ความรู้สึกเชื่อได้มากกว่าพระคัมภีร์

20171213_feelings2

ในหนังสือ Homo Deus ของ Yuval Noah Harrari (คนเขียน Sapiens) กล่าวไว้ว่าความรู้สึกและสัญชาติญาณนั้นเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่วิวัฒนาการมอบให้เรามาและอาจเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือกว่าคำสอนของศาสดา

ถ้าคุณอ่านคัมภีร์ คุณจะได้ชุดความรู้-ความเชื่อที่อยู่ยงคงกระพันมานานนับพันปี

แต่ความรู้สึกของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความกลัว ความหลงใหล ล้วนแล้วแต่เป็น algorithm สำหรับการอยู่รอด ซึ่งได้รับการปรับปรุงและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลานับแสนนับล้านปี

ดังนั้นความรู้สึกหรือ gut feelings อาจเป็นสิ่งที่เราไว้ใจได้กว่าที่คิด

แต่ก็ใช่ว่าเราควรจะเชื่อแต่ gut feelings อย่างเดียวนะครับเพราะหลายครั้ง gut feelings ก็หลอกเราได้เช่นกัน

การตัดสินใจหลายๆ อย่างมันอาจต้องมีทั้ง เหตุผล คุณธรรม และความรู้สึกประกอบกัน

เหตุผลเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งการใช้ตรรกะนั้นมีต้นกำเนิดมาจากโสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล 

ความรู้สึกเป็น survival mechanism ที่ผ่านการคัดกรองมานับล้านปี

ส่วนคุณธรรม-ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีสอนอย่างเข้มข้นในพระคัมภีร์ และเป็น survival mechanism อย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะถ้าเราเบียดเบียนคนอื่น เราย่อมโดนเบียดเบียนกลับ เราจึงมีความรู้สึกผิด-ชอบ-ชั่ว-ดีติดตัวกันมาทุกคนอยู่แล้ว

เวลาตัดสินใจเรื่องอะไร จึงควรศึกษาข้อมูล ใช้เหตุผลในการหาข้อดี-ข้อเสีย พิจารณาว่ามันถูกศีลธรรมหรือไม่ และสุดท้ายใช้ความรู้สึกตัดสินว่าจะเอายังไงครับ

ชีวิตไม่มีรอบซ้อมใหญ่

20171213_dressrehearsal

“Enjoy life. This is not a dress rehearsal.”
-Friedrich Nietzsche

Dress rehearsal แปลว่ารอบซ้อมใหญ่ เป็นการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนจะเปิดการแสดงจริง ทั้งฉาก แสง สี เสียง และการแต่งตัวของนักแสดงต้องเหมือนกับการแสดงจริงทุกประการ

เขาว่ากันว่าโลกใบนี้คือละครโรงใหญ่ แต่กลับไม่มีรอบซ้อมใหญ่

แถมการแสดงก็มีแค่รอบเดียวด้วย พลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัวรอบหน้า หรือถ้าจะมีก็ไม่ใช่เวทีนี้-ไม่ใช่ละครเรื่องนี้

ไหนๆ ก็ขึ้นเวทีมาแล้ว และไม่รู้ว่าต้องลงจากเวทีเมื่อไหร่ ดังนั้นแสดงให้สุดฝีมือเลยนะครับ โลกรอดูคุณอยู่

หมัดยอมแพ้

20171211_flea

“ตัวหมัด” นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจและน่าทึ่ง

น่ารังเกียจเพราะมันชอบมาทำให้น้องหมาน้องแมวของเรารำคาญหรือเจ็บป่วย

น่าทึ่งตรงที่ขาของมันแข็งแรงมาก สามารถกระโดดได้สูงถึง 150 เท่าของความสูงของตัวมันเอง ถ้ามนุษย์สามารถกระโดดได้อย่างตัวหมัด เราจะกระโดดได้สูงกว่าตึกใบหยก 2 เสียอีก

เคยมีนักทดลองเอา “ตัวหมัด” ไปใส่ไว้โถแก้ว ตัวหมัดก็สามารถกระโดดออกจากโถแก้วได้อย่างง่ายดาย

ในการทดลองครั้งที่สอง ตัวหมัดถูกนำไปใส่ในโถแก้วเดิม แต่คราวนี้นักทดลองปิดฝาด้วย ตัวหมัดกระโดดกี่ครั้งต่อกี่ครั้งจึงไปชนฝาตลอด

ผ่านไป 7 วัน ฝาถูกเปิดออก แต่คราวนี้ไม่ว่ามันจะกระโดดซักกี่ที ก็ไม่เคยกระโดดได้สูงกว่าโถแก้วอีกเลย

เราเองเป็นหมัดตัวนั้นอยู่รึเปล่า?

“ฝาโถแก้ว” ที่ว่าอาจเป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ความสัมพันธ์ที่เคยทำให้เราเจ็บช้ำ หรืออาจเป็นหัวหน้าแย่ๆ

และแม้เราจะออกจากบ้านมาแล้ว มีแฟนใหม่แล้ว หรือย้ายที่ทำงานแล้ว เราก็ยังไม่กล้า “กระโดดสูง” กว่าโถแก้วอยู่ดี

ลองถามตัวเองดูนะครับว่า พยายามเต็มที่แล้วหรือยัง ทำงานเต็มที่แล้วหรือยัง รักเต็มที่แล้วหรือยัง

ฝาโถแก้วอาจถูกเปิดออกตั้งนานแล้ว เหลือแค่เพียงฝาในใจเรานี่แหละครับที่เราต้องเป็นคนเปิดเอง

—-

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 100 Tricks พลิกชีวิตคนทำงาน เโดยหยังฝู่เต๋อ แปลโดยมนตรี เจียมจรุงยงศ์

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

เรื่องงานเอาอย่างฝรั่ง

20171210_thaifarang

เรื่องส่วนตัวเอาอย่างคนไทย

สำหรับชีวิตการทำงาน ผมคิดว่าเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรเรียนรู้จากฝรั่ง เช่น

– ตรงต่อเวลา
– จดจ่ออยู่กับงานตลอดทั้งวัน
– กล้าแสดงความคิดเห็นกับผู้บังคับบัญชา
– กล้าถกเถียงกันในเรื่องงาน พอเถียงกันแล้วก็จบในห้อง
– ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์

ไม่ใช่เพราะว่าฝรั่งเก่งกว่าหรือดีกว่าคนไทย แต่เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่ง สิ่งที่เราเรียกว่า “งาน” ที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ล้วนตกอยู่ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมเกือบทั้งสิ้น

แต่พอมาถึงเรื่องส่วนตัว ผมคิดว่าเราควรรักษาความเป็นไทยเอาไว้

– นอบน้อมถ่อมตนต่อผู้อาวุโสกว่า
– กตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์
– เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้าน
– อะลุ่มอล่วย
– ติดดิน

ไม่ใช่เพราะวิถีไทยเหนือกว่าของฝรั่ง แต่เพราะว่าเรายังอยู่ในเมืองไทย และยังอยู่ร่วมกับคนไทย ดังนั้นเราก็ควรทำตามวัฒนธรรมของแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำงานแบบคนไทย และเอาแบบฝรั่งในเรื่องส่วนตัว

– ไม่รักษาเวลา
– ทำงาน 30 นาที เมาธ์มอย 15 นาที
– ไม่กล้าเถียงนาย เจ้านายถูกทุกอย่าง
– ไม่กล้าเถียงเพื่อนร่วมงาน แล้วเก็บไปนินทาลับหลัง
– ไม่ทำหน้าที่ เอาแต่เล่นการเมืองในออฟฟิศ

– ไหว้ใครไม่เป็น
– มองว่าอาจารย์รับเงินเรามาสอนหนังสือ
– ไม่คุยกับเพื่อนบ้าน
– รักษาสิทธิ์ของตัวเองในทุกเรื่อง ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิดเดียว
– ฟุ้งเฟ้อ

แน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าคนไทยทุกคนไม่ตรงต่อเวลา และไม่ได้บอกว่าฝรั่งทุกคนฟุ้งเฟ้อ แค่ยกตัวอย่างที่พอจะช่วยให้เห็นภาพเฉยๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราควรจะประพฤติตัวให้เหมาะสมกับบริบทที่เราอยู่

เมื่ออยู่ในที่ทำงาน เกมเป็นของฝรั่งก็ควรทำตามกติกาฝรั่ง เราจะได้เป็น “มืออาชีพ”

เมื่ออยู่บ้าน เกมเป็นของเรา ก็ควรทำตามขนบของเรา เราจะได้เป็น “คนน่ารัก”

เล่นให้เป็นทั้งสองเกม แล้วชีวิตน่าจะโอเคครับ

ใช้ชีวิตอย่างเป็ด

20171207_duck

เราได้ยินกันมานานแล้วว่า การรู้หลายๆ อย่างแต่ทำไม่ได้ดีซักอย่างนั้นเค้าเรียกว่ารู้แบบเป็ด

ว่ายน้ำก็ว่ายได้ไม่ดีเท่าปลา เดินก็เดินได้ไม่ดีเท่าไก่ บินก็บินได้ไม่ดีเท่านก

แต่เป็ดก็ยังมีนิสัยอย่างนึงที่เราน่าเอาเป็นแบบอย่าง

เวลาเรานั่งมองเป็ดจากตลิ่ง เราจะรู้สึกว่ามันหน้านิ่ง ตัวนิ่งมาก

แต่ถ้าน้ำใสซักหน่อย และเราสังเกตดีๆ จะเห็นเลยว่าภายใต้หน้านิ่งๆ นั้น เป็ดมันซอยเท้าใต้น้ำอยู่ตลอดเวลา

คนทำงานก็เช่นกัน

ไม่ว่าเราจะเจองานหนักแค่ไหน งานยุ่งเท่าไหร่ ต้องซอยเท้าถี่แค่ไหน แต่เราก็ควรรักษาความสงบเสงี่ยมภายนอกเอาไว้

ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โอดครวญ ไม่ทำท่าเหมือนฉันจะตายแล้ว

ถามว่าจะขอแสดงความอ่อนแอบ้างไม่ได้หรือ คำตอบคือทำได้นะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเห็น แค่ให้คนที่เรารักรู้ก็พอแล้วรึเปล่า

ยิ่งตอนนี้มี social media ให้เราระบายได้โดยง่าย เราก็มักจะเผลอเอาเรื่องส่วนตัวไปบอกส่วนรวมเสียหมด

ชีวิตก็เหมือนกับการเล่นไพ่ บางทีก็ได้ไพ่ดี บางทีก็ไม่

แต่ไม่ว่าไพ่จะดีจะร้ายยังไง ก็ไม่ควรหงายไพ่ให้คนอื่นดูครับ