ความกลัวกับความเสียดายเป็นเพื่อนซี้กัน

20171205_fearregrets

เมื่อกลัว ก็ไม่ได้ทำ เมื่อไม่ได้ทำ ก็มานั่งเสียดายภายหลัง

กลัวที่จะเข้าไปขอเบอร์สาว สุดท้ายคนอื่นเอาไปกิน

กลัวที่จะเริ่มต้น ผ่านไปอีก 1 ปี เห็นคนอื่นที่ได้เริ่มเขาไปถึงไหนแล้ว

กลัวที่จะพยายามมากกว่านี้ สุดท้ายได้ที่สองจนทำได้แค่เขกหัวตัวเอง

แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลัว เพราะตอนตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ต้องเลือกนั้น ความกลัวมีขนาดใหญ่กว่าความเสียดายมาก

แม้ตัวจะใหญ่กว่า แต่ความกลัวกับมี “น้ำหนัก” น้อยกว่าความเสียดาย

เพราะความกลัวเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ความเสียดายกลับจะค่อยๆ หนักขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป

อีกหนึ่งข้อแตกต่างก็คือ ความกลัวนั้นแก้ไขได้ เพราะเรากลัวสิ่งที่ยังไม่ได้เกิด

แต่ความเสียดายเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ต่อให้เสียดายแค่ไหนก็กลับไปทำอะไรกับอดีตไม่ได้อีกแล้ว

จะเดินหนีความกลัวในวันนี้ เพื่อเผชิญหน้ากับความเสียดายในภายหลัง

หรือจะเผชิญหน้ากับความกลัวในวันนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีความเสียดายในภายหลัง

เลือกให้ดีนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก หนังสือ คิดต้องทำ คันต้องเกา (Stop Talking, Start Doing) by Shaa Wasmund & Richard Newton ก็ไปเจอภาพที่เตะตาจนต้องอ่านต่อ

Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 6 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา

20171205_changelife

ไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะเรียนคณะอะไร

หรือจะสมัครงานที่ไหน

หรือจะซื้อบ้านโครงการใด

มันอาจเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ก็จริง และมันก็อาจมีผลกระทบกับชีวิตได้มากมาย

แต่ผมเชื่อว่าการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ คือการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวัน

จะอ่านหนังสือหรือจะเล่นมือถือ

จะจดจ่อกับงานหรือจะเสพกระทู้ดราม่า

จะคุยเรื่องสร้างสรรค์หรือจะจับกลุ่มนินทา

จะดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลม

จะพูดจาไพเราะหรือหยาบคาย

จะออกกำลังกายหรือจะนอนไถเฟซ

การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันก็เหมือนดอกเบี้ยทบต้น หนึ่งสัปดาห์อาจไม่มีผลอะไร หนึ่งเดือนก็ยังไม่มีผลอะไร แต่หนึ่งปีย่อมเห็นความแตกต่าง และ 10 ปีความแตกต่างจะราวฟ้ากับเหว

การตัดสินใจครั้งใหญ่อาจสำคัญก็จริง แต่เทียบไม่ได้เลยกับการตัดสินใจครั้งเล็กๆ ใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ครับ


Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 6 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

บางทีคำถามก็ซับซ้อน

20171128_complicated

และคำตอบก็เรียบง่าย

Sometimes the questions are complicated and the answers are simple.
-Dr. Seuss

เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวแล้ว มนุษย์น่าจะมีสมองทีี่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลายบนโลกใบนี้

สมองที่ใหญ่เกินตัว เอื้อให้เราทำอะไรได้ใหญ่เกินตัว และพาเราขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

แต่สมองที่ซับซ้อนก็นำพาปัญหาที่ซับซ้อนมาให้ด้วย

แมวไม่เคยกังวลว่าเพื่อนๆ จะมองมันอย่างไร

หมาไม่เคยมานั่งคิดว่า ถ้าไว้ใจนายของมัน มันจะโดนหักหลังรึเปล่า

และนกไม่เคยกลัวว่าถ้ามันร้องเพลงแล้วจะเหนื่อยฟรี

แต่มนุษย์คิด

ความคิดทำให้มนุษย์สร้างอะไรได้มากมาย และความคิดก็ทำให้มนุษย์ทำลายอะไรได้มากมายรวมถึงตัวเองด้วย

เมื่อไหร่ที่กำลังตกอยู่ในห้วงของคนคิดมาก ควรจะดึงสติกลับมาแล้วถามตัวเองว่า เรากำลังตั้งโจทย์ให้ยากเกินไปรึเปล่า

เพราะบางครั้งคำถามก็ซับซ้อน และคำตอบก็ช่างเรียบง่าย

เมื่อซื่อตรงกับตัวเอง และเลิกทำให้สถานการณ์มันยากเกินกว่าที่ควรจะเป็น เราอาจพบว่า ทางออกนั้นจ้องหน้าเรามาตั้งนานแล้วนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า

ผู้แพ้ใช้อดีตเป็นแหล่งกบดาน

20171105_past

ส่วนผู้ชนะใช้อดีตเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่ออิ่มเอมกับปัจจุบันและมุ่งหวังกับอนาคต

“Losers live in the past. Winners learn from the past and enjoy working in the present toward the future.”
-Denis Waitley

ถ้าอยากเป็นคนอมทุกข์ หนึ่งในนิสัยสำคัญที่เราต้องมีคือการเป็นคนช่างเปรียบเทียบ

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่เขารวยกว่า หล่อกว่า มีแฟนสวยกว่า

หรือเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีตที่เราเคยมีความสุขกว่านี้

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบแรกคือเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เขารวยเขาสวยกว่าเรานั้นมีความทุกข์อะไรบ้าง เราเห็นแต่สิ่งที่เขาอยากให้เราเห็นเท่านั้น

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบที่สองก็คือเรามักจะจำอดีตได้ดีกว่าที่มันเป็นเสมอ

Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) บอกว่าตัวตนของเรา ณ ตอนที่สัมผัสประสบการณ์นั้น (experiencing self) กับตัวตนของเราที่จำประสบการณ์นั้น (remembering self) เป็นคนละคนกัน

ตอนที่เราเป็นเด็กม.ปลาย (experiencing self) เราก็รู้สึกว่าชีวิตเราก็งั้นๆ แหละ อยากจะโตไวๆ จะได้มีเงินซื้อโน่นซื้อนี้ แต่พอโตมาแล้วเรากลับระลึกถึงสมัยเรียนม.ปลายอย่างมีความสุขและแสนคิดถึง (remembering self)

อดีตจึงไม่ใช่ที่ที่เราควรพาตัวเองกลับไปบ่อยนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง แถมไม่มีอยู่จริงด้วย

สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าใช้อดีตเป็นที่ซ่อนตัวจากความจริงเลยนะครับ

เพราะยังไงความจริงก็ตามหาคุณเจออยู่ดี