อะไรที่ควรรอ อะไรที่ไม่ควรรอ

201701002_waitdontwait

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างช่างทันใจ เด็กรุ่นใหม่อาจขาดความสามารถอย่างหนึ่งที่บรรพบุรุษของเรามีมาช้านาน

นั่นคือความสามารถที่จะอดทนรอ

เวลาจบออกมา ก็อยากได้งานเร็วๆ อยากปรับตำแหน่งเร็วๆ อยากอัพเงินเดือนเร็วๆ อยากมีแฟนเร็วๆ อยากมีแฟนเพจครบแสนเร็วๆ  อยากมีอิสรภาพทางการเงินเร็วๆ

เมื่อเราคาดหวังให้ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด พอมีอะไรช้าแค่นิดเดียวเราก็พร้อมจะเป็นทุกข์ได้ทันที

ความเร็วนั้นดีและมีประโยชน์มากครับ แต่เราต้องแยกแยะให้ออกว่าสิ่งไหนที่ควรเร็ว และสิ่งไหนที่เราไปเร่งมันไม่ได้

เน็ตควรจะเร็ว เครื่องคอมควรจะเร็ว การทำงานควรจะเร็ว เพราะเทคโนโลยีมันเอื้อ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง เราก็ไปเร่งรัดมันไม่ได้

ถ้าคุณปลูกมะม่วงวันนี้ ต่อให้คุณทำยังไงก็ไม่มีทางได้กินพรุ่งนี้ ต้องรอไปอีก 5 ปีกว่ามันจะออกผล

เช่นนี้แล้ว อะไรที่ควรรอ อะไรที่ไม่ควรรอ?

สำหรับผม เราไม่ควรรอที่จะลงมือทำ แต่เราต้องพร้อมที่จะรอให้การกระทำนั้นมันค่อยๆ ออกดอกออกผล

การกระทำเป็นเรื่องที่เราเร่งสปีดได้ แต่ผลลัพธ์เป็นเรื่องที่เราต้องปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันครับ


เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 4 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เราควรตั้งเป้าหมายให้ต่ำเข้าไว้

20170927_smallgoals

จริงๆ ผมก็ไม่ได้ต่อต้านการตั้งเป้าหมายสูงๆ นะครับ

เพียงแต่อยากมานำเสนอทางเลือกสำหรับคนที่เคยตั้งเป้าหมายสูงแล้วแป้ก

ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

รูปประกอบของบทความนี้เป็นตารางที่เอาไว้จดว่าผมวิดพื้นไปกี่ทีแล้ว

สังเกตได้ว่ามันเป็นของเดือนกรกฎาคม และพื้นที่ถูกแรเงาไปแค่ 1 ใน 4

โดยผมตั้งเป้าหมายให้ “เร้าใจ” ด้วยการบอกว่าจะวิดพื้นให้ครบ 3000 ครั้งในหนึ่งเดือน ซึ่งถ้าคิดเฉลี่ยก็คือวันละ 100 ครั้ง

2-3 วันแรกก็ฟิตดีอยู่หรอก แต่พออุ้มลูกแล้วมีอาการไหล่ยอก ก็เลยต้องหยุดไปหลายวัน พอจะกลับมาวิดพื้นได้ใหม่ก็รู้สึกว่าเป้าหมายมันเริ่มไกลเกินเอื้อม หลังๆ เลยไม่ยอมดูตารางนี้และหยุดวิดพื้นไปเสียดื้อๆ (แต่ก็ยังแปะเอาไว้เป็นอนุสรณ์สำหรับอนาคต)

ผมว่าโลกธุรกิจนั้นเหมาะกับการตั้งเป้าหมายสูงๆ เพราะมันมีแรงขับดันมากพอจากทุกๆ ด้านที่บังคับให้เราต้องทำตามเป้าหมายนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่แข่ง หรือผลตอบแทนที่จะได้มาหากเราทำได้ตามเป้า

แต่ในชีวิตส่วนตัวแรงผลักดันมันไม่ได้มากขนาดนั้น ถ้าวันนี้ผมไม่วิดพื้น ก็ไม่โดนเจ้านายด่า ไม่โดนหักเงินเดือน และไม่ต้องแคร์ว่าใครจะวิดพื้นได้มากกว่าผม

พอไม่มีแรงผลักดันจากภายนอกมากพอ สิ่งเดียวที่หวังพึ่งได้คือแรงผลักดันจากภายใน ซึ่งบางคนก็มีล้นเหลือ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีแรงขับขนาดนั้น

สำหรับคนที่รู้ตัวว่าไม่ได้จัดอยู่ในประเภท “ฝันให้ไกลแล้วต้องไปให้ถึง” ก็อย่าเพิ่งไปโทษตัวเองว่ามีวินัยหรือยังไม่มีแรงบันดาลใจมากพอ

บล็อก Anontawong’s Musings มีคนอ่านไปแล้วกว่า 2 ล้านครั้ง

ถ้าตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อสองปีที่แล้ว ผมตั้ังเป้าว่าจะต้องทำให้บล็อกผมมีคนอ่าน 2 ล้านครั้งภายในปี 2560 ผมคงหยุดเขียนไปตั้งนานแล้ว เพราะช่วง 6 เดือนแรกมีคนอ่านแค่วันละไม่กี่สิบคนเท่านั้นเอง

เป้าหมายแรกของผมในวันที่ 2 มกราคม 2558 คือเขียนบล็อกติดต่อกันให้ได้ 3 วัน

พอเขียนครบ 3 วัน ก็ขยับเป้าเป็น 1 สัปดาห์

พอเขียนครบ 1 สัปดาห์ ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น เลยบอกตัวเองว่าจะเขียนให้ครบ 1 เดือน

พอเขียนครบ 3 เดือนจึงมั่นใจมากพอจนประกาศออกไปว่าจะเขียนทุกวันต่อจากนี้ไป

ถ้าคุณเคยลองตั้งเป้าหมายสูงๆ แล้วแป้กมาแล้วหลายครั้ง ลองเปลี่ยนมาเป็นตั้งเป้าหมายต่ำๆ “สำหรับวันนี้” ดูนะครับ

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิดพื้นให้ได้ 3,000 ครั้งใน 1 เดือน ก็เปลี่ยนเป็นวันนี้จะวิดพื้นให้ได้ 10 ครั้ง

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนัก 3 กิโลในเดือนนี้ ก็สัญญากับตัวเองว่า วันนี้ฉันจะเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์

หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือเดือนละ 1 เล่ม ก็ตั้งเป้าว่าวันนี้ฉันจะอ่านหนังสือ 3 หน้า

เป้าหมาย 3 ปี 5 ปี คุณจะตั้งสูงเท่าไหร่ก็แล้วแต่คุณเลย

แต่เป้าหมายสำหรับวันนี้ คุณควรจะตั้งให้มันต่ำเข้าไว้ ต่ำเสียจนคุณไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทำมัน

พอเป้ามันต่ำ เราก็มักจะทำได้เกินเป้าเสมอ ซึ่งตรงนี้แหละจะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้เราอยากทำมันอีกในวันพรุ่งนี้

เพราะผมเชื่อว่าในเกมชีวิตส่วนตัว ความเสมอต้นเสมอปลายนั้นสำคัญกว่าความร้อนแรง

และสำหรับบางคน “ช้าแต่ชัวร์” นั้นดีกว่า “เร็วแต่ล้ม” เสียกลางทางครับ


หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 10 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

อธิบายกฎแรงดึงดูด

20170925_lawofattraction

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งที่ดังมาก

หนังสือเล่มนั้นชื่อ The Secret ที่เขียนโดยรอนดา เบิร์น (Rhonda Byrne)

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยกฎแรงดึงดูด – Law of Attraction

กฎนี้บอกง่ายๆ ว่าให้คิดถึงสิ่งดีๆ แล้วจะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาหาเอง

เช่นขับรถเข้าไปในห้างใหญ่ แล้วจินตนาการว่าจะมีที่จอดรถว่าง เดี๋ยวก็จะเจอที่จอดรถว่างจริงๆ

หรือให้คิดถึงความมั่งคั่งร่ำรวยเข้าไว้ แล้วจักรวาลจะนำพาความมั่งคั่งนั้นมาให้

มีคนไม่น้อยที่มองว่ากฎแรงดึงดูดเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้าเอาแต่คิดว่าจะมีเงินล้านแต่ไม่ลงมือทำ มันจะไปมีเงินล้านได้อย่างไร

วันนี้เลยอยากจะมานำเสนอกฎแรงดึงดูดในอีกมุมหนึ่งครับ

—–

ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ของเจ้าของรางวัลโนเบล Daniel Kahneman บอกว่าคนเรานั้นมีระบบการคิดอยู่สองแบบ

ระบบที่ 1 (System 1) คือความคิดที่รวดเร็ว ใช้อารมณ์และสัญชาติญาณ

ระบบที่ 2 (System 2) คือความคิดที่ช้ากว่า ใช้ตรรกะและความรอบคอบ

ผมขอเรียกระบบแรกว่าระบบอัตโนมัติ (automatic) และระบบที่สองว่าระบบตั้งใจ (deliberate)

“ระบบตั้งใจ” นั้นจะถูกใช้งานเมื่อจำเป็น เช่นการคิดคำนวณและการวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงาน แต่ระบบนี้เชื่องช้าและมีขีดจำกัด สังเกตง่ายๆ ว่าตอนค่ำๆ หลังจากทำงานมาทั้งวัน สมองของเราเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล เราจึงนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ได้เป็นชั่วโมงทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันไม่ดี

ส่วน “ระบบอัตโนมัติ” นั้นรวดเร็วกว่าและทำงานได้ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้ชีวิต เช่นการอาบน้ำแต่งตัว ขับรถไปทำงานและอะไรก็ตามที่เป็นกิจวัตร รวมถึงการตัดสินใจอะไรไวๆ เช่นเจอหน้าคนนี้แล้วเราไม่ถูกชะตา หรือการที่นิ้วโป้งเราหยุดชะงักเมื่อไถฟีดไปเจอเรื่องที่เราสนใจ พูดรวมๆ ก็คือมันเอื้อให้เราทำสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ต้องคิดนั่นเอง

ในแต่ละวันข้อมูลปริมาณมหาศาลจะประเดประดังเข้ามาผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยระบบอัตโนมัติจะรับเอาไว้เองเกือบทั้งหมด ระบบอัตโนมัติจึงทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” เพื่อให้เหลือข้อมูลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะหลุดรอดเข้าไปถึง “ระบบตั้งใจ” ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะระบบตั้งใจนั้นทำงานได้ช้าและเหนื่อยง่ายกว่าระบบอัตโนมัติมาก

นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถมองเห็นหน้าคนนับร้อยในฝูงชนโดยไม่คิดอะไรจนกว่าจะเจอหน้าคนที่เรารู้จัก

—–

ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ผมขับรถอยู่สองยี่ห้อเท่านั้นคือโตโยต้าและนิสสัน และผมก็คิดมาตลอดว่ารถสองยี่ห้อนี้คือรถที่มีจำนวนมากที่สุดในท้องถนนกรุงเทพ

แต่พอวันนึงแฟนอยากจะซื้อรถฮอนด้า จู่ๆ ผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าท้องถนนมีรถฮอนด้ามากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมก็คงเห็นรถฮอนด้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ฮอนด้าที่ผมเห็นมันถูกกรองด้วยระบบอัตโนมัติออกไปเกือบหมด ผมเลยไม่มีภาพจำอยู่เลยว่าจริงๆ แล้วรถฮอนด้านั้นอาจมีมากกว่านิสสันหรือโตโยต้าซะอีก

สมัยเรียนประถม เวลาผมฟังเพลงผมก็จะได้ยินแต่ “เสียงนักร้อง” และ “เสียงดนตรี”

แต่พอเริ่มเล่นดนตรีตอนชั้นมัธยม ผมก็ฟังเพลงได้ละเอียดกว่าเดิม เริ่มได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินอย่าง “เสียงเบส” “เสียงประสาน” หรือเสียงแบ็คกราวด์ที่ทำให้ดนตรีแน่นขึ้น

เมื่อเราใส่ใจกับสิ่งใด เราจะเห็นสิ่งนั้นและได้ยินสิ่งนั้นมากขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะไม่ถูกคัดออกโดย “ระบบอัตโนมัติ” อีกต่อไป

และนี่น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีสำหรับกฎแรงดึงดูดครับ

หากเราคาดหวังที่จะเจอสิ่งดีๆ ในวันนี้ เราก็จะมองหาแต่สิ่งดีๆ และเมื่อเรามองหามัน มันก็จะถูกส่งมายัง “ระบบตั้งใจ” โดยที่ไม่ถูกคัดทิ้งโดย “ระบบอัตโนมัติ” ไปเสียก่อน

หากเราอารมณ์ดี เราก็จะคาดหวังให้คนอื่นอารมณ์ดีด้วย เราจึงยิ้มง่าย คนอื่นจึงยิ้มตอบ ซึ่งมันก็ทำให้เราเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าวันนี้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น

แต่ในวันที่เราอารมณ์ไม่ดี คิดว่าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ พอสิ่งดีๆ เกิดขึ้น ระบบอัตโนมัติก็จะกรองสิ่งนั้นออกไปจนเรามองไม่เห็น แต่พอมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นเพียงหน่อยเดียวเราก็จะมองเห็นมันทันทีและคิดในใจว่า “นั่นไง เอาอีกแล้ว วันนี้วันซวยจริงๆ”

นั่นคือเหตุผลที่เวลาเรามีอคติกับใคร เราจะจับผิดเค้าได้ตลอดเวลา ในขณะที่เวลาเรารักเราหลงใคร ต่อให้เค้ามีสัญญาณไม่ดีอย่างไรเรากลับไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เพื่อนทุกคนก็เตือนแล้วเตือนอีก

ดังนั้นเราอาจมองกฎแรงดึงดูดว่าเป็นการ “สับสวิทช์ตัวกรองข้อมูล”

จริงๆ ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นตามครรลองของมันนั่นแหละ

แต่เมื่อเราคาดหวังสิ่งดีๆ เราก็จะ “มอง” และ “เห็น” สิ่งดีๆ มากขึ้นเท่านั้นเอง

คนที่จดจ่อเรื่องช่องทางธุรกิจ จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจตลอดเวลา ในขณะที่คนที่สนใจเรื่องใต้เตียงดารา ก็จะได้รับข่าวเมาธ์ดาราตลอดวันเช่นกัน ยิ่งเดี๋ยวนี้ Facebook มันมีกลไกที่ดึงแต่เรื่องที่เราสนใจขึ้นมาให้ดูเสียด้วย

ก็แล้วแต่เราแล้วล่ะครับว่าจะใช้กฎแรงดึงดูดให้เป็นคุณหรือเป็นโทษกับตัวเอง

——

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ whatisitpress.com ครับ

BookAdvertise

วิ่งตั้งนานก็ยังไม่ถึงซักที

20170925_run

เมื่อวานนี้ผมได้ไปดูหนัง Walk With Me มาครับ

Walk With Me เป็นหนังสารคดี (documentary) ที่ถ่ายทำวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านพลัมที่ก่อตั้งโดยหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนามที่เราคุ้นหูกันดี

หมู่บ้านพลัมนั้นอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในศูนย์แห่งการเจริญสติ (mindfulness center) ที่โด่งดังที่สุดในโลก

หนึ่งฉากทีี่ประทับใจคือตอนที่หลวงปู่บรรยายธรรมให้แก่ผู้มาใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง

หลวงปู่บอกว่า พวกท่านทั้งหลายวิ่งมาตั้งนานแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่ถึงเสียที จริงมั้ย?

ท่านถูกสอนว่าถ้าทำอย่างนั้นจะดี ถ้ามีสิ่งนั้นจะมีความสุข และแต่ละวันท่านก็ได้ออกวิ่ง เพราะท่านถูกทำให้เชื่อว่า ความสุขนั้นอยู่ในสิ่งที่ท่านไม่ได้มีอยู่แล้ว

ท่านวิ่งมาทั้งชีวิต และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องวิ่งไปถึงเมื่อไหร่

แต่หากท่านลองหยุดวิ่ง และ “กลับบ้าน” ของท่าน ท่านอาจจะพบว่าจริงๆ แล้วความสุขมันก็อยู่ต่อหน้าต่อตาท่านมาตลอด

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์ หลายคนกำลังจะเริ่มออกวิ่งกันสุดตัว

หากวิ่งนั้นเหนื่อยนัก ก็อย่าลืมหยุดพักกันบ้างนะครับ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ชีวิตที่ดี

20170921_goodlife

คือชีวิตที่เราเป็นคนเลือกเองว่า “ดี” คืออะไร

โลกทุนนิยมนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ

เชื่อว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ พรุ่งนี้ธุรกิจเราจะโตกว่าวันนี้ พรุ่งนี้เราจะมีเงินมากกว่าวันนี้

นั่นคือเหตุผลที่ธนาคารยอมให้คนกู้เงิน เพราะธนาคารเชื่อว่าในอนาคตคนที่กู้เงินจะมีกำลังเอาเงินมาจ่ายคืนธนาคารได้ทั้งต้นและดอก

และนั่นคือเหตุผลที่คนธรรมดากล้ากู้เงินมาลงทุน เพราะเชื่อว่าเงินที่เขาจะได้จากธุรกิจนั้นจะมากพอจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย แถมยังมีเงินเหลือให้เขาจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย

ถ้าความเชื่อมั่นในอนาคตไม่มี ธนาคารก็จะไม่กล้าปล่อยกู้ เศรษฐกิจก็จะชะลอตัวหรือถึงขั้นถอยหลัง

โลกทุนนิยมจึงมีประโยชน์ตรงที่มันเปิดโอกาสให้เงินได้เปลี่ยนมือและเปิดให้โอกาสคนบางกลุ่มได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

แต่ข้อดีนี้ก็มาพร้อมกับข้อเสีย เพราะกงล้อแห่งทุนนิยมนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มันจึงจำเป็นต้องป่าวประกาศให้ทุกคนเชื่อว่า ชีวิตจะได้ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณซื้อให้มากขึ้น เสพให้มากขึ้น

สมัยเราเด็กๆ เราจึงได้ยินโฆษณาในวิทยุ ได้ดูโฆษณาในทีวี ว่าชีวิตของคุณตอนนี้มันยังไม่โอเคหรอกนะ จนกว่าจะได้ซื้อผลิตภัณฑ์นั้นหรือใช้บริการนี้

สมัยนั้นเราอาจใช้เวลาประมาณวันละ 2-3 ชั่วโมงในการเสพโฆษณาชวนเชื่อนี้ ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะพาเราแต่งตัวออกจากบ้านวันเสาร์อาทิตย์เพื่อไปหาซื้อสิ่งของเหล่านั้นมาใช้

มาสมัยนี้สถานการณ์ยิ่งเข้มข้นมากกว่าเดิม เมื่อ “โฆษณาชวนเชื่อ” มาอยู่ในมือเราวันละนับสิบชั่วโมง

แถมโฆษณาชวนเชื่อนี้ไม่ได้มาจากแค่แบรนด์ใหญ่ๆ อีกต่อไป แต่ยังมาจากแบรนด์เล็กแบรนด์น้อย, กูรูโลกออนไลน์, เน็ตไอดอล รวมถึงเพื่อนของเราหลายๆ คนด้วย

ยิ่งส่องเฟซเท่าไหร่ เราจึงยิ่งสุขน้อยลงเท่านั้น เพราะมีแต่เพื่อนได้กินอาหารอร่อยๆ ได้เที่ยวที่สวยๆ ได้ขับรถป้ายแดง

ถ้าเราปล่อย “ชีวิตที่ดีของเขา” มากำหนด “ชีวิตที่ดีของเรา” ความพอใจจะกลายเป็นสิ่งหายาก เพราะเราเอาสถานภาพของเราไปเปรียบกับสถานภาพ (ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว) ของคนอื่นตลอดเวลา

เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง?

ผมเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจมากนัก เพราะผมก็เป็นหนูที่อยู่ในกงล้อนี้ไม่ต่างกับคุณ แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะพอช่วยได้บ้าง ก็คือการตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าไอ้ที่เขาว่าดีๆ กันน่ะ เราจำเป็นต้องมีเหมือนเขารึเปล่า

เพราะ “ไอ้ที่เขาว่าดี” มันเปลี่ยนตลอด แล้วแต่ว่าอะไรจะอยู่ในกระแส และการวิ่งตามกระแสนั้นเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ

แต่หากเราค้นพบ “สิ่งที่ดีสำหรับเราจริงๆ” ชีวิตก็จะง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลง

โลกทุนนิยมนั้นซับซ้อน แต่ความสุขนั้นไม่เคยซับซ้อนเลย

ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่เราเป็นคนเลือกเองว่า “ดี” คืออะไร

อย่าปล่อยให้ใครมาเลือกแทนนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Good Life Project: Seth Godin On Books, Business And Life

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผมได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ