อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว

เหตุผลที่ชีวิตไม่เคยดีพอ

20171011_notgoodenough

เพราะเราเปรียบเทียบเบื้องหลังการถ่ายทำของเรากับฉากไคลแมกซ์ของคนอื่นๆ

“The reason we struggle with insecurity is because we compare our behind-the-scenes with everyone else’s highlight reel.” –
– Steven Furtick

สมัยก่อน ใครที่อยากให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองรวยมักจะทำอยู่สามอย่าง คือห้อยทองเส้นใหญ่ ใส่นาฬิกาหรู และขับรถแพงๆ

เพราะการประกาศตนผ่านเครื่องประดับดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่าฉันรวยนะจ๊ะ

แต่ความอวดรวยในสมัยนั้นก็ยังมีขีดจำกัด เพราะวันๆ หนึ่งเขาจะได้อวดรวยกับคนไม่กี่คนเท่านั้น

มาสมัยนี้ เราอวดรวยกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องห้อยทองหรือใส่นาฬิกาหรูแล้ว

เช่นอาจจะถ่ายรูปอาหารญี่ปุ่นอลังการลง Instagram หรือถ่าย live จากเมืองในฝันของใครหลายๆ คนลง Facebook

และบางทีการอวดรวยก็ไม่ใช่ในเชิงตัวเงินด้วย แต่ “อวดรวยประสบการณ์” เช่นไปดำน้ำมา ไปคอนเสิร์ตนักร้องฝรั่งที่หาตั๋วโคตรยากมา หรือมีแฟนหล่อ แฟนสวย หลานน่ารัก ก็เป็นการอวดรวยประสบการณ์เช่นกัน

รูปแบบในการอวดรวยมีมากขึ้น แถมยังมีคนเห็นมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

แล้วใครเลยจะอดใจไหวไม่อวดรวยกับเขาบ้าง

แล้วใครเลยจะไม่รู้สึกว่าชีวิตคนอื่นดีกว่าเราบ้าง

เราคงไม่อาจต้านกระแสนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเตือนตัวเองว่าสิ่งที่เราเห็นในมือถือนั้นคือฉากไคลแมกซ์ของเขาแล้ว

แถมบางทีก็มีจัดฉากด้วย!

ฉากชีวิตจริงของเขาก็ไม่ได้ต่างจากเราเท่าไหร่หรอกครับ เผลอๆ เขามีเรื่ืองทุกข์กว่าเราด้วยซ้ำไป

เมื่อบอกตัวเองได้อย่างนี้ เราจะได้ดำเนินชีวิตของเราโดยไม่รู้สึกว่าต้องสวมบทนักแสดงอยู่บ่อยๆ ครับ

—–

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่งแล้ว) – bit.ly/tgimorder

ผู้ชนะคือผู้แพ้ที่พยายามอีกครั้ง

20171010_loser

“A winner is just a loser who tried one more time.”
– George Moore

จะว่าไปผมเองก็เจอเรื่องขายหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน

1994 ตอนไปเรียนนิวซีแลนด์เทอมแรก ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข

1995 แข่งบอลลีกสำหรับทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 19 ปี แล้วแพ้เกือบทุกนัด นัดที่แพ้เละเทะที่สุดคือ 17-0 (ผมเล่าประสบการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดในตอน บทเรียนจากการแพ้ 17-0)

1997 ทำวงดนตรีเด็กไทยขึ้นไปเล่นเพลง Creep ของ Radiohead ในหอประชุมให้คนทั้งโรงเรียนฟัง (ในกลุ่มคนดูมีคนที่ผมแอบชอบนั่งอยู่ด้วย) ปรากฎว่าผมร้องเสียงเพี้ยนและตอนที่ขึ้นเสียงสูงที่สุดเสียงดันไปไม่ถึง ผลลัพธ์คือ “เสียงหลุด” ไปเลยจนคนทั้งหอประชุมหัวเราะกันยกใหญ่

แต่ถึงจะเจอเรื่องน่าอายขนาดนั้น ก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาได้

1995 ผมได้รางวัลเรียนดี 1996 ทีมฟุตบอลของเราได้รองแชมป์ลีก และปลายปี 1997 ผมขึ้นไปโซโล่กีตาร์เพลง Don’t Look Back in Anger ของ Oasis ในวันจบการศึกษาซึ่งคราวนี้ได้รับเสียงปรบมือแทนเสียงหัวเราะ

จะแพ้กี่ครั้งหรือแพ้หนักแค่ไหนจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเราทำอะไรต่อหลังจากที่แพ้ไปแล้ว

“A winner is just a loser who tried one more time.”

ถ้าแพ้ก็แค่ลองอีกครั้ง และอีกครั้งจนกว่าจะชนะ

แล้วจากนั้นก็แพ้ใหม่

แล้วก็พยายามอีกจนกว่าจะชนะ

แพ้-ชนะ-แพ้-ชนะสลับกันไป

ยังไงก็สนุกกว่าเป็น “ผู้แพ้” และ “ผู้ยอมแพ้” ไปตลอดครับ

—–

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Mondayราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่ง) – ผมเหลือหนังสือแค่ 17 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder

ผัดผ่อนการยอมแพ้

20171005_procrastinate

การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ผมชอบอ่านตอนม.ปลายมีชื่อว่า “จิ๋วพลังอึด

เป็นการ์ตูนของเด็กผู้ชายชื่อว่า “อิตโต โช” (แปลว่า “รางวัลที่หนึ่ง”) ที่ชอบการวิ่งมาราธอนมาก แต่ชีวิตก็แสนอาภัพ บ้านยากจน พ่อเสีย แถมตัวเองก็ตัวเตี้ยม่อต้อจนไม่มีใครคิดว่าจะเป็นนักวิ่งที่ดีได้

แต่ด้วยความพยายามเขาก็ฝึกฝนจนสามารถขึ้นมาเป็นนักวิ่งระดับแนวหน้าของประเทศ

แต่ชีวิตก็ยังไม่หยุดเล่นตลก เมื่อก่อนจะถึงงานมาราธอนระดับโลกอย่าง “โตเกียวมาราธอน” ไม่กี่วัน โชกลับล้มป่วย แถมแม่เองก็ป่วยหนักจนต้องผ่าตัด แม้จะดั้นด้นพาตัวเองมาอยู่ที่จุดสตาร์ทได้ แต่ตอนออกวิ่งก็ล้มลงจนถูกคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปหมด

เมื่ออยู่เป็นลำดับสุดท้ายในการแข่งมาราธอนที่มีแต่นักวิ่งเทพๆ แถมร่างกายตัวเองก็ไม่สมบูรณ์ “โช” จึงท้อเป็นธรรมดา

แต่โชก็บอกตัวเองว่า “ขอแซงคนข้างหน้าไปก่อน อีกคนเดียวเท่านั้น แล้วค่อยเลิก”

แล้วพอโชแซงได้หนึ่งคน ก็บอกตัวเองว่า ไม่ไหวแล้ว แต่ขอแซงอีกซักคนแล้วกัน

วิ่งแซงทีละคน ทีละคนไปเรื่อยๆ จนวิ่งทันกลุ่มนำ

ผมขอไม่เล่าว่าสุดท้ายแล้วโชชนะการแข่งวิ่งโตเกียวมาราธอนรึเปล่า เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นคือโช “ผัดวันประกันพรุ่ง” การยอมแพ้ ออกไปเรื่อยๆ

สำหรับโช เขาจะยอมหยุดวิ่งก็ต่อเมื่อเขาแซงคนข้างหน้าได้ซักหนึ่งคนก่อน แต่พอแซงได้ก็ “นิสัยไม่ดี” ผัดวันประกันพรุ่งการหยุดวิ่งออกไปอีก

ผมเองก็เคยคิดที่จะหยุดเขียนบล็อกหลายครั้ง เพราะการเขียนบล็อกวันละตอนนี่ก็เป็นอะไรที่ต้องใช้แรงและพลังมหาศาล ยิ่งช่วงที่ลูกเล็กหรืองานหนักก็ยิ่งทำให้คิดเรื่องเขียนไม่ค่อยออกเข้าไปใหญ่ แต่ผมก็คอยบอกตัวเองว่าขอแค่อีกซักตอนน่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

เมื่อไหร่ที่เราเจอเรื่องหนักๆ ที่ทำให้ท้อ ขอให้ตระหนักว่าเราทุกคนเป็นยอดฝีมือในการผัดวันประกันพรุ่งอยู่แล้ว จึงคงไม่ยากเกินไปที่จะผัดผ่อน “การยอมแพ้” ออกไปอีกซักหนึ่งวัน

ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราอาจจะถึงเส้นชัยโดยไม่รู้ตัวก็ได้

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก tmrteckk on Reddit: [Story] I treat giving up like procrastination. I keep saying I’m going to do it but never get around to it. 

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เหตุผลที่ไม่เข้าท่า

20171002_inexcusable

สมมติว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต

คุณกำลังนอนอยู่บนเตียง ลมหายใจรวยริน ในอกเต็มไปด้วยความเสียดาย

พญามัจจุราชมาปรากฎกายอยู่ข้างเตียงคุณ แล้วเอ่ยถามว่า

“ทำไมเจ้าถึงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าฝันไว้”?

คุณจะตอบว่าอะไร?

บางคำตอบก็พอฟังขึ้น:-

“ตัดสินใจผิดพลาด”

“ทำธุรกิจเจ๊ง”

“ความรู้ไม่พอ”

“วิกฤติเศรษฐกิจ”

“ขาดคู่คิดที่ดี”

 

บางเหตุผลก็ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่:-

“กลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง”

“อยากรวยก่อนแล้วค่อยทำสิ่งที่อยากทำ”

“นึกว่าจะมีเวลามากกว่านี้”

“หา passion ไม่เจอ”

 

แต่เหตุผลที่ไม่เข้าท่ามากที่สุด :-

“มัวแต่เล่นมือถือ”

 

ถ้าตอบอย่างนี้ไป มัจจุราชจะมีสีหน้ายังไงนะ?

ถ้าสุดท้ายชีวิตจะล้มเหลวจริงๆ ก็ขอให้ล้มเหลวจากเหตุผลที่เข้าท่าหน่อยนะครับ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ