เป็นคำที่ผมเรียนรู้มาจากพีท รุ่นน้องที่เอเชี่ยนยูที่ตอนนี้เป็นนักวิ่งระดับโปร

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com