KPI ที่สำคัญที่สุดของคนเขียนบล็อก

20170905_kpi

ไม่ใช่ยอดไลค์

ไม่ใช่ยอดวิว

ไม่ใช่ยอดคอมเม้นท์

และไม่ใช่ยอดแชร์

KPI ที่สำคัญที่สุดของคนเขียนบล็อกคือคำถามที่ว่า “ถ้าเราหยุดเขียน จะมีคนคิดถึงเรารึเปล่า?” – “Would they miss me if I was gone?”*

เพราะถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่างานเขียนของเรามีประโยชน์และมีคนรออ่าน แถมมันยังมีเอกลักษณ์ในแบบที่บล็อกเกอร์คนอื่นๆ ไม่สามารถทดแทนกันได้ด้วย

อาจจะมีคนแย้งว่า KPI ที่ดีมันควรจะเป็นตัวเลขไม่ใช่เหรอ เพราะมันวัดผลได้ ตรงไปตรงมา ไม่มีความลำเอียง

แต่นั่นแหละคือกับดัก

เพราะพอเรายึดติดกับตัวเลขมากเกินไป เราก็จะหลงลืม “เป้าหมายที่แท้จริง”

KPI นั้นเป็นเพียง “ตัวสะท้อน” แต่เป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

ผมลงมือเขียนบล็อก ไม่ใช่เพื่อจะได้มียอดฟอโลเวอร์หนึ่งแสนคน (แต่ถ้าได้ก็ดี!) แต่เพราะว่าอยากจะแชร์มุมมองใหม่ๆ ให้ใครก็ตามที่อาจเอามันไปใช้ประโยชน์ได้

จริงอยู่ KPI อย่างยอดไลค์ยอดแชร์ หรือยอดรายได้มันก็วัดง่ายดี

แต่เพียงเพราะว่าตัวเลขตัวนึงมันวัดง่าย ไม่ได้แปลว่ามันเป็นตัววัดที่ดีที่สุดซะหน่อย

“Would they miss me if I was gone?”

ถ้าเราไม่อยู่แล้วเขาจะคิดถึงเรารึเปล่า?

KPI นี้ใช้ได้มากกว่าการเขียนบล็อกนะครับ

อาจจะใช้วัดก็ได้ว่าเราเป็นวงดนตรีที่ดีหรือไม่

เราเป็นบริษัที่ดีรึเปล่า

เราเป็นหัวหน้าที่ดีหรือไม่

เราเป็นคนที่ใช้ได้หรือเปล่า

—–

* ขอบคุณ KPI จาก Seth Godin บล็อกเกอร์ต้นแบบของผม (แกเขียนบล็อกวันละตอนมาสิบกว่าปีแล้ว) http://sethgodin.typepad.com/

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

กฎ 5 วินาที

20170827_fivesecondrule

วันนี้ผมได้ดู TEDx Talk ของ Mel Robbins ซึ่งพูดเรื่องน่าสนใจไว้หลายอย่าง เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณรอบบิ้นส์บอกว่า เหตุผลที่เรามีเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายนั้นก็เพราะว่าสมองเรามีการทำงานสองแบบ

สมองส่วนนึงทำงานแบบ autopilot คือทำเองโดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

อีกส่วนนึงคุณรอบบิ้นส์เรียกว่า emergency brake หรือเบรคฉุกเฉิน อารมณ์คล้ายๆ ที่เราเห็นในรถไฟฟ้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตเราออกจากโหมด autopilot หรือออกจาก comfort zone เจ้าตัวเบรคฉุกเฉินนั้นก็จะทำงานแทบจะทันที ก่อนจะพาเรากลับสู่โหมด autopilot ตามเดิม

เบรคฉุกเฉินนั้นทำงานอยู่ทุกหนแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นาฬิกาปลุก เราก็จะกดปุ่ม snooze แล้วบอกตัวเองว่าขอนอนต่ออีกหน่อย

หรือตอนอยู่ที่ประชุมอยู่แล้วเกิดคำถามในใจ แต่ก็กลัวว่าถามออกไปจะดูไม่ฉลาดรึเปล่า สุดท้ายก็เลยไม่ได้ยกมือถาม

หรือตอนเจอคนแปลกหน้าที่เราสนใจ อยากเข้าไปคุยด้วย แต่เบรคฉุกเฉินก็จะยกเหตุผลหลายสิบข้อขึ้นมาเพื่อจะทำให้เราไม่กล้าเข้าไปคุยกับคนคนนั้น

คุณรอบบิ้นส์เลยแนะนำให้เราใช้กฎ 5 วินาทีครับ

โดยเธอบอกว่า เมื่อเราคิดอะไรได้ก็ตามแต่ เราต้อง “ลงมือทำ” อะไรซักอย่างภายใน 5 วินาที ก่อนที่เบรคฉุกเฉินจะทำงาน

โดยวิธีที่ทรงพลังที่สุด คือการนับถอยหลัง 5 4 3 2 1 0 แล้วลงมือทำเลย

อันนี้เป็นทริคที่น่าสนใจ คือให้นับถอยหลังจากห้ากลับมาที่ศูนย์ ไม่ใช่นับจากหนึ่งไปถึังห้า เพราะมันเหมือนเป็นการ countdown ไปสู่ “เหตุการณ์” อะไรบางอย่างเช่นการปล่อยจรวดหรือขึ้นปีใหม่

การนับถอยหลังสู่เลขศูนย์จึงมี “แรงผลัก” ให้เรา “ลงมือทำ” มากกว่าการนับหนึ่งสองสามสี่…

อีกสมมติฐานนึงที่ผมเดาเอาเอง คือถ้าเรา “นับขึ้น” 1 2 3 4 5 6 7 …. เราจะนับไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเรา “นับลง” 5 4 3 2 1 0 พอถึง 0 เราก็ไม่มีเลขให้ไปต่อแล้ว จะให้นับ “-1” “-2” ก็ดูจะยากเกินไปหน่อย สู้ลงมือทำเลยง่ายกว่า

ยกตัวอย่างการใช้กฎ 5 วินาที

ตอนเช้าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เรานอนหลับตาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อครบ 5 วิจะลุกจากเตียง เรานับในใจ 5 4 3 2 1 0 แล้วลุกขึ้นมาทันที

เราเคยตั้งเป้าว่าอยากจะแข็งแรงขึ้นด้วยการวิดพื้น แต่วันนี้ยังไม่ได้วิดพื้น นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วลงไปวิดพื้นเลย

มีงานชิ้นนึงที่ยาก แต่ก็รู้ว่าต้องทำ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเลย

เจอคนที่น่าสนใจ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเดินเข้าไปคุยเลย

ดึกแล้ว ยังนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ บอกตัวเองว่าอีก 5 วินาทีจะเลิกแล้ว นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเอามือถือไปเก็บเลย

ถ้าใครรู้สึกว่า 5 วินาทีมันสั้นไป ทำใจไม่ทัน ลองเพิ่มมาเป็นเป็นซัก 10 วินาทีก็ได้นะครับ สำคัญคือต้องนับถอยหลังไปหาศูนย์เท่านั้นเอง

ลองใช้กฎ 5 วินาที เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “ความคิด” กับ “การกระทำ” และพาตัวเองออกจากโหมด autopilot เสียบ้าง

แล้วอาจจะได้พบว่า เราทำอะไรเพิ่มได้ตั้งหลายอย่างเลยครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TEDx Talks: How to stop screwing yourself over | Mel Robbins | TEDxSF

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

เร็วแต่ไม่รีบ

20170824_fast

“Be quick, but don’t hurry.”
-John Wooden

คำสองคำที่ดูจะคล้ายกันแต่หากหยุดคิดดีๆ แล้วจะเจอความต่าง

ไม่ว่าจะเป็น “สงสาร” กับ “เมตตา” goo.gl/dzcnAq

หรือ “จริงจัง” กับ “เคร่งเครียด” goo.gl/7Hnxpr

วันนี้ผมก็ไปเจออีกสองคำที่คล้ายคลึงกัน คือคำว่า “เร็ว” กับ “รีบ”

เร็ว ทำให้ประหยัดเวลา
รีบ จะยิ่งช้า เพราะต้องกลับมาแก้

เร็ว พอดีๆ คุณภาพงานไม่ตก
รีบ ไม่มีทางพอดี และงานมักไม่ได้มาตรฐาน

เร็ว แต่เปี่ยมไปด้วยสติ
รีบ มักขาดสติ

เร็ว เพราะเริ่มในเวลาที่ควรเริ่ม
รีบ เพราะเริ่มนาทีสุดท้าย

เร็ว เพราะคิดแล้วลงมือทำ
รีบ เพราะลงมือทำโดยไม่คิด

เร็ว เพราะทำเต็มความสามารถไม่ว่อกแว่ก
รีบ เพราะมัวแต่ไปแวะข้างทาง

เร็ว หัวหน้าจะชื่นชม
รีบ หัวหน้าจะว่าว่าเราชุ่ย

เร็ว จะได้กลับบ้านไปเจอคนที่เรารัก
รีบ ถึงจะอยู่บ้านก็ไม่ได้คุยกันอยู่ดี

“Be quick, but don’t hurry.”

เร็วได้ แต่อย่ารีบนะครับ


UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อย่าขอให้ชีวิตง่ายกว่านี้

20170823_easierlife

แต่ขอให้เราเก่งกว่านี้

“Don’t wish it was easier, wish you were better.
Don’t wish for less problems, wish for more skills.
Don’t wish for less challenge, wish for more wisdom”

― Jim Rohn

การขอให้ชีวิตง่ายกว่านี้มีจุดอ่อนอยู่สองข้อ

ข้อแรกคือเราสั่งมันไม่ได้ เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ข้อสองคือต่อให้เรา”โชคดี” ได้มีชีวิตที่ง่ายขึ้นจริงๆ เราก็จะสูญเสียโอกาสในการเติบโต

ถ้าเราตั้งใจจะอยู่บนโลกนี้ไปอีกซักพัก ยังไงก็ต้องได้เจอปัญหาที่ใหญ่ขึ้น หนักหน่วงขึ้นแน่ๆ

ความยากลำบากที่เราประสบในตอนนี้ จึงเป็นนาทีทองที่จะขัดเกลาให้ตัวเองเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และมีภูมิคุ้มกันที่จะรับมือกับปัญหาอื่นๆ ที่เราจะต้องเจอในวันข้างหน้า

ดังนั้นอย่าหนีปัญหา หันไปเผชิญหน้ากับมันแล้วก้าวข้ามมันไปให้ได้

แล้วตัวเราเองในอนาคต จะมองกลับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณครับ

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

เราท็อปฟอร์มตอนไหน

20170819_topform

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Simple Way ของ Simon Tyler ซึ่งได้มาจากงานหนังสือ Big Bad Wolf ครับ

หนึ่งในแบบฝึกหัดที่คุณ Tyler ให้ลองทำดูคือเติมคำในช่องว่าง

I am at my best when …

เราท็อปฟอร์มตอนที่ …

ผมเลยลองเขียนดู (ขออนุญาตเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะ “ท็อปฟอร์ม” พิมพ์ยากไปหน่อย)

เอาล่ะ เริ่มได้!

I am at my best when I get enough sleep.

I am at my best when I’m confident.

I am at my best when I listen.

I am at my best when I teach what I know and believe in.

I am at my best when I’m playing football.

I am at my best when I’m with my wife.

I am at my best when I’m not too hungry or too full.

I am at my best when I write.

I am at my best when I plan before I start my day.

I am at my best when I’ve done push-ups.

I am at my best when I answer a question in class.

I am at my best when I sing and play the guitar with friends.

I am at my best when I’m deep into a book.

I am at my best when I get up early.

I am at my best when I stay away from my phone.

I am at my best when I run.

I am at my best when I am sober while everyone is drunk.

I am at my best when I connect concepts in my head.

I am at my best when I work with good colleagues.

I am at my best when I organize an event.

I am at my best when I run a meeting.

I am at my best when I’m not a afraid.

I am at my best when I take action.

พอพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความเข้าใจสองสามอย่าง

หนึ่งคือมีบางอย่างที่เราทำได้ดีแต่เราละทิ้งมันมานาน

สองคือมีบางเรื่องที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้

สามคือเราจะรู้เองโดยปริยายว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราฟอร์มตก (I am at my worst when…)

จากนี้ไปจะได้หมั่นทำสิ่งที่ช่วยให้เราท็อปฟอร์ม และหลีกเลี่ยงเรื่องที่จะทำให้เราฟอร์มตกครับ

—–

 

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce