เหตุผลที่ผมเลิกเล่นการพนัน

20150623_WhyIStoppedGambling
ช่วงนี้การเปิดบ่อนถูกกฎหมายกำลังเป็นประเด็นฮอตในสังคม

วันนี้เพื่อนไก่ (ที่เคยถูกกล่าวถึงในตอนพักร้อนและตอนเปลือกหรือแก่น) ก็เลยทักมาในไลน์ว่าผมน่าจะเขียนเรื่องนี้ดูบ้าง

ผมจำได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว น่าจะสมัยเรียนจบใหม่ๆ ไก่เคยมาชวนผมไปเที่ยวฮ่องกง/หมาเก๊ากัน เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศคาสิโนกันที่นั่น

แล้วผมก็ตอบมันว่า ไปคงไปได้ แต่คงไม่ได้เล่นด้วย เพราะมันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมตั้งปณิธานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่เล่นการพนันอีกเป็นอันขาด

มาฟังเรื่องนี้ไปพร้อมกันอีกครั้งนะครับ

เมื่อปี 2001 (พ.ศ.2544) ผมมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สวิตเซอร์แลนด์ (ขอบคุณ IAESTE Thailand) ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ผมมักจะแบกเป้เที่ยวเมืองต่างๆ ในยุโรป

หนึ่งในเมืองที่ผมได้ไปเยือนก็คือมหานครปารีส

วันนั้นเป็นวันที่ผมไปเนินเขา Montmatre ที่มีวิหาร Sacré-Cœur อยู่ข้างบน

บริเวณรอบๆ Montmatre จะอารมณ์คล้ายๆ วัดคิโยมิสึที่เกียวโต  ที่เป็นถนนแคบๆ สำหรับให้คนเดินขึ้นไปบนเขา สองข้างทางมีร้านรวงเต็มไปหมด

แต่สิ่งหนึ่งที่ Montmatre แตกต่างคือจะมีดนตรีเปิดหมวกหรือกิจกรรมริมทางอยู่ด้วย

ผมเดินไปเจอคนสามคนกำลังยืนเล่นเกมกันอยู่ เจ้ามือเป็นคุณลุงอ้วนๆ หน้าตาออกไปทางชาวกรีก ส่วนคนที่ยืนเล่นเกมอยู่เป็นผู้ชายที่ดูเหมือนนักนักท่องเที่ยว อายุน่าจะซัก 40 แล้วทั้งคู่ ผมขอตั้งชื่อว่าจอห์นกับโทนี่แล้วกัน

อุปกรณ์ที่ใช้เล่นเกมที่เล่นประกอบด้วยถ้วยขนาดย่อมสามใบที่หน้าตาเหมือนกัน ฟองน้ำก้อนเล็กๆ หนึ่งก้อน และโต๊ะเล็กๆ สูงๆ เพื่อให้ยืนเล่นกันได้ คุณลุงจะเอาฟองน้ำวางไว้บนโต๊ะ แล้วเอาถ้วยมาครอบฟองน้ำเอาไว้ จากนั้นก็ขยับถ้วยทั้งสามใบไปมาเร็วๆ แล้วให้เราชี้ว่าฟองน้ำอยู่ในถ้วยไหน วางเงินกันคราวละ 100 ฟรังก์ฝรั่งเศสหรือประมาณ 500 บาท (สมัยนั้นแม้จะมีเงินยูโรแล้วแต่เงินฟรังก์ฝรั่งเศสก็ยังใช้กันเยอะอยู่) ใครทายถูกก็รับเงินไปเลย

มีนักท่องเที่ยวหยุดดูหลายคน ผมเลยเข้าไปมุงด้วย ระหว่างยืนดูก็เหลือบไปเห็นคนดำสองสามคนที่ยืนอยู่ห่างๆ แล้วมองมาทางผม หน้าตาน่ากลัวชะมัดแต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากเกมนี้คือมันไม่ยากอะไร เพราะถ้าตั้งใจดูจริงๆ แล้วล่ะก็น่าจะพอมองทัน คนที่ชื่อจอห์นทายถูกประมาณ 80% แต่ที่น่าแปลกใจคือโทนี่ทายผิดค่อนข้างบ่อย อย่างมากก็ทายถูกไม่เกิน 40% จนผมอดด่าในใจไม่ได้ว่าไอ้หมอนี่นี่มันทึ่มจังเลย

ตาลุงเจ้ามือชวนคนอื่นๆ ที่มายืนมุงให้มาเล่นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะส่ายหน้า หรือไม่ก็แค่ชี้ถ้วยแต่ไม่ลงเงิน

คุณลุงหันมาทางผม ผมก็ส่ายหน้าเช่นกัน แต่ก็คอยตามดูเกมไปตลอด

ดูไปได้ประมาณ 7-8 เกม พอคุณลุงหมุนถ้วยเสร็จ จอห์นชี้ไปที่ถ้วยนึง โทนี่ชี้ไปอีกถ้วยนึง แล้วคุณลุงก็หันมาถามผมว่าฟองน้ำอยู่ถ้วยไหน ถ้าทายถูกเอาเงินไปเลย (ยื่นแบงค์ 100 ฟรังก์มาให้) ผมก็ชี้ไปที่ถ้วยเดียวกับจอห์น แล้วก็ถูกตามคาด ได้เงิน 100 ฟรังก์มาฟรีๆ จังหวะที่รับเงินมากลุ่มคนดำเมื่อครู่ก็จ้องเขม็งมาทางผมแล้วก็ส่ายหน้า อะไรของมันวะเนี่ย

คุณลุงเริ่มเกมถัดไป หมุนถ้วยอีกรอบ แล้วก็อีหรอบเดิม คือถ้วยที่ผมเห็นว่าฟองน้ำน่าจะอยู่คือถ้วยเดียวกับที่จอห์นชี้เป้า แถมคราวนี้โทนี่ก็เลือกถ้วยนี้ด้วยเหมือนกัน พอผมชี้ไปที่ถ้วยเดียวกัน ลุงบอกว่าต้องวางเงินก่อน 100 ฟรังก์ ผมเลยยื่นแบงค์ 100 ฟรังก์ที่เพิ่งได้เมื่อกี๊กลับไป

แต่คราวนี้เราทั้งสามคนทายผิดหมดเลย ฟองน้ำดันอยู่อีกถ้วยนึง โทนี่เหมือนจะตาสว่าง (หรือเงินหมด) เลยเลิกเล่นแล้วยืนดูเฉยๆ แทน

แทนที่ผมจะเดินออกมา ตอนนั้นกลับมีความรู้สึกอยากรู้ว่าทำไมถึงทายผิด เลยอยู่ดูต่อ คุณลุงหมุนถ้วยอีกรอบ ผมชี้ไปที่ถ้วยที่ 1 แต่คราวนี้จอห์นชี้ไปที่ถ้วยที่ 2 แล้วหันมาบอกผมว่าต้องเป็นถ้วยนี้เชื่อเค้าสิ

แล้วมันก็ออกถ้วย 2 จริงๆ จอห์นหันมาทางผมแล้วพูดประมาณว่า “กูบอกแล้ว ทำไมไม่เชื่อกู”

คุณลุงบอกให้จ่ายมาซะดีๆ 100 ฟรังก์ ผมเพิ่งนึกได้ว่าคราวนี้ไม่เห็นให้วางเงินก่อนเลย แต่ในเมื่อทายไปแล้วก็ต้องรับสภาพจำใจควักเงินให้

ตอนนี้ติดลบ 100 ฟรังก์หรือ 500 บาทแล้ว

คุณลุงหมุนถ้วยอีกครั้ง คราวนี้ผมมั่นใจว่าฟองน้ำอยู่ถ้วยที่สอง และจอห์นก็ตะครุบถ้วยที่สองเอาไว้เหมือนกัน หันมาทางผมบอกว่าคราวนี้ไม่พลาดแน่ ผมเองก็อยากได้เงินคืน คุณลุงบอกให้วางเงิน ผมเปิดดูกระเป๋าสตางค์ไม่มีเงิน 100 ฟรังก์ฝรั่งเศสเหลือแล้ว มีแต่แบงค์ 50 ฟรังก์ฝรั่งเศส  (250 บาท) กับแบงค์ 50 ฟรังก์สวิส (1250 บาท)

ลุงก็บอกว่า 50 ฟรังก์สวิสก็ได้เหมือนกัน แล้วก็ยื่นมือมาหยิบเงินจากผม

พอเปิดถ้วยที่สองมา ปรากฏว่าถ้วยนั้นว่างเปล่า

สมองผมก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะเช่นกัน เหมือนจะหูอื้อๆ ด้วย ได้ยินแค่เสียงจอห์นโวยวายแว่วๆ ว่าเป็นไปได้ยังไงๆๆ

ระหว่างที่ผมอึ้งอยู่นั้น กลุ่มคนดำหน้าตาน่ากลัวที่ยืนมองผมมานาน ก็เดินมากอดคอผมแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า Let’s go. Let’s get out of here.

ผมเดินก้มหน้าไปกับกลุ่มของเขาได้ประมาณ 20 เมตร แล้วอิสซา (ผมตั้งชื่อให้) ก็พูดกับผมว่า เค้าพยายามจะบอกผมแล้วว่าอย่าไปเล่น เขาถึงยืนส่ายหน้าตอนที่ผมรับเงิน 100 ฟรังก์ครั้งแรก

แล้วอิสซาก็บอกอีกว่าคนพวกนี้เป็นมิจฉาชีพต้มตุ๋น ทำงานกันเป็นทีม

ทั้งคุณลุงชาวกรีก ทั้งคุณจอห์นผู้หวังดี และคุณโทนี่แสนทึ่มนั้น จริงๆ แล้วเป็นพวกเดียวกันหมด

โอ…ไอ…ซี…

อิสซาและผองเพื่อนพาผมเดินขึ้นไปจนถึงยอด Montmatre ได้เห็นวิหารและได้รับอากาศบริสุทธิ์แล้วหัวสมองก็ค่อยปลอดโปร่งขึ้นหน่อย

ผมยืนชมวิวและคุยกับอิสซาได้ประมาณ 10 นาทีก็แยกย้าย ก่อนจากกันผมขออีเมล์เค้าไว้ แต่เขียนไปแล้วเค้าไม่เคยตอบกลับมาเลย ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่เคยลืมบุญคุณที่เขาอุตส่าห์เดินมาลากผมออกจากวง ไม่อย่างนั้นผมมีหวังได้เล่นจนเงินหมดกระเป๋าแน่

ระหว่างเดินทางกลับที่พัก ความคิดของผมก็ยังวนเวียนไปกับเงิน 1750 บาทที่เสียไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที (100 ฟรังก์ฝรั่งเศส + 50 ฟรังก์สวิส)

แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เงินที่เสียไปนั้นคุ้มค่า

คือผมต้องไม่แตะการพนันอีกเลยตลอดชีวิต

นั่นแปลว่า เงิน 1750 บาทที่ผมจ่ายตอนอายุ 21 ปีนั้น จะช่วยให้ผม “ประหยัด” เงินที่จะเสียจากการพนันในอีก 50 กว่าปีที่เหลือ

ถือเป็นการ “ลงทุน” ที่ไม่เลวเลยทีเดียว

เหตุการณ์คราวนี้ให้บทเรียนสำคัญสามอย่าง

1. อย่าตัดสินคนจากภาพลักษณ์ภายนอก
2. อย่าคิดว่าคนอื่นโง่กว่าเรา
3. อย่าเล่นการพนัน

บางคนอาจจะแย้งว่า ที่ผมเสียเงินไม่ใช่เพราะเรื่องการพนันซะทีเดียว แต่เพราะโดนต้มตุ๋นต่างหาก ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่การพนันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี โดยเฉพาะเวลาที่ความโลภและความเสียดายครอบงำจิตใจ ผมเลยไม่อยากเจอสภาพนั้นอีกแล้ว

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการพนันเป็นคุณหรือเป็นโทษมากกว่ากัน?

—–

ป.ล. เมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวมาเก๊ากับเพื่อนสนิทและแฟนสาวของเขา แน่นอนเราไม่พลาดที่จะไปดูบรรยากาศ The Venetian คาสิโนหรูเลิศอลังการของมาเก๊า ผมไม่แลกเงินเลยซักบาทเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ส่วนแฟนสาวของเพื่อนกำลังตื่นตาตื่นใจกับสุดยอดคาสิโน และเห็นว่าคนอื่นๆ กำลังลุ้นกันสนุก จึงขอแฟนตัวเองเล่นนิดๆ หน่อยๆ สุดท้ายเสียเงินไปราวๆ สามพันบาทในเวลาสามนาที จ๋อยกันไป และน่าจะเข็ดขยาดการพนันไปอีกสักพัก

รู้ใจ

20150622_KnowPeopleMind

เราอยากรู้ใจคนอื่น เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แต่แปลกมั้ยที่เราไม่อยากรู้ใจตัวเอง?
– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ทุกเช้าตอนขับรถมาทำงาน ผมจะเปิด CD ของหลวงพ่อปราโมทย์ฟัง

ผมไม่ได้เป็นคนธรรมะธรรมโมอะไรหรอกนะครับ เข้าวัดน้อยมาก สวดมนต์บทพาหุงมหากาฯ ยังไม่ได้เลย

เพียงแต่ฟังท่านเทศน์แล้วเพลินดี โดยเฉพาะเวลาที่ท่านหยิบยกเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่า และสะกิดให้เราคิด

อย่างประโยคนี้เป็นต้น

“เราอยากรู้ใจคนอื่น เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แต่แปลกมั้ยที่เราไม่อยากรู้ใจตัวเอง?”

เราคาดหวังให้คนรอบตัวรู้ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นแฟน ลูก พ่อ แม่ หัวหน้า ลูกน้อง

ขณะเดียวกันเราก็อยากรู้ใจคนอื่น โดยเฉพาะเวลาที่แฟนงอนแล้วไม่ยอมบอกว่าโกรธเราเรื่องอะไร (ใครเจอแบบผมยกมือขึ้น!)

มานั่งคิดดู  ตลอดทั้งวัน เราใช้เวลาไปรู้เรื่องอื่นหมดเลย

ตอนเช้าก็รู้เรื่องสัพเพเหระผ่านการดูสรยุทธ์
ถึงออฟฟิศก็รู้เรื่องงาน (ถ้าทำงานน่ะนะ)
พักเที่ยงก็รู้เรื่องดาราด้วยการเมาธ์กับเพื่อน
ตกบ่ายกลับมารู้เรื่องงานต่อ
ตอนเย็นก็รู้เรื่องเพื่อนๆ ด้วยการเปิดดูเฟ๊ซบุ๊ค
ตอนสามทุ่มก็มาคอยลุ้นว่าพระเอกกับนางเอกจะรักกันเมื่อไหร่

แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปรู้ใจตัวล่ะครับเนี่ย?

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าจิตของคนเราเหมือนลิงที่ห้อยโหนโจนทะยานอยู่ในป่า พอละมือจากกิ่งหนึ่งแล้วก็ต้องหาอีกกิ่งหนึ่งจับ

การที่จิตใจเราต้องหากิ่งให้เกาะไปเรื่อยๆ ก็เพราะว่ามันเที่ยวแสวงหาความสุข

แต่ต่อให้สุขแค่ไหนเดี๋ยวก็เบื่อ เพราะไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืน

แทนที่เราจะเห็นความจริงตรงนี้ เรากลับกระโจนไปหากิ่งอื่นไม่หยุดหย่อนจนกลายเป็นลิงไร้บ้าน

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราหยุดกระโจน?

เพราะบางทีความสุขอาจจะอยู่ที่โคนต้นไม้

หน้าที่ของหัวหน้า

20150621_LeaderOutOfJob

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job
ในฐานะของผู้นำ เป้าหมายของคุณควรจะเป็นการทำให้ตัวเองไม่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้อีกต่อไป
– John C. Maxwell

—–

ที่บริษัทของผม คนที่มีตำแหน่งหัวหน้าทุกคน (อย่างน้อยก็หัวหน้าที่ผมรู้จัก) จะต้องมี succession plan

คำว่า succession มาจากคำว่า succeed ซึ่งมีสองความหมาย

succeed ที่แปลว่าประสบความสำเร็จ

กับ succeed ที่แปลว่ารับช่วงต่อ

succession plan ในที่นี้คือแผนการหาคนที่จะมารับช่วงต่อจากเราครับ เราเรียกคนเหล่านี้ว่า successor ครับ (ต้องขอโทษที่ไม่มีคำภาษาไทยตรงตัว)

โดยส่วนใหญ่เราจะมองเพื่อนร่วมทีมก่อนว่ามีใครบ้างที่มีศักยภาพขึ้นมาแทนที่เราได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (หรืออาจมากกว่านั้น) แล้วดูว่าเขายังต้องพัฒนาทักษะทางด้านไหนเพื่อจะมีความพร้อมเมื่อถึงเวลาที่เราต้องไป

ผมเดาว่า succession plan คงไม่ได้มีในทุกองค์กร เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกัน

บางคนอาจมองว่าการทำ succession plan คือการเพิ่มความเสี่ยงให้เราตกงาน

แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับการเลื่อนขั้นเช่นกัน

ผมเคยได้ยินคำฝรั่งที่ว่า Don’t be irreplaceable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted อย่าเป็นคนที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่สามารถมีใครมาทดแทนได้ ใครเขาจะกล้าโปรโมตให้คุณไปทำงานอื่น

ดังที่ได้เล่าในเรื่อง I’m Farang เมื่อวันก่อนว่า เมื่อกลางปี 2007 ผมได้รับโอกาสทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต

ทำงานได้ไม่เกิน 6 เดือน ผมก็ต้องเริ่มคุยกับยอด ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมว่า จะมีใครที่ควรอยู่ใน succession plan ของผมบ้าง ผมเล็ง successor เอาไว้สองคน เมื่อปรึกษาหารือกับยอดเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมองหาโอกาสให้ทั้งสองคนนั้นได้ทำงานที่จะได้พัฒนาทักษะที่จะช่วยมาเติมเต็มเขาได้

ผ่านไปสองปีกว่าๆ ทีมซัพพอร์ตของเราแข็งแรงมาก ต่อให้ผมหายไปซัก 2 สัปดาห์ก็แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรกับทีมเลย เป็นช่วงที่ทำงานแล้วสบายกายและสบายใจสุดๆ

และนั่นคือตอนที่ผมรู้ตัวว่า ต้องเริ่มหางานใหม่แล้ว เพราะถ้าอยู่ต่อ ถึงจะสบายแต่มันจะเป็นการไป “อั้น” ไม่ให้คนอื่นๆ ได้เติบโต ส่วนผมเองก็อาจจะเบื่อเพราะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้กับทีม

โชคดีที่ตอนนั้นบริษัทมีเปิดรับตำแหน่ง communication manager พอดี เป็นการข้ามสายจากงานวิศวะคอมมาเป็นสายการตลาด ซึ่งผมก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่าจะทำได้มั้ย แต่ก็อยากลอง เลยสมัครตำแหน่งนี้ไป

สุดท้ายก็ได้รับแจ้งว่าผมได้ทำงานตำแหน่งนี้ และล่วงไปแค่วันเดียว หนึ่งในคนที่อยู่ใน succession plan ของผมเดินมาบอกว่าจะลองไปสมัครงานทีมอื่น ผมเลยบอกเขาว่าอย่าเพิ่ง เพราะผมกำลังจะไปแล้ว ลองสมัครตำแหน่งหัวหน้าทีมซัพพอร์ตดูก่อนน่าจะดีกว่า สุดท้ายเขาก็เลยอยู่ต่อ และก็ได้เป็นหัวหน้าจริงๆ ส่วน successor อีกคนก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าในอีกไม่ถึงสองปีถัดมา

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job

ในฐานะหัวหน้า คุณใจกว้างพอที่จะสร้างคนที่จะมานั่งเก้าอี้นี้แทนที่คุณรึเปล่า?

มักน้อย

20150620_FewerGoals

“Limit yourself to fewer goals and you’ll achieve more.”

มีเป้าหมายให้น้อยลง แล้วคุณจะสำเร็จมากขึ้น

– Leo Babauta

—–

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกเยอะเหลือเกิน

เมื่อทางเลือกดีๆ เยอะไปหมด จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจ พวกเราหลายคนจึงคิดจับปลาหลายมือไปโดยไม่รู้ตัว

อยากรวย
อยากหุ่นดีขึ้น
อยากไปวิ่งมาราธอน
อยากเก็บเงินซื้อจักรยาน
อยากมีธุรกิจส่วนตัว
อยากไปเที่ยวเมืองนอก
อยากได้เลื่อนขั้น
อยาก ฯลฯ

ยิ่งเรามีความอยากหรือเป้าหมายเยอะเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสำเร็จยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เพราะเวลาและพลังงานของเราไม่ได้เป็นอนันต์

วิธีที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น จึงไม่ใช่การทำงานหนักขึ้น

แต่เป็นการชัดเจนกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรที่สุดในตอนนี้ต่างหาก

ในหนังสือ The ONE Thing, Garry Keller ผู้เขียนบอกว่าเราควรจะมี The ONE Thing หรือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเพียงเรื่องเดียว

และถ้าเราสามารถให้เวลากับ The ONE Thing ได้ทุกวัน ผลลัพธ์นั้นจะทบเท่าทวีคูณ

The ONE Thing ของผมตลอดปี 2558 คือการเขียนบล็อกวันละหนึ่งบทความ

ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมเป็นต้นมา ผมใช้เวลาวันละ 30 นาที – 120 นาทีที่จะทำ The ONE Thing นี้

แป๊ปๆ นี่ก็เกือบจะครึ่งปีแล้ว เขียนบล็อกไปแล้วถึง 30+28+31+30+31+20 = 170 ตอน (รวมบทความนี้ด้วย)

ซึ่งน่าชื่นใจไม่น้อย และผมก็เริ่มมีลางสังหรณ์ว่าการเขียนบล็อกวันละตอนนี้จะนำพาไปสู่โอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต

ถ้าคุณผู้อ่านรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรไม่ได้ตามเป้าซักที ลองลดจำนวนเป้าของตัวเองดูมั้ยครับ ยิ่งเหลือได้แค่หนึ่งอย่างได้ยิ่งดี

การมี The ONE Thing ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องละเลยเรื่องอื่นในชีวิตนะครับ

ผมเองก็ยังต้องทำงานเต็มเวลา ยังต้องขับรถรับส่งภรรยา ยังต้องวิ่งหาผู้รับเหมามาต่อเติมบ้านใหม่ที่ (หวังว่า) จะย้ายเข้าปลายปีนี้

แต่การมี The ONE Thing ณ ช่วงเวลาใดก็ตาม ทำให้เราไม่สับสนว่า กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในวันนี้ของเราคืออะไร

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้ามีเวลาว่าง ลองสำรวจดูครับว่าอะไรที่น่าจะเป็น The ONE Thing ที่เราตั้งใจจะให้เวลากับมันทุกวันได้

เมื่อเลือกแล้วก็ลองลงมือทำมันทุกวัน ไม่เว้นแม้วันหยุดราชการ

แล้วคุณจะแปลกใจกับตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ฮิปโป สัตว์โลก(ไม่)น่ารัก

20150619_Hippo

วันนี้วันศุกร์ สบายๆ ขอนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจาก Quora มาฝาก

เป็นเกร็ดความรู้ที่อาจช่วยชีวิตคุณได้เลยทีเดียว

มีคนตั้งคำถามไว้ใน Quora ว่าทำไมคนอียิปต์โบราณถึงเกรงกลัวฮิปโป (Why did Ancient Egyptians fear hippos?)

คำตอบสุดเจ๋งมาจาก Vincen Mathai ครับ

วินเซ้นบอกว่าจริงๆ แล้วฮิปโปเป็นสัตว์ที่อันตรายมาก มีกำลังดั่งช้างสารและมีความดุร้ายดั่ง honey badger (หมีกินรังน้ำผึ้ง ซึ่งได้รับการขนานนามโดยกินเนสบุ๊ค ว่าเป็น the most fearless animal สัตว์ที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด)

มีการคาดการณ์ว่า ทุกๆ ปีมีคนตายด้วย “น้ำมือ” ของฮิปโปไม่ต่ำกว่าปีละ 300 คน ทำให้ฮิปโปขึ้นแท่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ที่สุดในโลก ทิ้งห่างปลาฉลามที่ฆ่าคนแค่ปีละ 10 คนไปแบบไม่เห็นฝุ่น

อยู่ในน้ำฮิปโปสามารถสู้กับจรเข้ได้อย่างสูสี เวลาอยู่บนบกก็สามารถสู้กับสิงโตได้แบบสมน้ำสมเนื้อ

อ้อ แล้วถ้าใครคิดว่าถ้าเจอฮิปโปโกรธแล้วจะวิ่งหนีทันก็คิดใหม่นะครับ เพราะฮิปโปวิ่งเร็วกว่ายูเซน โบลต์ (Usian Bolt) มนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกซะอีก  เพราะมนุษย์ที่เร็วที่สุดวิ่งได้ 40 ก.ม.ต่อชั่วโมง แต่ฮิปโปวิ่งได้ 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง ถ้าให้ฮิปโปมาวิ่งแข่ง 100 เมตร มันจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 7.2 วินาที!

ผมลอง google เพิ่มเติมถึงพบว่าในสมัยก่อนฮิปโปเป็นสัตว์พื้นเมืองของอียิปต์ ชอบบุกรุกพื้นที่เพาะปลูก คว่ำเรือและทำร้ายหรือฆ่าชาวบ้านเป็นประจำ จนชาวอียิปต์ถึงกับไล่ล่าฮิปโปจนสูญพันธุ์ไปจากแดนใต้ลุ่มแม่น้ำไนล์ และใช้ฮิปโปเป็นสัญลักษณ์ของเซ็ธ เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอียิปต์สมัยก่อนจะเกรงกลัวฮิปโป

สิ่งที่น่าคิดต่อคือทำไมคนสมัยนี้ไม่กลัวฮิปโปเลย?

ทำไมภาพลักษณ์ (brand) ของฮิปโปถึงกลับหัวกลับหางไปได้ถึงเพียงนี้!!

โอเคล่ะ เหตุผลหนึ่งก็เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตร่วมกับฮิปโป แถมฮิปโปยังหน้าตาโง่ๆ หุ่นก็เผละๆ จนดูแล้วไม่น่าทำอะไรใครได้

แต่คำตอบหลักคงหนีไม่พ้นสื่อที่เราเสพอยู่ทุกวัน ที่ทำให้ภาพของฮิปโปดูเป็นสัตว์โลกน่ารัก ไม่มีพิษไม่มีภัย

และยิ่งน่าคิดต่อว่า “ภาพจำ”ที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ผู้นำ หรือประเทศ อาจจะถูกลมอิทธิพลของสื่อพัดพาจนทำให้ความเข้าใจของเราผิดเพี้ยนจากความจริงได้อย่างมากมาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าตัดสินอะไรจากภายนอก

และอย่ามั่นใจอะไรจนเกินไปครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora, OK Nation, Pharaonic Egypt

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings