เป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

20170723_friend

วันนี้ได้ฟัง Eckhart Tolle (เอ๊คฮาร์ท โทลเล่) ผู้เชียนหนังสือ The Power of Now ให้สัมภาษณ์ในพอดคาสท์ On Being ของ Krista Tippett ว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะเราต้องการอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความจริงที่เราประสบอยู่ ณ ตอนนี้

เช่นเราเครียดเรื่องงาน เพราะความจริงคืองานเรายังไม่เสร็จ แต่สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หรือเราเครียดเรื่องรถติด เพราะความจริงตอนนี้เรายังอยู่บนถนน แต่สิ่งที่เราต้องการคือการได้ไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว

ความเครียดเกิด เพราะเรามอง “สถานการณ์ปัจจุบัน” เป็น “ศัตรู” หรือเป็น “อุปสรรค”

โทลเล่บอกว่า ถ้าอยากจะเครียดให้น้อยลง ก็ควรจะมี “ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับปัจจุบัน” ให้มากขึ้น (have a friendly relationship with the present moment)

เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งเดียวที่เรามี

“ปัจจุบัน” ที่เกิดขึ้นไปแล้วจะกลายเป็นอดีต และสิ่งที่เราเรียกว่าอนาคตนั้น พอมันมาถึงมันก็จะกลายเป็น “ปัจจุบัน” เช่นกัน

ถ้าเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับปัจจุบันได้ เราก็จะโหยหาหรือดิ้นรนตลอดเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “หัวร้อน” หรือประสบกับเรื่องไม่พอใจ ลองสะกิดถามตัวเองนะครับว่า เรากำลังเป็นเพื่อนกับปัจจุบันอยู่รึเปล่า

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย

20170723_hardchoices

เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”
–Jerzy Gregorek

สั้นๆ แต่ได้ใจความ

ถ้าเราเลือกทางยากตอนนี้ ชีวิตของเราจะง่ายในภายหลัง

เหมือนเด็กที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ใครได้หน้าที่การงานดีชีวิตก็ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก

ในทางกลับกัน เด็กที่เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกสนาน ไม่อ่านหนังสือ สอบได้คะแนนไม่ดี โอกาสก็แคบลง และคงต้องเหนื่อยหนักกว่าจะก้าวหน้าเท่ากับคนที่ตั้งใจเรียนเสียแต่แรก

แม้จะจบมาทำงานแล้ว เราก็ยังมี hard choices หรือ easy choices ให้เลือกตลอดเวลา

จะทำงานหนักหรือจะเช้าชามเย็นชาม

จะดื่มน้ำเปล่าหรือจะดื่มน้ำหวาน

จะออกกำลังกายหรือจะดูทีวี

จะอ่านหนังสือหรือจะส่องเฟซ

จะเอาเงินไปซื้อมือถือ หรือจะเอาไปลงทุน

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

จะว่าไป ชีวิตก็แฟร์ดีเหมือนกันนะ

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

จนตรอกไม่บอกใคร

20170722_desperation

“The mass of men lead lives of quiet desperation.”

คนจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตสิ้นหวังอย่างเงียบๆ

– Henry David Thoreau, Walden

ผมเพิ่งรู้ว่าคำว่า desperate หรือ desperation นี่หาคำแปลไทยตรงๆ ยากชะมัด

เพราะถ้าเปิดดิคเราจะเจอคำว่า “สิ้นหวัง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ คำว่า desperate มันแปลว่าการดิ้นรนแบบหมาจนตรอกด้วย

เช่น นายสมชายนี่น่าจะต้อง desperate มากเลยนะ ถึงไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยเดือนละ 20% มาใช้

Desperate มันสื่อได้ถึงคนที่ไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องดิ้นรนในแนวทางที่ไม่ฉลาดนักและอาจส่งผลเสียยิ่งกว่าเดิม

คำว่า quiet desperation จึงเป็นคำที่เพราะมาก เพราะมันเป็นเหมือนสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้

ตามความเข้าใจของผม quiet desperation คือความรู้สึกจนตรอกที่อยู่ภายในใจ แต่ไม่(กล้า)แสดงออกมาให้ใครรู้

ผมว่าคนเราสมัยนี้มีไม่น้อยที่ใช้ชีวิตแบบจนตรอกไม่บอกใคร

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือคนที่ตำแหน่งหน้าที่การงานดี แต่จริงๆ ก็เบื่องานที่ตัวเองทำจะแย่อยู่แล้ว ใจจริงอยากจะออกไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่เพียรสร้างมา สุดท้ายก็เลยเลือกอยู่กับ comfort zone ต่อไป

ภายนอกจึงดูเหมือนว่าเขามีชีวิตดี๊ดี แต่ใครจะรู้ว่าภายในนั้นมันร่ำร้องเสียงดังขนาดไหน

ก็เลยเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นการจนตรอกที่บอกใครไม่ได้

ใครที่ประสบภาวะนี้ อาจจะลองถามคำถามนี้ดูครับ

ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง

ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วล้มเหลว

กับการอยู่ที่เดิมที่ไม่ได้ชอบแต่ก็ชินแล้ว และเห็นภาพชัดเลยว่าวันเวลาที่เหลือของเราก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

สำหรับผม ผมว่าอย่างที่สองน่ากลัวกว่านะ

เพราะชีวิตที่คาดเดาอนาคตได้ทุกอย่าง ยังจะเรียกว่า “ชีวิต” ได้อีกเหรอ?

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

หากเราไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีตอนนี้

20170717_appreciatewhatyouhave

คิดหรือว่าตอนที่เรามีมากกว่านี้เราจะมีความสุข?

“If you aren’t grateful for what you already have, what makes you think you would be happy with more.”
-Roy T. Bennett, The Light in the Heart

สำหรับบางคน ชีวิตคือการมองไปข้างหน้า

ต้องดีกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากว่านี้

เมื่อดวงตาจับจ้องเพียงยอดเขาอันสูงส่ง จึงอดชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง

สำหรับผู้อ่านวัยกลางคน หากมองไปรอบๆ ตัวเราตอนนี้ จะพบว่ามีตั้งหลายสิ่งที่เราเคยต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้มันมาหรือรักษามันไว้

ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี

ร่างกายที่แข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย

ทรัพย์สินสำคัญอย่างที่อยู่อาศัย

หรือคนสำคัญอย่างภรรยา สามี หรือลูก

ผมเห็นด้วยครับว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าเราพุ่งชนไปเพื่อใคร

ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งเราอาจพบตัวเองยืนอยู่บนยอดเขาเพียงคนเดียวก็ได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก

20170715_whatyoulove

และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่เรายอมให้มากวนใจเราได้

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

– Robert Anton Wilson

คนที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อหรือความยึดมั่นในอะไรบางอย่าง

Bill Gates อยากให้บ้านทุกหลังมีคอมพิวเตอร์

Steve Jobs นำความงามและความง่ายมาสู่เทคโนโลยี

Mark Zuckerberg อยากทำให้ทุกคนในโลกนี้ติดต่อกันได้

และ Elon Musk ที่สร้าง SpaceX เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งโลกนี้มันอยู่ไม่ได้จริงๆ มนุษยชาติก็ยังมีดาวอังคารเป็น “แผนสอง”

ความเชื่อ – ความฝัน – ความรัก

สามคำนี้เป็นพี่น้องกัน

ดูอย่างเพลงของพี่ตูนบอดี้แสลมที่มักจะมีสามคำนี้โผล่มาเสมอ

ความฝันของเราคงไม่ต้องใหญ่เท่าสตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเราควรจะมีความฝันบางอย่างที่จะผลักดันให้เราได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

บางคนอาจฝันเขียนบล็อกที่มีคนอ่านเป็นหมื่น

บางคนอาจฝันทำเพลงที่มีคนร้องตามได้เป็นแสน

บางคนอาจฝันทำแอ็ปพลิเคชั่นที่มีคนใช้เป็นล้าน

ยิ่งความฝันมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ การกระทำและตัวตนของเราก็จะต้องใหญ่ตามไปด้วย

แต่ต่อให้ฝันใหญ่แค่ไหน ทุกคนก็มีจุดอ่อน

บางคนอาจใจร้อน บางคนอาจขี้น้อยใจ บางคนอาจขี้อิจฉา บางคนอาจคิดมาก

หากอยากจะมีเวลาและพลังไปจัดการกับสิ่งที่เราเชื่อ ก็ต้องระวังที่จะไม่สูญเสียมันไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้างานที่เราทำอยู่ในสปอตไลท์ ก็ย่อมต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา คำถามคือเราจะยอมให้คำเหล่านั้นมีผลกับเราแค่ไหน

เราจะหัวเสียจนไม่เป็นอันทำงานเลยรึเปล่า เราจะยอมเปลี่ยนแนวทางเพื่อเอาใจคนกลุ่มนี้รึเปล่า หรือเราจะแค่มองมันอย่างขำๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่เราเชื่อต่อไป?

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่กวนใจเราได้

อย่าปล่อยให้อะไรมากวนใจเราง่ายๆ นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives