น้อยไปนิดนึงแล้วจะพอดีเอง

20171101_toolittle

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วผมเคยไปปฏิบัติธรรมในสำนักสงฆ์ ลองถือศีล 8 กินข้าววันละมื้อเดียว

ก่อนจะไปก็หวั่นใจพอสมควร เพราะสมัยนั้นผมเป็นคนค่อนข้างกินจุ ถ้าได้กินวันละมื้อเดียวตอนเย็นต้องหิวแย่แน่ๆ

แต่พระท่านก็สอนว่า เวลากิน ให้กินอิ่มแค่ 80% จากนั้นก็ดื่มน้ำตาม แล้วมันจะอิ่มพอดีเอง

พอได้ลองทำ ก็อยู่ได้จริงๆ

—–

ผมเป็นมือวางอันดับหนึ่งในบ้านเรื่องการทำมาม่า

ผมไม่ค่อยนิยมต้มมาม่าในไมโครเวฟ เพราะรู้สึกว่าต้มในหม้อกับเตาแก๊สนั้นอร่อยกว่า

เคล็ดลับคือต้องเลียนแบบวิธีการทำก๋วยเตี๋ยว คือพอต้มเส้นสุกแล้ว แทนที่จะเทน้ำออก ให้เอาตะแกรงตักเส้นขึ้นมาสะบัดให้เส้นสะเด็ดน้ำ เอาใส่ชาม แล้วค่อยเทน้ำตามลงไป

ผมได้ค้นพบว่า ถ้าต้มเส้นนุ่มกำลังดี ถึงเวลากิน เส้นมันจะสุกเกินไป

หรือถ้าใส่น้ำลงไปพอดี เวลากินความเข้มข้นจะไม่เพียงพอ

ดังนั้น ผมจะคอยเตือนตัวเองเสมอว่าให้เอาเส้นขึ้นจากน้ำให้เร็วเกินไปนิดนึง และใส่น้ำซุปให้น้อยไปนิดนึง แล้วมันจะออกมาอร่อยพอดีเอง

—–

ที่วงใน (บริษัทที่ผมอยู่) เราจะมีประชุมใหญ่ทุกสามเดือน เพื่อให้แต่ละทีมมานำเสนอว่าทำอะไรสำเร็จมาบ้างและสิ่งที่เราจะทำต่อไปคืออะไร

เนื่องจากมีทีมค่อนข้างเยอะ แต่ละคนจึงได้เวลาพรีเซ้นต์แค่ 7 นาทีเท่านั้น (จะมีคนคอยจับเวลาและชูป้ายเตือน)

เท่าที่สังเกตตัวเอง เมื่อไหร่ที่เตรียมเนื้อหามาพอดี ผมมักจะพูดไม่ทัน จนทำให้ลนและพูดเร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง

แต่ถ้าเตรียมเนื้อหามาน้อยเกินไปนิดนึง เช่นเตรียมมาพูดแค่ 5 นาที ผมจะพูดได้เป็นจังหวะจะโคนมากขึ้น และพรีเซนต์ออกมาได้มีพลัง

แม้จะเตรียมเนื้อหามาน้อยกว่าที่อยาก แต่สาระสำคัญก็ไม่ตกหล่น เพราะเราได้คัดมาเป็นอย่างดีแล้ว

—–

เราอยู่ในยุคที่ตัวเลือกมีหลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา

ไอ้นั่นก็ดี ไอ้นี่ก็น่าสนใจ

คนที่จะโดดเด่นจึงไม่ใช่คนที่มีข้อมูลมากกว่าใคร แต่คือคนที่สามารถเข้าถึงแก่นของเรื่องและนำเสนอมันออกมาได้อย่างกระชับ น่าสนใจ และน่าจดจำ

ความสุขก็เหมือนกัน ถ้าได้ทุกอย่างเต็มที่ตามที่ใจอยาก มันอาจจะเต็มเกินไปจนไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความสุขก็ได้

บางทีเราอาจต้องใช้ชีวิตให้เหมือนยาคูลท์ ที่ขวดมันเล็กเกินไปนิดนึงตลอดมา

แต่กินทีไรก็มีความสุขทุกครั้งจริงมั้ยครับ?

เปลี่ยนช่องทีวี

20171031_channels

อารมณ์ของคนเราก็เหมือนทีวีที่มีหลายช่อง หลายรายการ

มีช่องการ์ตูน มีหนังผี มีหนังสงคราม มีรายการตลก มีรายการข่าวที่เต็มไปด้วยสาระ

แต่ละคนก็จะใช้เวลากับแต่ละช่องไม่เท่ากัน

บางคนอาจจะสาระมากหน่อย บางคนอาจจะตลกเยอะหน่อย

แต่ทุกคนสามารถเปลี่ยนอารมณ์ตัวเองได้ เหมือนที่เราเปลี่ยนช่องทีวีได้

ถ้าที่ทำงานเป็นหนังสงครามมาทั้งวันแล้ว กลับถึงบ้านก็อย่าลืมเปลี่ยนช่องเป็นรายการสัตว์โลกน่ารักนะครับ

คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

20171019_justice

แต่ถ้าเราทำผิด เราสมควรได้รับความเห็นใจ

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”
— someone on Humans of New York

เพราะคนเรามีสามมาตรฐาน

มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่น มาตรฐานที่ใช้กับคนใกล้ตัว และมาตรฐานที่ใช้กับตัวเอง

พอเราเห็นข่าวนักการเมืองทำไม่ดี เราจึงไม่รีรอที่จะตำหนิ แต่พอเราทำไม่ดีบ้าง เราจะบอกตัวเองว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”

ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่ายถูกพิพากษาว่าทำความผิด ต้องชดใช้ค่าเส่ียหายทั้งในด้านตัวเงินและอิสรภาพ

ถ้าเราฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่อีกฝ่ายได้รับการลงโทษ แต่การที่ฝ่ายเราต้องโดนลงโทษด้วยนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลย เพราะเราสู้เพื่อความถูกต้อง

แต่ทุกคนก็คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น

และถึงจะรู้ตัวว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของเราได้อยู่ดี

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”

ถ้านิทานเรื่องนี้พอจะสอนอะไรได้บ้าง ก็คงเป็นความตระหนักที่ว่าเรามักจะเข้มงวดกับคนอื่นและผ่อนปรนกับตัวเองเสมอ

ครั้งหน้าถ้าเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้องอีก ก่อนจะเอ่ยคำประณาม ลองใช้โอกาสนี้กลับมาสำรวจตัวเองก็น่าจะดีนะครับ

เคล็ดลับความก้าวหน้าเหนือคนอื่น

20171018_gettingahead

คือการเริ่มต้น

“The secret of getting ahead is getting started.”
-Mark Twain

จริงๆ แล้วชีวิตก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย

หิวก็กิน อิ่มก็พัก ง่วงก็นอน

ถ้าอยากก้าวหน้า ก็แค่ต้องเริ่มต้น

ถ้าอยากก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่น ก็แค่ต้องเริ่มต้นให้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าที่คิด

เพราะคนส่วนใหญ่เอาแต่คิด ไม่ได้เริ่มทำซักที

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อสองปีที่แล้ว ผมยังรู้สึกเลยว่าน่าจะเริ่มเร็วกว่านี้ บล็อกเกอร์คนอื่นๆ เขาไปถึงไหนกันแล้ว

แต่เพียงเริ่มต้น และทำมันอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอนและมีหนังสือของตัวเองได้

เพราะฉะนั้นไม่มีการเริ่มต้นที่สายเกินไป

มีแต่จะเริ่มหรือไม่เริ่มเท่านั้นเอง

แทนที่จะตามหาคนที่ใช่

20171014_rightperson

สู้ทำตัวให้เป็นคนที่ใช่น่าจะดีกว่ามั้ย

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

-Anonymous

เมื่อวานนี้ผมไม่ได้เล่านิทาน วันนี้เผอิญนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยขอเล่าชดเชยนะครับ

คุณลุงคนหนึ่งไม่เคยมีแฟนเลยตลอดชั่วชีวิตของเขา

นับแต่วัยหนุ่ม เขาออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อตามหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอยู่หลายสิบปี แต่มาวันนี้ในวัย 50 กว่า เขาก็ยังคงอยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย

เมื่อรับรู้เรื่องราวอันน่าเศร้านี้ เด็กน้อยคนหนึ่งเลยถามคุณลุงว่า

“คุณลุงออกเดินทางไปทั่วโลก เจอผู้คนตั้งมากมาย คุณปู่ไม่เจอผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบบ้างเลยเหรอครับ?”

“เจอสิ ลุงเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คเลยละ” คุณลุงพูดตาเป็นประกาย

“แล้วทำไมคุณลุงไม่แต่งงานกับเธอล่ะครับ?”

ตาของคุณลุงเศร้าลงทันที

“เพราะเธอก็กำลังมองหาคนที่แสนจะเพอร์เฟ็คอยู่เช่นกันไงล่ะหลาน”

นิทานจบลงตรงนี้ แต่ชีวิตจริงยังดำเนินต่อไป

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องการหาเลี้ยงชีพด้วย

สี่ห้าปีมานี้เราถูกสอนว่าให้ “ตามหางานที่ใช่”

แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้เจองานที่ใช่ขนาดนั้น?

ไม่ผิดที่จะแสวงหางานที่เหมาะกับเรา งานที่จะทำให้เราอยากรีบตื่นทุกเช้าวันจันทร์

แต่ถ้าเราเพิ่มมิติแห่งการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ โอกาสที่เราจะเจองานที่ใช่นั้นจะสูงขึ้นมาก

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

อย่ามัวตามหาคนที่ใช่หรืองานที่ใช่จนลืมกลับมาดูตัวเองนะครับ

เพราะถึงวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เจองานที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณกลับไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเขา คุณอาจจะอกหักเหมือนคุณลุงโสดเสมอคนนั้นก็ได้