ทุกคนต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

20170906_replenish

สมัยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์เมื่อ 14 ปีที่แล้ว (แก่จัง) ผมมีโอกาสได้ไปเทรนงาน 2 เดือนที่เมือง Oak Brook ซึ่งอยู่ติดกับ Chicago

ทำงานไปได้สองสัปดาห์กว่าๆ ผมก็มีอาการปวดหัวจี๊ดๆ ซีกเดียวโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีอาการเกือบทุกวัน

ผมพยายามทบทวนตัวเองว่าเครียดเกินไปหรือนอนน้อยเกินไปรึเปล่า (ไปเทรนคราวนั้นต้องรับโปรดักท์กลับมาดูแลต่อที่เมืองไทย เลยต้องใช้พลังพอสมควร) แต่แม้กระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงาน อาการปวดหัวจี๊ดๆ ก็ยังแวะเวียนมาหาอยู่ดี

อยู่ไปประมาณหนึ่งเดือน ผมไปเจอร้านกีตาร์ร้านหนึ่ง และเห็นกีต้าร์โอเวชั่นหลังเต่ากำลังลดราคา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16,000 บาท ผมเลยตัดสินใจซื้อทันทีเพราะใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะมีกีตาร์หลังเต่ากับเขาบ้าง

จากวันนั้น ผมก็ได้เล่นกีตาร์เกือบทุกวัน บางทีก็เล่นคนเดียว บางทีก็เล่นให้เพื่อนฟัง

จากวันนั้นจนถึงวันที่เดินทางกลับเมืองไทย ผมก็ไม่เคยมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ อีกเลย

—–

เมื่อซักประมาณ 5 ปีที่แล้ว ทางทอมสันรอยเตอร์ได้เชิญ “นิ้วกลม” หรือพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์มาเป็นวิทยากร

ก่อนจะมาเป็นนักเขียนเต็มตัว พี๋เอ๋เคยทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา

ตอนกลางวันเขาก็จะทำงานของเขาเต็มที่ ส่วนตอนกลางคืนเขาจะใช้เวลาว่างที่พอมีเหลือมานั่งลงเขียนหนังสือ

พี่เอ๋บอกว่า การที่เขาได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน ทำให้เขามีพลังในการไปทำงานในวันถัดมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการทำงานตอนกลางวัน ก็เป็นหัวเชื้อสำหรับการเขียนตอนกลางคืนด้วย

—–

มีคนเคยถามผมว่า ตอนนี้ผมมีลูกแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปเขียนบล็อก

ผมเลยตอบไปว่า เวลาของผมมีอยู่สามช่วงใหญ่ๆ คือเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว และเวลาอยู่กับตัวเอง

ผมเข้างานที่วงในตอน 10 โมงเช้า และทำงานจนถึงสองทุ่ม กลับถึงบ้านประมาณเกือบๆ 3 ทุ่มแล้วผมก็จะเอามือถือไปวางไว้ที่อื่น รีบอาบน้ำ และใช้เวลาอยู่กับลูกจนกว่าลูกจะเข้านอนตอนประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ

(ถ้าลูกไม่งอแงกลางดึก) ตอนเช้าผมจะตื่นนอนตี 5 ครึ่ง นี่คือเวลาของผมที่จะใช้ไปกับการออกกำลังกาย เขียนบล็อก อ่านหนังสือ หรือบางทีก็เล่นกีตาร์ จนถึง 8 โมงที่จะเป็นเวลากินข้าวเช้ากับแฟนกับลูกก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวมาทำงาน

—–

เขียนมาซะยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า คนเราควรมีเวลาได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

การที่ผมได้เขียนบล็อก ได้อ่านหนังสือ ได้ออกกำลังกาย มันทำให้ผมมีแรงทำงานได้เต็มที่ ตอนค่ำกลับมาจึงอยู่กับครอบครัวได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องอื่น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในตอน Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็กว่า การทำงานหนักไม่ได้ทำให้เรา burnout หรอก

Burnout คือความขุ่นข้องหมองใจที่เรารู้สึกลึกๆ กับบริษัทที่เอาเวลาเราไปจนเราไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมายกับเราต่างหาก

แต่เราไม่อาจเรียกร้องให้ใครเปลี่ยนได้นอกจากตัวเราเอง

ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตเราแห้งผาก ขาดแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งปวดหัวจี๊ดๆ ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนเลยว่าเราอาจกำลังละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่

ลองจัดเวลาอย่างน้อยวันละ 15 นาทีให้เป็น “เวลาของตัวเอง” มาทำสิ่งที่เราเคยชอบเคยหลงใหลในสมัยวัยรุ่น

แล้วเราอาจจะพบว่าชีวิตมันโอเคขึ้นเยอะเลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise