ขับรถยามค่ำคืน

20171222_drivenight

เราทุกคนน่าจะเคยขับรถตอนกลางคืน

ทัศนียภาพมันไม่ได้ชัดเหมือนตอนกลางวัน

ความสว่างของไฟรถ อาจช่วยให้เราเห็นทางข้างหน้าได้ไม่เกิน 50 เมตร จะเปิดไฟสูงก็เกรงว่ารถที่สวนมาจะด่าเอา

แต่แม้เราจะเห็นทางแค่ 50 เมตร ก็เพียงพอแล้วให้เราขับรถต่อไป เพราะเรารู้ว่าจะไปไหน รู้ว่าถนนเส้นนี้พาเราไปถึงสถานที่นั้น  และแม้ต้องเจอหลุมเจอบ่อ เราก็เชื่อว่าน่าจะหักหลบทัน

การใช้ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

เราไม่ควรปฏิเสธการออกเดินทางเพียงพอเพราะทัศนียภาพมันไม่ชัดเหมือนตอนกลางวัน

เพราะเอาเข้าจริงมันไม่เคยชัดหรอก เห็นได้เต็มที่ก็แค่ 50 เมตรนี่แหละ

แต่เห็นทีละ 50 เมตรก็เพียงพอแล้ว แค่รู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร สัปดาห์นี้จะทำอะไรก็พอแล้ว

ขอแค่รู้ว่าเป้าหมายของเราคือที่ไหน และคอยสำรวจว่าถนนที่เราขับอยู่มันน่าจะใช่เส้นทางที่พาไปสู่จุดหมายนั้นรึเปล่า

ถ้าบางครั้งมันจะเลี้ยวผิดบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะมันม่ีจุดให้ยูเทิร์นอยู่ตั้งหลายจุด

ขอแค่อย่าซิ่งเกินไป และขับอย่างมีสติ

จะช้าจะเร็ว ก็ต้องถึงปลายทางครับ

เมื่อหยุดบ่นความสุขก็มา

20171219_stopcomplaining

He who avoids complaint invites happiness.
-Abu Bakr

น่าสนใจนะครับว่า อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นคนขี้บ่น

เพราะมาตรฐานสูง เพราะพูดมาก เพราะมองโลกในแง่ร้าย เพราะอายุที่มากขึ้น

หรือเพราะลึกๆ แล้วเป็นเพราะเรามองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น?

เพราะเราอาจรู้สึกว่าถ้าเป็นเราทำ เราจะทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ ส่วนคนอื่นนั้นใช้ไม่ได้ เราก็เลยหงุดหงิดใจว่าทำไมรอบตัวเรามีแต่คนที่กระจอกกว่าเราเต็มไปหมด

หรือถ้ามองลงไปอีกชั้นหนึ่ง เราบ่นเพราะลึกๆ เราต้องการกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง เช่นเราอาจจะทำอะไรได้ไม่ดี แต่เพื่อหันเหความสนใจของคนอื่นและแม้กระทั่งตัวเราเอง เราเลยต้องหยิบยกเรื่องไม่ดีของคนอื่นขึ้นมาบ่นเสียก่อน

ผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยผ่านการเป็น “คนขี้บ่น” มาแล้วทั้งนั้น แม้บางคนจะแค่บ่นในใจก็เถอะ

คนขี้บ่นนั้นก็มีข้อดี เพราะเขาจะมองเห็นปัญหาต่างๆ ชัดมาก ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นปัญหา

แต่การบ่นนั้นเป็นพลังงานลบ จึงควรทำแต่น้อยเท่าที่จำเป็น แล้วเปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะทำอะไรเพื่อให้มันดีขึ้นได้บ้าง?”

เปลี่ยนจากนักบ่นเป็นนักกู้สถานการณ์ แล้วมาสนุกกับการร่วมแก้ปัญหากันดีกว่าครับ

คำถามสำคัญ

20171218_importantquestion

เราทุกคนล้วนมีความฝัน

บางคนฝันอยากมีซิกแพ็ค

บางคนฝันจะได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

บางคนฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ startup

คำแนะนำที่เรามักได้ยินจาก life coach คือคุณต้องเขียนภาพความฝันนั้นให้ชัดเจน แปะลงข้างฝา แล้วบอกกับตัวเองทุกวัน (affirmations) ว่าฉันได้มันมาแล้ว

ซึ่งบางทีก็เวิร์ค แต่หลายครั้งก็ไม่

เพราะการฝันหวานไม่ใช่เรื่องยาก

จุดที่หลายคนสะดุดหรือยอมแพ้ไปก่อน คือ “ฝันร้าย” ที่ต้องผ่านก่อนที่ฝันหวานจะเป็นจริงต่างหาก

ฝันร้ายของคนอยากมีซิกแพ็คคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่ในฟิตเนสวันละสอง-สามชั่วโมง กินอาหารซ้ำซากที่ไม่มีความอร่อย ร่างกายที่เจ็บปวดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

ฝันร้ายที่นักดนตรีต้องเจอก็เช่นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง การซ้อมท่อนโซโล่ท่อนเดิมๆ นับร้อยๆ ครั้ง การวิ่งไปออดิชั่นตามร้านต่างๆ การเล่นดนตรีในร้านอาหารที่แสนจะผิดที่ผิดทางแถมไม่มีใครสนใจฟังเรา การแบกกีตาร์และอุปกรณ์หนักๆ ตระเวนตามร้านอยู่ทุกคืน การทำเดโมส่งไปแล้วไม่มีใครเรียก

ฝันร้ายที่คนทำ startup ต้องประสบ คือการพูดถึงโปรดักท์แล้วไม่มีใครเก็ท ทำโปรดักท์ออกมาแล้วมี bugs เยอะแยะจนน่าอาย รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพนักงาน ความเครียดจากความไม่แน่นอนว่าธุรกิจเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ผมเองเคยอยากเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด เคยอยากเป็นนักลงทุน Value Investor (VI) แต่ก็ไม่อยากมานั่งอ่านงบประมาณบริษัท อยากทำแอปมือถือแต่พอลองนั่งทำจริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สนุก

จะมีแปลกอยู่หน่อยก็เรื่องการเขียนบล็อกนี่แหละ เพราะตอนที่เริ่มต้น ภาพของการเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ได้ชัดหรือไม่ได้ตื่นเต้นเท่ากับนักลงทุน VI หรือนักพัฒนาแอปด้วยซ้ำ

แต่ในขณะที่ผมไม่ชอบ “ฝันร้าย” ของการเป็น VI หรือเป็นนักพัฒนาแอป แต่ผมกลับทนได้กับฝันร้ายของการเป็นบล็อกเกอร์

ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเขียนบล็อก (ขณะนี้เป็นเวลา 5.14) การหงุดหงิดกับตัวเองเวลาที่คิดเรื่องไม่ออก การต้องอ่านบทความเป็นสิบๆ เรื่องกว่าจะเจอเรื่องที่นำมาเขียนบล็อกได้ หรือการนั่งหน้าคอมเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะปั้นบทความดีๆ ซักตอน

แต่ผมก็ยังทนเขียนบล็อกมาได้ถึงทุกวันนี้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Passion ของคุณคืออะไร” หรือ “คุณต้องการอะไรในชีวิต”

คำถามสำคัญคือ “คุณพร้อมที่จะทนทุกข์กับเรื่องอะไร” มากกว่า

เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทนทุกข์ไปกับมัน ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยซักนิด

เพราะเมื่อเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการมันซักเท่าไหร่ เราก็จะได้เลิกฝันหวานกับเรื่องนี้ แล้วไปเริ่มต้นกับฝันอื่นที่เราพร้อมจะร่วมทุกข์-ร่วมสุขไปกับมันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Mark Manson: The Most Important Question of Your Life 

ดราม่าจะจบลง

20171216_drama

เมื่อเรายอมรับทุกอย่างอย่างที่มันเป็น

“When you live in complete acceptance of what is, that is the end of all drama in your life.”
-Eckhart Tolle

คนไทยเสพติดดราม่า

พูดอย่างนี้ก็ไม่แฟร์เท่าไหร่ เพราะฝรั่งก็เสพติดดราม่าเช่นกัน ฝรั่งมีหนังสือพิมพ์ tabloid มากมายที่เอาไว้เมาธ์ว่านักบอลคนไหนแอบไปมีกิ๊กหรือดาราคนไหนกำลังติดยางอมแงม

ถามว่าดราม่าคืออะไร

สำหรับผม คีย์เวิร์ดของดราม่ามันคือคำว่า struggle (ดิ้นรน ดึงดัน ต่อสู้)

เด็กกำพร้าขายพวงมาลัยตามสี่แยกเพื่อมีเงินมาเลี้ยงน้อง

คู่กรณีต่างออกมาแฉว่าอีกฝ่ายทำผิดอะไรไว้บ้าง

ชาวเน็ตรุมประณามมือที่สามที่ทำให้คู่รักดาราเตียงหัก

หลายคนก็คงเคยผ่านประสบการณ์ดราม่ามานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับความต้องการของเรา

เมื่อความจริงคลาดเคลื่อนไปจากความคาดหวัง เราจึงทั้ง “ดิ้น” ทั้ง “รน” เพื่อจะปิดช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้

ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์ใจ และหลายครั้งก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นซักนิด

แต่ถ้าเรายอมรับสถานการณ์นั้นได้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ความคาดหวังก็จะค่อยๆ ลดลง

เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่ดิ้น เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่รน

พอไม่ดิ้นรน ใจก็เลยนิ่ง เมื่อนิ่งก็เลยมีสติ เมื่อมีสติก็เลยมีปัญญา

และเมื่อมีปัญญา ก็จะเจอทางออกได้โดยไม่ต้องเปลืองเวลาและพลังงานไปกับการดราม่าครับ

ชีวิตที่ดี

20171215_greatlife

คือชีวิตที่เต็มไปด้วยวันที่ดี

“A great life is just a bunch of great days put together”
Tim Ferriss on James Altucher’s podcast

เราทุกคนก็อยากมีชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งนั้น

และทางเดียวที่จะทำให้มีชีวิตที่ดีได้ ก็ด้วยการทำให้วันนี้มันดี

ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า ถ้าวันนี้ดี ก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ทำวันนี้ให้ดี ก็อย่าไปหวังว่าพรุ่งนี้มันจะดีขึ้นเองได้

วันที่ดีคืออะไร? สำหรับผมมันคือวันที่

ได้ตื่นขึ้นมา

ได้เขียนบล็อก

ได้ออกกำลังกาย

ได้อ่านหนังสือ

ได้เล่นกับลูก

ได้กินข้าวกับภรรยา

ได้ไปทำงาน

ได้ทำงานที่มีคุณค่าสำเร็จ

ได้สร้างความก้าวหน้าให้กับเป้าหมายระยะยาวของเรา

ได้อ่านหรือได้ฟังไอเดียที่นำมาเขียนบล็อกต่อได้

ได้คุยกับพ่อแม่

ได้นั่งสมาธิ

ได้นอนหลับผลอย

แน่นอน ผมไม่สามารถทำได้ครบทุกข้อในทุกวัน แต่ในบางวันที่ผมทำได้มันจะเป็น a perfect day และถ้าทำได้เกินครึ่ง ผมก็คือว่ามันเป็น a great day

และเมื่อมี great days หลายๆ วันเข้า มันก็จะกลายเป็น a great life โดยที่เราอาจไม่ทันรู้ตัวเลยก็ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ทางตรงและทางเดียวที่มีคือทำวันนี้ให้ดี ทำชั่วโมงนี้ให้ดี และทำนาทีนี้ให้ดีครับ