อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 2

20151117_London2

 

มาดูไฮไลท์ประจำวันที่สองของการมาเยือนลอนดอนกันดีกว่า
  • บริการขัดรองเท้า
  • อาหารเช้า
  • เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters
  • งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

บริการขัดรองเท้า
เมื่อคืนนี้บนเตียงผมมีถุงที่ชี้ชวนให้เอารองเท้าหนังผมใส่เข้าไป เอาไปแขวนไว้หน้าห้องก่อนตี 1 แล้วเขาจะเอารองเท้าไปขัดให้

ที่สำคัญคือเขาทำให้ฟรี!

เจออย่างนี้เลยต้องขอลองซะหน่อย ผมทำตามสเต็ปที่เขาว่ามา แล้วพอตื่นเช้ามาก็เห็นโน๊ตนี้สอดอยู่ใต้ประตู

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จก็แวะไปเอารองเท้าที่ Concierge ก็จะได้รองเท้ามันวาวให้เราได้ใส่กันครับ

20151115_20343320151116_07281920151116_08413620151116_095949

—–
อาหารเช้า
ประทับใจมากกับห้องอาหารของโรงแรม เพราะอยู่ตรงใจกลางตึกที่ออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ มองขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาตึกเลย

ส่วนอาหารก็จัดซะน่ากิน เสียดายที่ค่าอาหารไม่ได้รวมอยู่ในค่าโรงแรมเลยต้องจ่ายเพิ่ม วันนี้ได้ความรู้ใหม่ว่า ยาคูลท์ ก็มีขายในอังกฤษด้วย!

สิ่งที่เพิ่งสังเกตก็คือ พนักงานในโรงแรมส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อคืนคนที่มาส่งผมที่ห้องก็เป็นชายที่มีเชื้อจีน เช้านี้คนเสิร์ฟอาหารก็น่าจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก แถมตอนเย็นผมกลับมาโรงแรมคนเปิดประตูก็หน้าคล้ายคนไทยมาก! (แต่ไม่ได้ทักเค้านะครับ)

ผมมาลองคิดภาพว่าถ้าโรงแรมแลนด์มาร์คในเมืองไทยใช้คนจากประเทศเพื่อนบ้านมาบริการ คนไทยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร…

—–

เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters

กลับมาถึงห้องว่าจะอาบน้ำ แต่พอดีแม่บ้าน (ซึ่งเป็นคนดำ) มาทำความสะอาดห้องพอดีเลยนั่งทำงานรอ

อาบน้ำเสร็จก็ออกจากห้องตอน 9.45 เพื่อไปพบเพื่อนชื่อแบงค์ที่ออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ

ผมเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Baker Street แล้วขึ้นสาย Jubilee Line

รถสายนี้แคบใช้ได้เลย ถ้านั่งเหยียดขา ก็จะไปโดนคนที่นั่งตรงกันข้าม และด้วยความที่รถแคบขนาดนี้จึงไม่มีใครมายืนตรงทางเดินระหว่างที่นั่งเลย

ผมนั่งรถมาลงสถานี Canary Wharf ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของลอนดอน

Canary Wharf นั้นอยู่ใกล้กับ Greenwich มาก ดูจากใน Google Maps แค่ล่องใต้มา 4-5 กิโลเมตรก็จะถึง Greenwich (ออกเสียงว่ากรีนิช) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเส้นเมริเดียน หรือเส้นลองติจูดที่ศูนย์นั่นเอง (ทุกคนน่าจะรู้ว่าเวลาในเมืองไทยคือ GMT+7 ซึ่งคำว่า GMT ย่อมาจาก Greenwich Mean Time)

จากนั้นก็ลองสุ่มๆ เดินหาออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ดู เดินเข้าไปถามรปภ.ที่ยืนอยู่หน้าตึกหนึ่งว่า ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์อยู่ตรงไหน เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่พอผมเดินไปอีกแค่ 20 เมตรก็เจอออฟฟิศแล้วครับ!

หลังจากรายงานตัวที่รีเซ็ปชั่นเสร็จแล้ว เพื่อนที่ชื่อแบงค์ก็ลงมารับ

เข้าออฟฟิศไปสิ่งแรกที่เห็นคือรูปปั้นของ Paul Julius Reuter ผู้ก่อตั้งบริษัท Reuters เมื่อปี 164 ปีที่แล้ว

สิ่งที่สองที่เจอคือ Eikon Design Lab ที่นี่เราจะเชิญลูกค้า Thomson Reuters Eikon เข้ามาพูดคุยเพื่อถามฟีดแบ็ค และให้ใช้โปรดักท์ของเราเพื่อให้เราสังเกตพฤติกรรมว่าเวลาลูกค้าใช้โปรดักท์ของเราจริงๆ เขาใช้งานอย่างไร คลิ้กอะไรก่อน ตามองไปที่ตรงไหนของจอเยอะที่สุด (มีเซ็นเซอร์จับ) ฯลฯ

เสียดายที่วันนี้แล็บไม่เปิดเลยไม่มีโอกาสเข้าไปดู

20151116_10363720151116_10364820151116_13382220151116_13374820151116_133627

พอแบงค์พาเข้าไปในส่วนของออฟฟิศ ก็ได้เห็นออฟฟิศที่ค่อนข้างแปลกตา คือเป็น Open Floor Plan จัดโต๊ะเป็นแถวๆ ประมาณสิบกว่าแถว โดยแต่ละแถวมีโต๊ะสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งก็เรียบร้อยไปอีกแบบ แต่ผมว่ามันๆ แข็งๆ ไปนิดนึง

ไปถึงก็เจอกับเพื่อนจากเมืองไทยอีกคนคือโน๊ต ทั้งโน๊ตและแบงค์เคยทำงานที่ออฟฟิศเมืองไทยมาก่อน และเมื่อสองปีที่แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ เป็น development manager ทั้งคู่

ผมไปถึง 10.40 แล้ว และทั้งสองคนก็มีประชุมตอน 11 โมง แบงค์ออกไอเดียว่าไปหากาแฟดื่มกันดีกว่า จึงคว้าเสื้อโค้ทและออกจากออฟฟิศอีกครั้ง มื้อนี้โน๊ตอาสาเลี้ยงกาแฟ ไปถึงร้านก็เห็นคนเข้าคิวอยู่ยาวเหยียด (ไม่น่าต่ำกว่า 15 คน) จนผมคิดในใจว่าเปลี่ยนร้านดีกว่ามั้ย แต่แบงค์กับโน๊ตก็ไม่เห็นดูสะทกสะท้านซักนิด

ยืนรอในคิวแป๊บนึงจึงได้คำตอบ เพราะมีเด็กเสิร์ฟเดินมาถามว่าสั่งอะไร แล้วเขาก็คีย์เข้าเครื่อง ระหว่างนั้นคิวก็เริ่มไหลไปเรื่อยๆ ประมาณห้านาทีก็ได้จ่ายตังค์ จ่ายเสร็จรอไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ได้กาแฟเลย

(ป.ล.จริงๆ แล้วผมไม่กินกาแฟ บอกแบงค์ไปว่ากินฮ๊อตช็อคโกแล็ตละกัน แต่แบงค์คงไม่ได้ยินเลยสั่ง Flat Whites ไปสามแก้วเลย)

ระหว่างรอกาแฟได้ความรู้ใหม่สองอย่าง ผมถามโน๊ตกับแบงค์ว่าค่าที่พักที่นี่แพงมั้ย แบงค์จ่าย 1000 ปอนด์แต่แชร์กับเพื่อน (ถ้าอยู่คนเดียวก็คงมากกว่านั้น) ส่วนโน๊ตจ่ายประมาณ 1500 ปอนด์เพราะพาครอบครัวมาด้วย

โน๊ตบอกว่าให้ลูกเรียนที่นี่เลยเพราะที่อังกฤษเรียนฟรี

เราเดินคุยกันมาตลอดทางจนเข้าออฟฟิศ และเจอรีเซ็ปชั่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาชิดปาก ส่งสัญญาณให้เราเงียบ หันไปดูจึงพบว่าตอน 11 โมงเช้า ทุกคนในอังกฤษนัดยืนไว้อาลัย 1 นาทีให้กับเหตุการณ์เลวร้ายในกรุงปารีส (มีการถ่ายทอดสดผ่าน BBC ด้วย)

โชคดีโต๊ะข้างๆ ของโน๊ตว่าง ผมเลยนั่งทำงานรอไปพลางๆ พอเที่ยงกว่าก็ไปหาอะไรกินกัน โน๊ตบอกว่าดิ๊บบี้กลับมาที่โต๊ะแล้ว

ดิ๊บบี้คือน้องอีกคนที่ทำงานที่เมืองไทย ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่นี่ในตำแหน่ง senior product manager

ยังมีคนไทยจากทีมอื่นอีกสองสามคนที่ได้มาเป็นพนักงานประจำของที่นี่เหมือนกัน

อย่างที่เคยบอก คนไทยเก่งไม่แพ้ฝรั่งครับ

—–

ทั้งสามคนพาผมมากินร้านอาหารเม็กซิกันชื่อ Wahaca

แบงค์เสนอเมนู Wahaca Selection มากินกันสองคน (ราคา 22 ปอนด์) ซึ่งแม้จะแชร์กันแล้วก็กินไม่หมดอยู่ดีเพราะอาหารเยอะมาก!

เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง และได้ความรู้ใหม่ดังนี้

ธนาคารไม่ค่อยมีแบงค์ 100 ปอนด์ แบงค์ 20 ปอนด์จึงถือเป็นแบงค์ใหญ่ของเขาแล้ว เพราะคนส่วนมากมักจะใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต

พนักงานในออฟฟิศเดียวกันที่คบหากันจะไม่แสดงออก ไม่ใช่เพราะต้องการจะปกปิด เพียงแต่เขาต้องการรักษาความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน

และด้วยความที่เขาไม่ได้แสดงออกว่าเป็นแฟนกันนี่เองที่ทำให้แบงค์หน้าแตกถึงสองครั้งสองครา

ยกตัวอย่างเช่น

แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไร
Mr.A: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ ยูสนใจมั้ย
แบงค์: สนใจๆ บ้านยูอยู่แถวไหนน่ะ
Mr.A เปิด Google Maps ให้แบงค์ดู
(Ms B. เดินมา)
แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไรอ่ะ
Ms.B: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ
แบงค์: จัดงานปาร์ตี้เหมือน A เลยนี่ บ้านยูอยู่แถวไหนอ่ะ
(Ms.B ชี้ไปบน Google Maps ที่เปิดอยู่)
แบงค์: โหยยูสองคนบ้านอยู่ใกล้กันมากเลยนะ บลา บลา บลา
(A กับ B ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แบงค์มารู้เอาทีหลังจากเพื่อนว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาซักพักแล้ว)

Canary Wharf เคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน แต่รัฐบาลก็มาปรับปรุงพื้นที่ และเชื้อเชิญให้บรรดาธนาคารใหญ่ๆ และบริษัทวาณิชธนกิจ ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยอาจเสนอค่าเช่าที่ถูกกว่าเดิมหรือการเอื้อประโยชน์ทางภาษี (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง) Canary Wharf จึงเป็นเหมือน “เมืองเกิดใหม่” ที่อายุแค่สิบปีนิดๆ เท่านั้น

แถวนั้นจะมี Fitness ของ Reebok (ที่ขายรองเท้านั่นแหละครับ) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฟิตเนสที่ดีที่สุดในยุโรป ดิบบี้กับแบงค์ก็ไปเล่นอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะไปกันตอนพักเที่ยงหรือบ่ายสอง เจ้านายไม่ว่าเพราะเขาสนใจว่าคุณทำงานเสร็จ ทำงานดีรึเปล่ามากกว่า

20151116_10414820151116_123618

—–

งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ของผมคือการไปร่วมงาน Scholars Event ซึ่งจัดอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge

นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับเล็กๆ สำหรับ เหล่า NGO และนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีที่ได้ทุนในการมาร่วม Trust Women Conference ในคราวนี้ ซึ่งมีประมาณ 60 คนจากผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 600 คน

หลังจากที่ทีมงานกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการซัก 15 นาที เวลาที่เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ คือการพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย

มองไปรอบตัวมีผู้ชายแค่ 4 คนเอง คนที่ผมได้คุยด้วยส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิง ยกตัวอย่างเช่น

Udragh จากมองโกเลีย ดูแลเด็กผู้หญิงที่ตั้งท้องตั้งแต่ยังวัยร่น
Shalia จากมองโกเลีย มุ่งสร้างผู้นำที่เป็นเพศหญิง
(จำชื่อไม่ได้) จากอัฟกานิสถาน ทำงานเกี่ยวกับการยับยั้งความรุนแรงในครอบครัว
Shree จากอินเดีย ป้องกันการค้ามนุษย์และบริการทางเพศ
Kriti จากอินเดีย ทำงานเรื่องคลุมถุงชน (เด็กบางคนอายุแค่ 10 เดือนก็โดนจับแต่งงานแล้ว!)

อีก 5 ชั่วโมง งาน Trust Women Conference จะเริ่มขึ้น

และผมจะเจอผู้หญิงเก่งๆ แบบนี้จากทั่วโลกอีกหลายร้อยคน!

ต้องรีบเข้านอนแล้วสินะ!

20151116_151444

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 16 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s