ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ไม่อยากทำ

20170918_dontwanttodo

ป่านนี้เราคงมีทุกอย่างที่เราอยากมีไปเรียบร้อยแล้ว

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”
-Mel Robbins

ประโยคนี้ผมต้องอ่านซ้ำสองรอบเพราะมันค่อนข้างขัดกับสามัญสำนึก

ยิ่งยุคนี้คนชอบบอกว่าให้ follow your passion หรือทำแต่สิ่งที่เรารักด้วย การมาบอกว่าให้เราทำสิ่งที่เราไม่ชอบเพื่อจะได้มีทุกอย่างที่เราอยากมีนี่มันคืออะไร?

แต่ถ้าเราแปลความหมายประโยคนี้ดีๆ จะเข้าใจได้ว่า

ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิต จงทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ (แต่รู้ว่าจำเป็นต้องทำ)

อยากหุ่นดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย

อยากจะมีแฟน แต่ไม่อยากโดนปฏิเสธ

อยากมีธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่อยากเสี่ยง

อยากขึ้นเงินเดือน แต่ไม่อยากทำงานให้ดีกว่านี้

อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่อยากเก็บตังค์

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราไม่อยากทำ ป่านนี้เราคงหุ่นดี มีแฟนสวย มีธุรกิจของตัวเอง มีเงินใช้ และได้ไปเที่ยวต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

การ follow your passion ของเด็กรุ่นใหม่ มักตีความเข้าข้างตัวเองว่าฉันจะเลือกทำเฉพาะแต่สิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น พอเจอเรื่องที่ตัวเอง(ยัง)ไม่ถนัดหรือไม่ชอบ ก็พร้อมจะวิ่งไปหาสิ่งอื่นทันที

แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเก่ง เมื่อไหร่จะเติบโต?

ลองคิดดูดีๆ ที่ชีวิตคนบางคนไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าเราทำแต่สิ่งที่อยากทำไม่ใช่เหรอ?

ส่องเฟซ ซื้อมือถือใหม่ เดินห้าง ดูซีรี่ส์ ล้วนเป็นสิ่งที่เราอยากทำทั้งนั้นเลย

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”

หากวันนี้เรายอมกัดฟันทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ

พรุ่งนี้เราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ลืมเป้าหมายไปซะ

20170912_forgetpurpose

เราอาจมีความสุขโดยไม่ต้องมีเป้าหมายก็ได้ การมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายใดเพียงเป้าหมายหนึ่งทำให้คนล่มจมมานักต่อนักแล้ว

“Forget purpose. It’s okay to be happy without one. The quest for a single purpose has ruined many lives.”
― James Altucher, Choose Yourself

ไม่ว่าอะไรจะอยู่ในกระแสก็ตาม ให้ระลึกไว้เสมอว่ามันมีอีกทางเลือกหนึ่งเสมอ

ในวันที่สังคมบอกว่าเราต้องหา passion ของเราให้เจอ แล้วมุ่งมั่นทำ passion ให้กลายเป็นงานแล้วเราจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไป มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานที่อยู่ตรงหน้าจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็รักงานนั้นไปเอง

ในวันที่สังคมบอกว่าเราต้องเอาเงินไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวม เพื่อจะได้มี passive income มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เอาเงินไปลงทุนกับการปลูกไม้สวนครัว ทำบ่อปลา จนมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินมากมาย

มันไม่มีทางใดทางหนึ่งดีกว่า มีแต่ทางเลือกที่เหมาะกับเรามากกว่าเท่านั้นเอง

คนที่มีวินัยที่จะตื่นมามุ่งตามความฝันทุกวันนั้นน่าชื่นชม แต่ถ้าเรายังไม่ใช่คนแบบนั้นก็อย่าเพิ่งคิดว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้

ถ้าเรายังไม่เจอ passion ยังไม่เจอเป้าหมายของชีวิตก็ไม่เป็นไร ก็แค่ทำสิ่งที่เราทำได้และรู้ว่ามันดีแถมไม่ต้องออกแรงอะไรมาก เช่น

ยิ้มให้คนแปลกหน้า

โทร.หาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน

ทำดีกับใครซักคน

อ่านหนังสือดีๆ ซักเล่ม

ดื่มน้ำซักแก้ว

เขียนสิ่งที่คิดลงกระดาษ

อยู่กับตัวเองเงียบๆ

ในความเงียบนั้น คำตอบบางอย่างอาจผุดขึ้นมา แต่ถ้ายังไม่ผุดขึ้นมาก็ไม่เห็นเป็นไร ก็แค่ใช้ชีวิตของเราต่อไป

และแม้หากมีคำตอบผุดขึ้นมา ก็อย่าปิดกั้นตัวเองจากคำตอบอันแตกต่างที่อาจผุดขึ้นมาอีกในอนาคต

สุดท้ายแล้วชีวิตอาจเป็นเพียงการละเล่น ตอนจบของเกมนั้นเหมือนกัน แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเล่นเกมแบบไหนให้ถูกจริตเราที่สุดครับ

—-

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

อย่ารอให้มีเงิน

20170909

[ถาม]: อะไรคือสิ่งที่กำหนด ‘เซนส์และมุมมอง’ ที่คุณมีต่อสิ่งต่างๆ
[ตอบ]: พอแก่ตัว มุมมองต่อสิ่งต่างๆ มันก็เปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ชีวิตคนเราตลกไม่แพ้นักแสดงตลกอย่างผมเลย ตอนไม่มีจะกิน ไม่มีแม้แต่เงินซื้อข้าว แต่พอมีเงินแล้ว จะซื้ออะไรกินก็แทบไม่ได้ เพราะหมอห้าม (หัวเราะ) อยากกินแป้ง อยากกินของมัน ก็ต้องแอบหมอกิน เวรกรรมแท้ๆ ถ้าแก่ตัวไปกว่านี้ สงสัยได้กินแต่น้ำข้าวต้ม ‘ความสุขมันไม่ใช่เรื่องของเงิน’ เมื่อก่อนผมไม่เชื่อเลยนะ ตอนนี้เชื่อแล้ว ไอ้ปัจจัยทั้งหลายแหล่มันก็เท่านั้น บ้านเอย รถเอย ทุกวันนี้ผมนั่งปิ๊กอัพไปอัดรายการก็กินข้าวกอง เอาปลาร้ามาจากบ้าน ใช้เงินวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง

– หม่ำ จ๊กมก (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา)
GQ Men of The Year 2017 – Comedy King
เรื่อง – มิ่งขวัญ รัตนคช
ภาพ – ธาดา วาริช

หนังสือสอนรวยทั้งหลาย จะบอกให้เราตั้งเป้ารายได้ไว้สูงๆ เลย เช่นลองถามตัวเองว่าอยากจะมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่ แล้วค่อยคิดย้อนกลับไปว่าจะต้องมีทรัพย์สินอะไรบ้างเพื่อที่จะสร้างรายได้แบบ passive income โดยที่ไม่ต้องทำงาน

ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท แสดงว่าหนึ่งปีต้องมีรายได้ 600,000 บาท สมมติว่าทั้งหมดนี้มาจากเงินปันผลล้วนๆ ก็แปลว่าเราต้องมีหุ้นมูลค่า 12 ล้านบาท และได้เงินปันผลปีละ 5%

แต่ผมว่ามันก็มีอีกหนึ่งทางเลือกที่ท้าทายไม่แพ้กัน คือเราจะออกแบบชีวิตยังไงเพื่อให้วันหนึ่งเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินน้อยที่สุด?

สมมติว่าแก่ตัวไปเราไม่มีหนี้ เราเป็นคนไม่ฟุ้งเฟ้อ เรามีประกันสุขภาพที่ดี เรามีเงินเก็บฉุกเฉิน เราอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ที่รักกันและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราไม่ต้องเดินทางไปไหนหรือถ้าเดินทางก็ใช้เพียงจักรยาน จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะมีความสุขความพอใจกับชีวิตโดยใช้เงินแค่เดือนละ 5,000 บาท?

มันไม่มีคำตอบไหนผิดถูกหรอกครับ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะอยากมุ่งไปอย่างแรกมากกว่า เพราะสบายใจกว่า ยอมเหนื่อยยอมลำบากตอนนี้เพื่อความสุขในบั้นปลาย

แต่นั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าบั้นปลายนั้นจะมาถึงนะครับ

“ทุกวันนี้ผมนั่งปิ๊กอัพไปอัดรายการก็กินข้าวกอง เอาปลาร้ามาจากบ้าน ใช้เงินวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง”

ผมเชื่อว่าคุณหม่ำ จ๊กมกน่าจะมีทรัพย์สินอยู่นับร้อยล้านบาท ถ้าใช้เงินวันร้อยกว่าบาทแสดงว่าคุณหม่ำมีเงินที่จะอยู่ไปได้อีกหนึ่งล้านวันหรือ 2738 ปี

มีผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ผมเคารพบอกว่า คนเรามีชีวิตอย่างมากก็แค่ร้อยปี แต่วางแผนราวกับว่าจะอยู่กันไปอีกหมื่นปี

ถ้าคุณมุ่งจะเก็บเงินให้ได้สิบล้าน ร้อยล้าน และเป้าหมายนั้นต้องแลกมาด้วยกับความสุขหรือโอกาสที่จะได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก ก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ

เพราะเรื่องบางเรื่องมันทำได้แค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น เก็บไปทำตอนแก่ไม่ได้

“It’s nice to have a lot of money, but you know, you don’t want to keep it around forever. I prefer buying things. Otherwise, it’s a little like saving sex for your old age.”

-Warren Buffett

ผมไม่ได้บอกว่าเราควรจะตั้งเป้าไว้ต่ำๆ หรือใช้ชีวิตอย่างประมาทนะครับ เพียงแต่จะชี้ว่าทุกอย่างที่ทำควรจะมีความพอดี และความสุขบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องรอให้รวยก่อน

ขยันนั้นดีแน่ ประหยัดนั้นดีแน่ มีเป้าหมายนั้นดีแน่ แต่อย่าจับจ้องเพียงเป้าหมายจนลืมชื่นชมดอกไม้ข้างทางเลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ทำไมคนไม่หล่อถึงมีแฟนสวย

20170907_beautyandthebeast

ผมเป็นคนที่น้ำหนักคงเส้นคงวามาก

ช่วงปี 2541-2559 ผมน้ำหนัก 60 กิโล บวกหรือลบ 2 กิโล มาตลอด เคยพยายามจะเพิ่มน้ำหนักด้วยการกินเยอะๆ แต่ก็ทำไม่เคยสำเร็จซักที

จนเมื่อปลายปีที่แล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย บวกกับอายุที่มากขึ้น น้ำหนักเลยขึ้นมาประมาณ 62 กิโลนิดๆ เมื่อตอนต้นปีเลยตั้งเป้าว่าอยากจะหนักซัก 65 กิโลกรัมด้วยการเล่นเวท ทานเวย์โปรตีน และกินไข่วันละ 2 ฟองไปด้วย

แต่เล่นไปได้ซักประมาณ 2 เดือนก็ตัดสินใจหยุดเล่นเวทไป เพราะเกิดอาการปวดหัวจี๊ดๆ ที่ยาวนานเป็นชั่วโมง (คนละอาการกับที่ผมเล่าถึงเมื่อวานนี้) พอหยุดเล่นเวทอาการปวดหัวนี้ก็หายไป

แต่สงสัยเวย์โปรตีนยังทำงานได้ดี แถมที่ออฟฟิศก็มีขนมให้กินเยอะมาก น้ำหนักก็เลยขึ้นเอาๆ จนปลายเดือนกรกฎาคมผมน้ำหนัก 69 หรือขึ้นมา 7 กิโลภายในเวลา 7 เดือน กางเกงสแล็คทุกตัวคับจนต้องแขม่วท้องเวลาใส่สูทไปงานแต่งงานต้องลุ้นตลอดว่าซิปจะแตกรึเปล่า

แต่แม้จะน้ำหนักมากที่สุดในชีวิต แต่ผมไม่เคยรู้สึกกลัวเลยซักนิดว่าจะกลายเป็นคนอ้วน

ผมก็เลยยังกินขนมขบเคี้ยวเหมือนเดิม เพียงแต่อาจลดปริมาณลงบ้าง ส่วนตอนเย็นถ้าไม่หิวก็จะไม่กินอะไรหนักๆ บางทีแค่โยเกิร์ตและผลไม้ก็พอแล้ว

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา น้ำหนักเลยลดจาก 69 มาอยู่ที่ 67 กิโลกรัม

แล้วผมก็ได้ตระหนักว่า ไอ้ความมั่นใจที่มันฝังรากลึกว่า “ยังไงเราก็ไม่ใช่คนอ้วน” นี่แหละ ที่ทำให้ผมลดน้ำหนักได้โดยที่แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย

—–

เราคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องของเศรษฐีที่เคยล้มละลาย แต่ก็กลับมาตั้งต้นได้ใหม่และบางทีก็รวยยิ่งกว่าเดิม

หรือเราอาจจะมีเพื่อนบางคนที่หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาอะไรเลย แต่ควงสาวสวยตลอด

และอาจจะมีเพื่อนสาวบางคนที่ต่อให้กินให้ตายยังไงก็ไม่อ้วน

ผมมีสมมติฐานว่าสามคนนี้อาจมีอะไรเหมือนกัน นั่นคือ self-image หรือ “ภาพของตัวเองที่อยู่ในหัว” ที่มันชัดมากเสียจนเขามั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยังสามารถทำสิ่งที่อยู่ในหัวให้กลายเป็นความจริงได้

เศรษฐีก็มี self-image ของเศรษฐี ต่อให้เจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน เขาก็ยังกลับมารวยใหม่ได้

เพื่อนที่หน้าตาไม่ดีคนนั้น ก็คงมี self-image ว่าตัวเองเป็นคนที่มีเสน่ห์ และการที่เขามีแฟนสวยๆ มาหลายคนมันก็ทำให้เขายิ่งเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าเขามีดีพอที่จะหาแฟนสวยๆ ได้ตลอด

ส่วนเพื่อนที่กินอะไรก็ไม่อ้วน ก็เพราะเขามี self-image ของคนที่กินอะไรก็ไม่อ้วนอยู่นั่นเอง

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงสมมติฐาน เป็นการเดาของผมล้วนๆ ไม่มีวิทยาศาสตร์อะไรมารองรับนะครับ

เพียงแต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจอยู่สองประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง ถ้า self-image เราชัดมาก ความมั่นใจที่ฝังรากลึกมันจะเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของเราเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับ self-image นั้นเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ

คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์ จึงหาแฟนไม่ได้ร่ำไป

คนที่คิดว่าตัวเองหัวไม่ดี ก็จะยอมจำนนและไม่ขวนขวาย จนเขาไม่ก้าวหน้าซักที

คนที่คิดว่าตัวเองมีเงินไม่เคยพอใช้ ก็จะไม่เคยมีเงินพอใช้จริงๆ ต่อให้หามาได้เท่าไหร่ก็ตาม

ประเด็นที่สอง คือเราสามารถ transfer ความมั่นใจในด้านหนึ่งของชีวิตมาสู่อีกด้านหนึ่งของชีวิตได้รึเปล่า?

ผมเชื่อว่าทุกคนจะมี “ความมั่นใจลึกๆ” อย่างน้อย 3 เรื่อง และจะมีความ “ไม่มั่นใจเอาซะเลย” อีกอย่างน้อย 3 เรื่อง

สมมติว่านายเอเป็นคนพูดหน้าชั้น (public speaking) ไม่เก่งเลย ถึงเวลาต้องพรีเซนต์ทีไรก็จะตัวสั่นมือเย็น ขึ้นไปพูดก็ตะกุกตะกักลืมโน่นลืมนี่ แก้อย่างไรก็ไม่หายซักที

ขณะเดียวกันนายเอกลับเป็นคนที่เตะบอลเก่งมาก เวลาอยู่ในสนามนายเอจะมีเพลย์เมกเกอร์ที่ทุกคนคอยแต่จะส่งบอลให้ และเป็นคนส่งบอลทะลุช่องให้เพื่อนได้ยิงเสมอๆ

คำถามคือถ้านายเอกำลังจะออกไปพรีเซนต์ แต่คิดเสียว่าตัวเองกำลังจะก้าวลงสนามบอลในฐานะเพลย์เมกเกอร์ เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้นมั้ย? จะประหม่าน้อยลงรึเปล่า? จะพูดได้ดีขึ้นรึเปล่า?

ผมว่ามันต้องช่วยบ้างแหละ

อีกครั้ง นี่เป็นสมมติฐานล้วนๆ อาจจะผิดก็ได้ อาจจะถูกก็ได้ แต่ผมจะลองนำไปทดลองใช้ดู เลยอยากชวนคุณผู้อ่านมาร่วมพิสูจน์นะครับ

เพราะถ้าทำได้จริง มันอาจเปลี่ยนชีวิตเราได้เลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ทุกคนต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

20170906_replenish

สมัยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์เมื่อ 14 ปีที่แล้ว (แก่จัง) ผมมีโอกาสได้ไปเทรนงาน 2 เดือนที่เมือง Oak Brook ซึ่งอยู่ติดกับ Chicago

ทำงานไปได้สองสัปดาห์กว่าๆ ผมก็มีอาการปวดหัวจี๊ดๆ ซีกเดียวโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีอาการเกือบทุกวัน

ผมพยายามทบทวนตัวเองว่าเครียดเกินไปหรือนอนน้อยเกินไปรึเปล่า (ไปเทรนคราวนั้นต้องรับโปรดักท์กลับมาดูแลต่อที่เมืองไทย เลยต้องใช้พลังพอสมควร) แต่แม้กระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงาน อาการปวดหัวจี๊ดๆ ก็ยังแวะเวียนมาหาอยู่ดี

อยู่ไปประมาณหนึ่งเดือน ผมไปเจอร้านกีตาร์ร้านหนึ่ง และเห็นกีต้าร์โอเวชั่นหลังเต่ากำลังลดราคา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16,000 บาท ผมเลยตัดสินใจซื้อทันทีเพราะใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะมีกีตาร์หลังเต่ากับเขาบ้าง

จากวันนั้น ผมก็ได้เล่นกีตาร์เกือบทุกวัน บางทีก็เล่นคนเดียว บางทีก็เล่นให้เพื่อนฟัง

จากวันนั้นจนถึงวันที่เดินทางกลับเมืองไทย ผมก็ไม่เคยมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ อีกเลย

—–

เมื่อซักประมาณ 5 ปีที่แล้ว ทางทอมสันรอยเตอร์ได้เชิญ “นิ้วกลม” หรือพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์มาเป็นวิทยากร

ก่อนจะมาเป็นนักเขียนเต็มตัว พี๋เอ๋เคยทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา

ตอนกลางวันเขาก็จะทำงานของเขาเต็มที่ ส่วนตอนกลางคืนเขาจะใช้เวลาว่างที่พอมีเหลือมานั่งลงเขียนหนังสือ

พี่เอ๋บอกว่า การที่เขาได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน ทำให้เขามีพลังในการไปทำงานในวันถัดมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการทำงานตอนกลางวัน ก็เป็นหัวเชื้อสำหรับการเขียนตอนกลางคืนด้วย

—–

มีคนเคยถามผมว่า ตอนนี้ผมมีลูกแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปเขียนบล็อก

ผมเลยตอบไปว่า เวลาของผมมีอยู่สามช่วงใหญ่ๆ คือเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว และเวลาอยู่กับตัวเอง

ผมเข้างานที่วงในตอน 10 โมงเช้า และทำงานจนถึงสองทุ่ม กลับถึงบ้านประมาณเกือบๆ 3 ทุ่มแล้วผมก็จะเอามือถือไปวางไว้ที่อื่น รีบอาบน้ำ และใช้เวลาอยู่กับลูกจนกว่าลูกจะเข้านอนตอนประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ

(ถ้าลูกไม่งอแงกลางดึก) ตอนเช้าผมจะตื่นนอนตี 5 ครึ่ง นี่คือเวลาของผมที่จะใช้ไปกับการออกกำลังกาย เขียนบล็อก อ่านหนังสือ หรือบางทีก็เล่นกีตาร์ จนถึง 8 โมงที่จะเป็นเวลากินข้าวเช้ากับแฟนกับลูกก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวมาทำงาน

—–

เขียนมาซะยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า คนเราควรมีเวลาได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

การที่ผมได้เขียนบล็อก ได้อ่านหนังสือ ได้ออกกำลังกาย มันทำให้ผมมีแรงทำงานได้เต็มที่ ตอนค่ำกลับมาจึงอยู่กับครอบครัวได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องอื่น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในตอน Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็กว่า การทำงานหนักไม่ได้ทำให้เรา burnout หรอก

Burnout คือความขุ่นข้องหมองใจที่เรารู้สึกลึกๆ กับบริษัทที่เอาเวลาเราไปจนเราไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมายกับเราต่างหาก

แต่เราไม่อาจเรียกร้องให้ใครเปลี่ยนได้นอกจากตัวเราเอง

ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตเราแห้งผาก ขาดแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งปวดหัวจี๊ดๆ ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนเลยว่าเราอาจกำลังละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่

ลองจัดเวลาอย่างน้อยวันละ 15 นาทีให้เป็น “เวลาของตัวเอง” มาทำสิ่งที่เราเคยชอบเคยหลงใหลในสมัยวัยรุ่น

แล้วเราอาจจะพบว่าชีวิตมันโอเคขึ้นเยอะเลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise