อยากเป็นแต่ไม่อยากทำ

20170815_nounwithoutverb

“Lots of people want to be the noun without doing the verb.”
– Austin Kleon

อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม

อยากมีแฟน แต่ไม่อยากถูกปฏิเสธ

อยากเก่งเหมือนเมสซี่ แต่ไม่อยากซ้อม

อยากผอม แต่ไม่อยากหยุดกินอาหารขยะ

อยากฉลาด แต่ไม่อยากอ่านหนังสือ

อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่อยากเขียน

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่อยากเสี่ยง

อยากรวย แต่ไม่อยากทำงานหนัก

อยากเป็นที่รัก แต่ไม่อยากทำเพื่อคนอื่น

“Lots of people want to be the noun without doing the verb.”

ระหว่าง “อยากเป็น” กับ “อยากทำ” เลือกอยากทำดีกว่า

ทำเยอะๆ เดี๋ยวก็ได้เป็นเอง


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือที่จะทำให้คุณรักวันจันทร์มากขึ้น วางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมครับ bit.ly/tgimannounce

20170812_122723

 

กุ้งแป๊บเดียว

20170814_instantshrimp

วันนี้ที่บ้านผมทำสุกี้กินกันครับ

มีพ่อ ผม แฟน พี่ชายแฟน น้องชาย แฟนน้องชาย รวมเป็น 6 คนพอดี (แม่ไปต่างจังหวัด)

แฟนผมไปซื้อวัตถุดิบจากแมคโครฟู้ดตั้งแต่เช้า ทั้งไก่ กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น เห็ด วุ้นเส้น หมี่หยก รวมถึงผักอีกสารพัน แล้วให้ “ป้าเยา” พี่เลี้ยงของปรายฝน (ลูกสาววัยหนึ่งขวบเก้าเดือน) ช่วยเตรียมอาหาร

การทำสุกี้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เอาน้ำซุปใส่หม้อ วางบนเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เร่งความร้อนให้สูงสุด จากนั้นก็โยนผักต่างๆ เห็ดต่าง และเนื้อต่างๆ ลงไปให้เพียงพอกับปริมาณคน ซักพักก็เอากระชอนมาตักกินกันได้ตามอัธยาศัย

ผ่านไปร่วมชั่วโมง เพื่อนร่วมโต๊ะ ค่อยๆ อิ่มกันไปทีละคนสองคน สุดท้ายก็เหลือเพียงชายฉกรรจ์ที่ยังกินไหวอยู่ คือผม น้องชาย และพี่ชายแฟน แต่อาหารที่ยังไม่ได้ลวกยังมีอยู่ไม่น้อย แฟนผมก็เลยอาสาเป็นมือลวกให้

ความแตกต่างในรอบนี้ก็คือ แทนที่จะโกยอาหารลงหม้อ เธอหยิบกุ้ง 3-4 ตัวขึ้นมาใส่กระชอน จุ่มน้ำร้อนแค่ประมาณหนึ่งนาที แล้วก็เอามาใส่ในถ้วยของผม

พอกุ้งเข้าปาก ผมพบว่ากุ้งทั้งนุ่ม ทั้งหวาน อร่อยกว่ากุ้งทุกๆ ตัวที่ผมได้กินในหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ จนผมอดไม่ได้ที่จะคีบให้แฟนกินตัวนึงเพื่อให้เค้ารู้ว่ากุ้งที่เค้าทำนั้นอร่อยจริงจัง

เราตกลงปลงใจที่จะเรียกชื่อกุ้งนี้ว่า “กุ้งแป๊บเดียว” เพราะลวกน้ำแค่แป๊บเดียวแล้วเราก็กินเลย ต่างจากกุ้งชุดก่อนหน้านี้ที่โดนโกยลงหม้อต้มไว้เสียนาน กว่าจะมีใครมาตักเข้าปากเนื้อมันก็แข็งและเสียรสชาติไปเกือบหมดแล้ว

กุ้งแป๊บเดียวทำให้ผมนึกถึงตอนไปเที่ยวโตเกียวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ ผมเดินเข้าไปในร้านยากิโทริ (ขายเนื้อไก่เสียบไม้ย่าง) ซึ่งเล็กนิดเดียวแต่ก็มีคนนั่งกันแน่นขนัด คนดูแลร้านเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งรับออเดอร์ ปิ้งไก่ เสิร์ฟเบียร์ พูดคุยกับลูกค้า และเก็บเงิน

ผมใช้เวลานั่งรออยู่นานพอสมควรกว่าจะได้ไก่ย่างเสียบไม้มาทานกับเขาบ้าง ซึ่งพอชะเง้อมองไปหลังเคาท์เตอร์ก็เห็นว่าเขามีเตาถ่านแค่เตาเดียว น่าจะปิ้งไก่ได้ไม่เกินทีละ 5 ไม้ แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อร้านขายดีขนาดนี้ ทำไมเขาไม่ซื้อเตาให้ใหญ่กว่านี้ซักสามเท่า จะได้ปิ้งไก่ได้เร็วขึ้น ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน

—–

เราอาจได้ยินคำว่า “มีประสิทธิภาพ” (efficient) และ “มีประสิทธิผล” (effective) มานาน แต่เราเคยหยุดคิดมั้ยครับว่า สองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร?

Efficient คือการทำอะไรก็ตามให้เกิดการสิ้นเปลืองน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร พลังงาน หรือเวลา (achieving maximum productivity with minimum wasted effort or expense).

ส่วน Effective คือการสร้างผลลัพธ์ที่เราอยากจะเห็น (successful in producing a desired or intended result.)

ถ้าเปิด Google Ngram viewer เราจะเห็นว่า คำว่า efficiency นี่เพิ่งจะมาบูมช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมนี่เอง https://goo.gl/jzF93L ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการผลิตในโรงงานนั้น ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ ยิ่งต้นทุนต่ำ ยิ่งกำไรสูง ยิ่งตอบโจทย์ทุนนิยม

แต่กรอบความคิดของยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้ทำให้พวกเราติดนิสัย “ประสิทธิภาพนิยม” นอกเวลางานด้วย

เราเลยมองหา “ประสิทธิภาพ” ในทุกภาคส่วนของชีวิต ทำอะไรต้องเร็วที่สุด เปลืองแรงน้อยที่สุด ได้ผลตอบแทนดีที่สุด

การโยนกุ้งลงหม้อสุกี้ทีละเยอะๆ นั่นก็เพื่อประสิทธิภาพ (ทำทีเดียว กินกันได้หลายคน ไม่เปลืองแรง)

หรือความคิดที่ว่าร้านยากิโทริควรจะซื้อเตาปิ้งที่ใหญ่กว่านี้ซักสามเท่า ก็เป็นความคิดเชิงประสิทธิภาพนิยมเช่นกัน

แต่ประสิทธิภาพอาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

เพราะแม้จะ efficient แต่ก็อาจไม่ effective ก็ได้

เหมือนกุ้งหลายสิบตัวที่ถูกโยนลงหม้อต้ม รสชาติไม่อาจสู้ “กุ๊งแป๊บเดียว” ที่ลวกทีละกระชอน

หรือยากิโทริที่ย่างบนเตายักษ์ อาจจะอร่อยสู้ยากิโทริบนเตาเล็กๆ ไม่ได้

เราจึงต้องแยกแยะให้ออก ว่าเวลาไหนควร efficient เวลาไหนควร effective

โดยเฉพาะตอนที่ใช้เวลาส่วนตัวกับคนที่เรารัก บางทีอาจต้องละทิ้งคำว่า “ประสิทธิภาพ” ไปเสียบ้าง

เมื่อเรากลับมาเน้นที่ประสิทธิผล เราจะมีชีวิตที่ “ช้าลง” แต่ “ลึกขึ้น”

แถมอาจได้กินกุ้งที่อร่อยกว่าเดิมด้วยครับ

—-

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือที่จะทำให้คุณรักวันจันทร์มากขึ้นวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

เราไม่เคยใช้ปากกาจนหมดด้าม

20170812_pen

เช้าวันนี้ผมไม่ได้เขียนบล็อกเพราะต้องนั่งเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ให้คนที่สั่งออนไลน์มากับผมโดยตรง*

ปากกาที่ผมใช้เป็นปากการหมึกซึมสีดำ ด้ามสีขาวมีลายหัวใจหลายร้อยดวง ขัดกับบุคลิก Anontawong’s Musings สุดๆ

พอเซ็นหนังสือเสร็จ ผมก็นึกขอบคุณปากกาด้ามนี้เบาๆ พร้อมกับขอให้มันอยู่กับผมไปนานๆ จนกว่าจะหมึกจะหมดด้ามนั่นแหละ

—-

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนผม ที่แทบไม่เคยใช้ปากกาจนหมึกหมดเลย

ผมเริ่มใช้ปากกาตั้งแต่ป.5 (อนุบาลถึงป.4 เขาให้ใช้ดินสอ)

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีปากกาผ่านมือผมไม่ต่ำกว่า 500 ด้าม แต่ผมน่าจะใช้ปากกาจนหมึกหมดไม่เกิน 5 ด้าม ไม่รู้เหมือนกันว่าอีก 495 ด้ามมีชะตากรรมอย่างไร หลายเล่มคงถูกคนอื่นใช้ หลายเล่มอาจถูกทำหัก และอีกหลายเล่มอาจจะถูกวางไว้เฉยๆ จนหมึกแห้งไปเองและรอวันถูกทิ้ง

ปากกาหลายด้ามจึงถูกส่งไปสุสานทั้งๆ ที่หมึกยังไม่หมด จะนับว่าเป็นโศกนาฎกรรมอย่างหนึ่งก็ได้

แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับปากการึเปล่า?

กว่า 14,000 วันที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีวันที่ผม “ใช้ชีวิตจนหมดด้าม” กี่วันกัน?

เคยทำงานแบบทุ่มสุดตัวก่ี่ครั้ง?

มีความสามารถบางอย่างที่ไม่เคยเอาออกมาใช้หรือเปล่า?

เคยรักคนๆ หนึ่งสุดหัวใจบางมั้ย?

เคยใส่ใจคนที่อยู่ต่อหน้าเราอย่างเต็มที่หน?

เคยเตะบอลแล้ววิ่งจนไม่เหลือแรงแม้แต่จะเดินบ้างรึเปล่า?

ปากกาชีวิตนั้นเป็นปากการีฟิล (refill) เราจึงไม่มีเหตุผลต้องไปกลัวที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันให้หมดด้าม

สิ่งที่น่ากลัว (และน่าเสียดาย) ก็คือการที่ปากกาของเราถูกส่งเข้าสุสานทั้งๆ ที่ยังมีหมึกค้างอยู่เต็มด้ามต่างหาก

—–

* ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimannounce – ถ้าซื้อหน้าร้านได้อยากให้ไปซื้อหน้าร้านมากกว่าครับ จะได้พลิกดูก่อนตัดสินใจ และจะเป็นการช่วยดันให้หนังสือติดอันดับด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ค่อยสั่งออนไลน์กับซีเอ็ดหรือสั่งกับผมครับ (สั่งกับผมจะช้าหน่อย แต่จะได้ลายเซ็น)

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คนล้มย่อมโดนข้าม

20170802_manfell

ถ้าล้มแล้วเอาแต่นอนกองอยู่เฉยๆ

“I always tell my kids if you lay down, people will step over you. But if you keep scrambling, if you keep going, someone will always, always give you a hand. Always.”

“ผมสอนลูกผมเสมอว่าถ้าคุณลงไปนอนนิ่งอยู่ที่พื้น คุณก็จะโดนคนอื่นเดินข้าม แต่ถ้าคุณยังตะเกียกตะกาย ถ้าคุณยังพยายามจะลุกขึ้นมาอยู่ จะมีคนยื่นมือมาช่วยเหลือคุณเสมอ”

―Morgan Freeman

เวลาคนเราเจอเรื่องผิดหวังหนักๆ ในชีวิต เป็นเรื่องง่ายมากที่จะเผลอเล่นบท “คนถูกทำร้าย” ที่ไม่มีกะใจทำอะไร

พอรู้สึกว่าไม่เห็นมีใครแคร์เราเลย เราก็จะยิ่งงอแงหนักกว่าเดิม พยายามทำตัวน่าสงสารกว่าเดิมเพื่อเรียกร้องความสนใจ

แต่การกระทำอย่างนี้มักจะส่งพลังงานลบออกมา ซึ่งก็มักจะดึงคนพลังงานลบให้เข้ามาหา แล้วก็หาทางออกกันแบบลบๆ เช่นชวนกันไปกินเหล้าให้เสียทั้งเงิน เสียทั้งงาน แถมปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้

ถ้าอยากจะดึงคนดีๆ ให้เข้ามาในชีวิต เราก็ต้องเริ่มต้นด้วยการส่งพลังงานบวกออกไปก่อน ด้วยการไม่ยอมแพ้ ด้วยการพยายามลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

คนอย่างนี้ใครๆ ก็อยากช่วยเหลือ

เพราะไม่มีใครไม่เคยล้ม ยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จนี่ยิ่งล้มบ่อยกว่าเรา เจ็บหนักมามากกว่าเราเสียอีก เพราะฉะนั้นเขาจึงเข้าใจเราดี

และพร้อมจะช่วยเหลือเรา หากเราพร้อมจะช่วยเหลือตนเองครับ