50 บทเรียน

20170710_50lessons

วันนี้ผมอายุครบ 37 ปีพอดีครับ เลยอยากลองสรุปบทเรียนที่ผ่านมาเป็นประโยคสั้นๆ ซัก 37 ประโยคดู เขียนไปเขียนมาได้เกินมานิดหน่อย จะตัดทิ้งก็เสียดาย เลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ทั้งหมดเลยนะครับ

1. หัวหน้าคือพระอาทิตย์ของเรา เราคือดาวเคราะห์ของเขา ดังนั้นอย่าน้อยใจถ้าเขาดูแลเราได้ไม่ทั่วถึง

2. งานเร่งกับงานสำคัญเป็นคนละเรื่องกัน อย่าสับสน – Urgent work and important work are two different things. Don’t get them mixed up

3. ถ้างานมันง่ายเค้าคงไม่มาจ้างเราหรอก

4. ถ้าประชุมกันแล้วไม่มีใครจดบันทึกการประชุม ให้อาสาทำหน้าที่นั้น

5. เข้าห้องน้ำก่อนแล้วค่อยมานั่งทำงานต่อให้เสร็จก็ได้

6. Passion คือฉันทะ

7. คิดอย่างคนขี้เกียจ ทำอย่างคนขยัน (วิมังสา + วิริยะ)

8. เต็มที่การกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ (อุเบกขา)

9. การทำตัวยุ่งคือการหลบซ่อนรูปแบบหนึ่ง – Being busy is another form of hiding

10. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

11. ถือตัวทำไม หนักเปล่าๆ

12. ถ้าเขานิสัยไม่ดี แสดงว่าเขาต้องเคยเจออะไรแย่ๆ มา

13. เราล้วนต้องการใครซักคนที่เราจะแสดงความอ่อนแอให้เห็นได้ – We all need someone we can surrender to

14. คนไม่ตรงต่อเวลา คือคนที่ไม่เคารพชีวิตคนอื่น

15. เราหัวเราะได้ดังที่สุดตอนที่อยู่กับเพื่อนเก่า

16. คนเรามักจะใช้มาตรฐานของตัวเองไปตัดสินการกระทำของคนอื่น

17. อย่าคิดไปเองว่าเขาจะเข้าใจเจตนาของเรา

18. บางทีก็แค่ต้องเอ่ยปากเท่านั้น – Sometimes all you have to do is ask

19. ขอบคุณไม่เสียตังค์ ถ้าไม่กล้าขอบคุณดังๆ ให้ขอบคุณในใจ

20. ผู้หญิงไม่ได้ชอบคนเลว เค้าชอบคนมั่นใจในตัวเอง

21. คนมั่นใจกับคนโอ้อวดเป็นคนละคนกัน

22. การมีภรรยาดีเป็นลาภอันประเสริฐ

23. พ่อแม่เป็นคนที่เราหลงลืมบ่อยที่สุด

24. ลูกเราหน้าตาน่ารักเสมอ ต้องรอให้โตอีกหน่อยแล้วกลับมาดูถึงจะเห็นว่าตอนเกิดใหม่ๆ นี่หน้าตาตลกชะมัด

25. หนึ่งในข้อดีที่สุดของการมีลูกคือการได้เห็นแววตาที่บอกว่าเขาไว้ใจเราที่สุดในโลกแล้ว

26. คุณแม่มือใหม่มักจะมีปัญหากับคุณย่าเพราะวิธีการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วก็อาจจะถูกทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็ตามใจคุณแม่ดีกว่า เพราะเขาเป็นคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์มากที่สุด

27. อย่าเปรียบเทียบ เพราะบางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนปลาย

28. อย่าพยายามมากเกินไป

29. ถ้ายังหนุ่มสาวให้เน้น say yes ถ้าเกินสามสิบควรเริ่ม say no

30. เงินนั้นสำคัญ แต่มันเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่จุดหมาย

31. ถ้าทำมาตั้งเยอะแล้วยังไม่ถึงไหน ให้หยุดทำแล้วอยู่นิ่งๆ จะได้มีเวลาคิด

32. ถ้าคิดมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้ทำซะที ให้หยุดคิดแล้วลงมือเลย ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก

33. คนที่ถ่อมตัวมากเกินไปก็น่ารำคาญ – False modesty is another way to lie

34. มีเงินร้อยล้านก็กินข้าวได้ทีละจานเหมือนเดิม

35. ยิ่งอยู่สูง ยิ่งนอบน้อม ยิ่งน่ารัก

36. ระวังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคยรังเกียจ

37. ให้เท้าสัมผัสดินเสียบ้าง

38. ผู้ชายแต่งตัวไปทำงาน ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงนี่ง่ายกว่าเยอะเลย

39. เวลายกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่ม ระวังน้ำตรงก้นแก้วจะหยดลงจานข้าว

40. ในวัยสามสิบกว่า วิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุดคืองดอาหารเย็น

41. ถ้าเอารีโมทรถยนต์แนบหัวหรือแนบหลังของเราแล้วยิงไปที่รถ รีโมทจะทำงานได้ไกลขึ้น

42. น้ำหนักเฉลี่ยของเมฆคือ 500,000 กิโลกรัม 

43. ความรู้ที่ไม่ได้เอาไปสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น จะกลายเป็นความรู้ที่เอาไว้สร้างตัวกู

44. ข้อมูลเยอะเกินไปจะทำให้เราตัดสินใจไม่ได้

45. อย่างมงายกับตรรรกะ

46. ตัวเลขสำคัญน้อยกว่าที่เราคิด

47. ระหว่างเป็นคนถูกกับเป็นคนมีเมตตา เลือกเป็นคนมีเมตตาดีกว่า

48. อยากให้คนจำเราแบบไหน ก็จงทำตัวแบบนั้น

49. สร้างอะไรซักอย่างที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตเรา – Create something that will outlive you

50. ความสุขหรือความทุกข์ คือช่องว่างระหว่างความจริงกับความคาดหวัง

—-

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r  (ได้คะแนน 8.9 เต็ม 10 จากผู้เข้าเรียนคลาสแรก)

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

20170702_struggle

คำถามนี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราต้องพาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือได้รับหน้าที่ใหม่ๆ เช่นการโดนโปรโมต ย้ายทีม หรือย้ายที่ทำงาน

ถ้าตอนนี้เรากำลังท้อแท้ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีซักอย่าง อารมณ์เหมือนคนกำลังจมน้ำตลอดเวลา จนเกิดคำถามว่าเราเหมาะกับตรงนี้จริงเหรอ ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อ

หนึ่ง คือกลับมาดูแลตัวเอง ด้วยการ กินให้ดี เคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะๆ (ออกกำลังกาย) และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat / Move / Sleep)

จากประสบการณ์ของผม เวลาชีวิตกำลังยากลำบาก เราจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ใส่เวลาลงไปกับหน้าจอคอมมากขึ้น จนเราแทบไม่เหลือเวลากินข้าว ออกกำลังกาย และหรือพักผ่อนเลย

ก็ดูทุ่มเทดีอยู่หรอก แต่ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้ว ทุกอย่างย่อมจะรวนไปหมด ยิ่งนอนน้อย ยิ่งหงุดหงิดง่าย ยิ่งไม่มีสมาธิ ยิ่งทำงานได้แย่ลง ยิ่งต้องกลับมาแก้งาน ยิ่งทำให้นอนน้อย ฯลฯ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอย่างยิ่ง

เพราะคุณภาพของงานไม่อาจดีไปกว่าคุณภาพของจิตใจตอนที่ทำงานชิ้นนั้นได้ การทำงานหนักยิ่งขึ้นจึงไม่น่าจะใช่คำตอบ

คำแนะนำข้อที่สอง คือเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำบางอย่างที่มันเคยเวิร์คสำหรับเรามาโดยตลอด อาจไม่เวิร์คกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไป

“We can not solve our problems with the same level of thinking that created them”
-Einstein

เราไม่อาจแก้ปัญหาด้วยความคิดระดับเดียวกับที่เราสร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้

ถ้าอยากจะหลุดจากวังวนตรงนี้ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนความเชื่อและเปลี่ยนการกระทำอะไรบางอย่าง

อาจต้องเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ให้น้อยลง อาจต้องหัดขอความช่วยเหลือ อาจต้องยอมเป็นคนที่ไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง

เพราะถ้าเราหวังผลเลิศกับงานทุกชิ้นในตอนที่เรายังปรับตัวไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะทำไม่ได้ดีซักอย่างเดียว

ลองเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 อย่างที่เราต้องทำให้ได้ (น้อยกว่านี้ได้แต่ห้ามมากกว่านี้)

ถ้าเราดูแลตัวเองดี เราจะมีกำลังใจและกายที่จะทำสามสิ่งนี้ให้ออกมาดี รวมถึงมีจิตที่แข็งพอที่จะไม่ฟุ้งซ่านไปกับงานอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมา

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเราต้องกลับมาใส่ใจร่างกายและวิธีคิดของตัวเอง

และเมื่อเราผ่านจุดนี้ไปได้ เราจะเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และฉลาดขึ้นแน่นอน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เบรคไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราขับรถช้าลง

20170629_brake

เบรคมีไว้เพื่อให้เราขับรถได้เร็วขึ้นต่างหาก

ลองนึกดูก็ได้ว่า ถ้าเราต้องขับรถที่ไม่มีเบรค เราจะกล้าขับเร็วแค่ไหน? เผลอๆ เราไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นรถคันนั้นด้วยซ้ำ

แต่ถ้าเรารู้ว่ารถยนต์คันนี้มีเบรค เราจะกล้าเหยียบคันเร่ง เพราะเรามั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เบรคจะช่วยให้เราปลอดภัย

การมีเบรคในชีวิตจึงไม่ได้ทำให้เราไปได้ช้าลง ตรงกันข้าม มันทำให้เรากล้าไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นต่างหาก

ดังนั้น หากเรากำลังจะทำอะไรบางอย่างแล้วมีคนท้วงติง (เช่นพ่อแม่) เราก็ไม่ควรจะรำคาญท่าน ต้องขอบคุณท่านเสียอีกที่ทำให้เรามั่นใจว่า หากเรากระโดดคว้าดาวแล้วพลาดตกลงมา อย่างน้อยเราจะยังมีคนคอยโอบอุ้มและเยียวยาเรา

รถยนต์มีเบรคเพื่อให้เรากล้าขับรถเร็วฉันใด ชีวิตเราก็ควรมีเบรคเพื่อให้เรากล้าคิดทำการใหญ่ฉันนั้นครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Sarhad Choudhary’s answer to What is the best thing that you read today? 

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

อย่าเอามือเปื้อนสบู่ไปขยี้ตา

20170628_handfullofbubble

ปรายฝน ลูกสาวของผมอายุได้ขวบ 8 เดือนแล้ว

ทุกคืนก่อนเข้านอน ผมจะมีหน้าที่พาปรายฝนเปลี่ยนผ้าอ้อม แปรงฟัน แล้วก็ล้างมือ

ปรายฝนโปรดปรานการล้างมือมาก ผมจะเป็นคนอุ้มเขาขึ้นมาแล้วเอียงตัวไปใกล้ๆ ก๊อกน้ำให้เขาเปิดน้ำเอง จากนั้นปรายฝนก็จะเรียกร้องให้ผมกดฟองสบู่คิเรอิใส่มือให้เขาได้ถูมือไปมา เดาว่าเขาคงชอบความรู้สึกลื่นๆ และกลิ่นที่หอมติดมือ

แต่เมื่อคืนก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อปรายฝนนึกสนุกตบมือในขณะที่ฟองสบู่ยังเต็มมืออยู่ ฟองก็เลยกระเด็นไปโดนกระจกและโดนหน้าผม ก่อนที่จะห้ามไว้ทันฟองก็กระเด็นใส่ตาปรายฝนเสียแล้ว

ปรายฝนรีบเอามือซ้ายไปขยี้ตา ผมก็รีบคว้ามือปรายฝนออก (แต่เค้าขยี้ไปทีสองทีแล้วนะครับ) พอจับมือซ้ายเขาไว้ เขาก็เอามือขวาขึ้นมาขยี้ตาแทน (ตอนนั้นมือผมว่างแค่มือเดียวเพราะอีกมืออุ้มปรายฝนอยู่) ผมเลยต้องรีบวางปรายฝนลงแล้วจับมือเขาไว้ทั้งสองข้าง พาไปล้างมือให้สะอาดในห้องอาบน้ำก่อน แล้วค่อยเอาน้ำมาล้างหน้าล้างตาให้พอหายปวดแสบปวดร้อน

ระหว่างที่เช็ดตัวให้ปรายฝนที่กำลังยืนงงๆ ว่า ทำไมยิ่งขยี้ตาก็ยิ่งแสบตา ผมก็คิดได้ว่าบางทีผู้ใหญ่เราก็มีอาการอย่างนั้นเหมือนกัน

อาการของคนที่รีบขยี้ตาทั้งๆ ที่มือยังเปื้อนสบู่อยู่

ไม่ว่าจะเป็นคู่รักที่มานั่งถกกันว่าใครถูกใครผิด ทั้งๆ ที่อารมณ์ยังคุกรุ่น

หรือคนมีชื่อเสียงที่ออกมาแถลงข่าวเพื่อพยายามกลบเกลื่อนเรื่องที่คนสงสัย

หรือปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เรารีบร้อนแก้ไขแต่พอทำไปแล้วสถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิม

เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝุ่นละอองในชีวิตทำให้เราแสบตา

ก่อนจะทำอะไร อย่าลืมล้างมือ-ล้างใจก่อนทุกครั้งนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

เราเปลี่ยนไพ่ในมือไม่ได้

20170626_cards

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดร.แรนดี้ เพาช์ อาจารย์ด้าน Computer Science โด่งดังไปทั่วโลกจากการขึ้นพูด The Last Lecture ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน ในวันที่เขารู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนและจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน

หนึ่งในประโยคที่กินใจผมถึงทุกวันนี้ คือคำพูดที่ว่า เมื่อไพ่ถูกแจกมาอยู่ในมือเราแล้ว เราไม่สามารถขอเปลี่ยนไพ่ได้ ทำได้เพียงเล่นมันให้ดีที่สุด

“We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.”
-Randy Pausch

แรนดี้ได้รับไพ่มะเร็งตับอ่อน (โรคเดียวกับที่คร่า Steve Jobs) ในวันที่ลูกทั้งสามยังตัวเล็กอยู่เลย

แรนดี้อาจเลือกที่จะตีโพยตีพายกับความโชคร้ายของเขาก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะขึ้นเวที The Last Lecture เพื่อพูดเรื่องการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง (Achieving Your Childhood Dreams) โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อลูกๆ เขาโตพอ จะได้ฟังและเข้าใจคำสอนที่พ่อตั้งใจทิ้งไว้ให้

เราแต่ละคนได้รับไพ่มาไม่เหมือนกัน บางคนมีวัยเด็กที่สมบูรณ์และมีครอบครัวที่อบอุ่น ขณะที่บางคนบ้านแตกสาแหรกขาด บางคนคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ขณะที่บางคนต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนหน้าตาดีจนใครเห็นก็เอ็นดู ในขณะที่บางคนถูกเพื่อนล้อเพราะขี้เหร่

แต่ในเมื่อไพ่ถูกแจกมาที่เราแล้ว การถามว่า “ทำไมฟ้าไม่ยุติธรรม” รังแต่จะทำให้เราเสียกำลังใจ สู้เอาสติและปัญญามาขบคิดว่า “แล้วจะเล่นไพ่ของเรายังไง” เพื่อให้เราชนะในเกมชีวิตนี้ได้จะดีกว่า

ถ้าเงินไม่ค่อยมี เราก็ต้องขยันกว่านี้ ถ้าหน้าตาไม่ค่อยดี เราก็ต้องอดทนมากกว่าคนอื่นอีกหน่อย

หากเรา “เล่นไพ่” อย่างมีสติ และไม่ “หมอบ” ไปเสียก่อน

วันหนึ่งเราต้องจั่วได้ไพ่ดีๆ บ้างแหละน่า


ป.ล. ดร.แรนดี เพาช์ จากไปอย่างสงบในวันที่ 25 กรกฎาคม 2008 วีดีโอ The Last Lecture ความยาว 75 นาที มีคนดูไปแล้วกว่า 18 ล้านครั้ง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives