วิธีทำให้พนักงานคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

20150618_SpeakEnglish

ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆ ในเมืองไทยให้ความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทข้ามชาติที่ภาษาอังกฤษของพนักงานก็ย่อมจะดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอที่จะไปโต้ตอบกับฝรั่งหรือแขกอินเดียได้

ผมเองเคยเห็นหลายทีมที่บริษัทพยายามจะกระตุ้นให้ลูกทีมพูดภาษาอังกฤษกัน แต่ไม่ค่อยจะเห็นอันไหนเวิร์คเลย

วิธีที่ใช้กันบ่อยๆ ก็เช่นประกาศว่า ทุกวันศุกร์เป็นวัน English Friday ทุกคนต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ใครพูดภาษาไทยโดนปรับเงิน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วันนั้นจะเงียบเป็นพิเศษ ไม่มีใครพูดกับใครเลย กลายเป็นทุกคนสนทนาผ่านแชท/instant messaging แทน

การจะบังคับให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษกันนี่มันยากจริงๆ นะครับ เพราะผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกเขินๆ และเกรงกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่ากระแดะหรืออะไรเทือกนั้น

วันนี้ผมมีทางเลือกมานำเสนอครับ

เป็นโปรเจ็คที่ทีมของผมเคยทำสมัยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต เรามีกันทั้งหมด 8 คน และในทีมก็เห็นตรงกันว่าอยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องขึ้น แต่จะทำยังไงให้มันเวิร์คและไม่ขัดกับจริตพวกเรา

ผมยกหน้าที่นี้ให้เพื่อนในทีมชื่อเอกพงศ์ (ในทีมมีคนชื่อเอกสองคน) แล้วเอกก็เสนอไอเดียที่เรียบง่ายแต่เยี่ยมยอด

โปรเจ็คนี้ชื่อว่า I’m Farang ครับ

อุปกรณ์ที่ใช้มีแค่ชิ้นเดียวคือปฏิทินตั้งโต๊ะที่แปะกระดาษว่า I’m Farang

????

ป้าย I’m Farang ที่ทำจากปฏิทินตั้งโต๊ะ

ป้าย I’m Farang นี้จะหมุนเวียนเปลี่ยนโต๊ะไปทุกวัน วันไหนใครได้ป้ายนี้ไป วันนั้นคนๆ นั้นจะเป็นฝรั่งไปหนึ่งวัน

สมมติว่าวันแรกป้าย I’m Farang อยู่ที่โต๊ะเอก ไม่ว่าเอกจะไปคุยกับใครในทีม หรือใครเดินมาคุยกับเอกที่โต๊ะ ก็ต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าเอกเป็นฝรั่ง

แต่ถ้าคุยกันไปสักพัก เรื่องมันชักลงลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มคุยภาษาอังกฤษกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็อนุญาตให้เปลี่ยนภาษา เพราะฝรั่งคนนี้พูดไทยได้นิดหน่อย!

พอหมดวันเอกก็หยิบป้ายฝรั่งไปไว้ให้โต๊ะถัดไป

ทีมผมมี 8 คน แสดงว่าเราทุกคนจะได้เป็นฝรั่งกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ครั้ง

ปรากฏว่าโปรเจ็คนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตลอดช่วงเวลาที่ผมเป็นหัวหน้าทีมเรามีโอกาสพูดภาษาอังกฤษกันทุกวันเพราะป้าย I’m Farang แถมบางคนที่อยู่ทีมอื่น เวลามาคุยกับฝรั่งในทีมเราก็ยังยอมคุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงคล้ายๆ กับ English Friday ตรงที่อาจไม่มีใครเดินมาคุยกับฝรั่งเลยก็ได้ แต่ปัญหานี้กลับไม่เกิดกับทีมผม เพราะว่าเรามีงานต้องคุยกันตลอด หรือบางทีว่างๆ เดินผ่านโต๊ะฝรั่ง อย่างน้อยเราก็ได้ทักทายกันว่า “เฮ้ฝรั่ง ฮาวอาร์ยู?”

ถ้าให้มานั่งวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ก็น่าจะมีดังนี้

ปัจจัยแรกคือความ “ขำๆ” ของโปรเจ็คนี้ เพราะคนไทยรักสนุก ไม่ชอบอะไรจริงจัง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ การใช้วิธี “สวมบทบาท” เป็นฝรั่งหัวดำจึงเข้ากับนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี แถมเรายังไม่มีการเก็บแต้มหรือบทลงโทษใดๆ พวกเราจึงเล่นเกมนี้ด้วยความสบายใจ

ปัจจัยที่สองคือคำที่เลือกใช้ – คำว่า I’m Farang มันมีความเป็นกันเองและเฮฮาแฝงอยู่ ถ้าเราไปใช้ป้าย “I speak English only” ความรู้สึกจะเปลี่ยนทันทีและไม่น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่า

ปัจจัยที่สามคือคนในทีมภาษาอังกฤษค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว การพูดภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่ที่ไม่พูดกันเพราะไม่มีตัวกระตุ้นและห่วงสายตาคนอื่นเท่านั้นเอง การทำโปรเจ็คนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการดันความรู้สึกให้เลยจุดที่เรียกว่า “ความกระแดะ” ไปแล้ว มันจึงออกมาเป็นความสนุกแทน

ปัจจัยสุดท้ายคือทุกคนในทีมร่วมใจกันที่จะทำให้มันสำเร็จ ทำเล่นๆ ขำๆ ไม่มีวัดผล แค่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทีมร่วมกันอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่าเกม I’m Farang จะตอบโจทย์ทุกองค์กร แต่ก็มาแชร์เอาไว้เผื่อใครอยากจะลองหยิบไปใช้ดูนะครับ

ป.ล. จริงๆ เรามีอุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้กันบ่อยนัก มันคือวิกผมสีทองครับ ฝรั่งคนไหนใส่แล้วจะพูดอังกฤษคล่องขึ้นอีก 30%

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ชนะแล้วดี

20150617_Winning

“บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ”

– ชนาธิป สรงกระสินธิ์ (เมสซี่เจ) รายการเรื่องเล่าเช้านี้

—–
ตอนกินข้าวเช้าที่เต๊นท์ชมพูข้างๆ ตึกอื้อจื่อเหลียง ก็ได้ดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้ที่ไปเก็บบรรยากาศต้อนรับนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

น้องที่ถูกสัมภาษณ์เยอะๆ มีสองคน คือเมสซี่เจ กับอาทิตย์ ดาวสว่าง

เมสซี่เจนั้นต้องถูกสัมภาษณ์อยู่แล้วเพราะเป็นนักเตะที่ดังที่สุดในทีม

แต่อาทิตย์ที่เป็นกองหลังกลับได้รับความสนใจด้วย ไม่ใช่เพราะฟอร์มการเล่น แต่เป็นเพราะน้องเขาสามารถควบคุมอารมณ์หลังจากโดนเบอร์ 7 ของอินโด “จัดหนัก” ไปหลายครั้ง

ทำให้คิดได้ว่า ในสถานการณ์ที่ชวนโมโห ถ้าเราสามารถรักษาใจเราให้ดีได้ ย่อมเป็นคุณอย่างมหาศาล และคนที่เห็นย่อมชื่นชมและนิยมเราอยู่ในใจ

ตอนสัมภาษณ์เมสซี่เจ หรือชนาธิป สรงกระสินธิ์นั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร แต่ประโยคที่ติดหูผมมาก็คือ

“บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ”

น้องเค้าคงไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้มันฟังดูเป็นปรัชญาอะไร แต่มันกระทบใจผมอย่างจัง (แถมผมฟังผิดเป็น “พอชนะ อะไรๆ มันก็ดีหมด” ด้วย)

วันที่เราชนะ ใครๆ ก็มารับที่สนามบิน เงินอัดฉีดก็ไหลมาเทมา ได้ออกทีวี ได้ขึ้นปกนิตยสาร ได้ออกเทป

แต่คนแพ้มีมากกว่าคนชนะ

หนึ่งคนได้เหรียญทอง ย่อมหมายความว่ามีอีกสิบคนที่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาก็อาจจะทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้คนที่ได้เหรียญ

แต่ใครล่ะจะไปสัมภาษณ์นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญเงินซีเกมส์? แค่ชื่อเขาเราอาจจะไม่มีวันได้ยินด้วยซ้ำ

ผมว่าชีวิตคนก็เหมือนเกมกีฬา มีแพ้ มีชนะ มีเสมอ

พอชนะก็ย่อมมีคนมาชื่นชม มารายล้อม

พอเสมอ คนก็เฉยๆ

แต่พอแพ้ ใครจะมาเหลียวมอง เผลอๆ ตีตัวออกห่างด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องการกำลังใจมากที่สุด

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ การชื่นชมและให้รางวัลคนชนะเป็นเรื่องดีครับ แต่ต้องใส่ใจคนที่ “เกือบชนะ” ด้วย

เพราะเขาก็ควรได้รับความชื่นชมและกำลังใจจากเราเช่นกัน

คนแพ้ไม่ควรถูกลืมครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ

7 เรื่องประทับใจทีมบอลไทยแชมป์ซีเกมส์

20150616_ThaiSEAGames

เมื่อคืนนี้ชาวไทยหลายสิบล้านคนคงจะกลับถึงบ้านและนั่งดูฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศกีฬาซีเกมส์ระหว่างทีมไทยและทีมเมียนม่า

ผลคือพี่ไทยเราชนะไป 3-0 แม้กว่าจะได้ประตูแรกมาต้องรอถึงนาทีที่ 54 เพราะ “คยอ ซิน เปียว” ผู้รักษาประตูพม่านั้นเหนียวเหลือเกิน (ผมต้องขอจดชื่อผู้รักษาประตูเขาเอาไว้เพราะสื่อไทยคงจะไม่ได้เอ่ยถึงมากนัก)

ช่วงนี้ฟุตบอลไทยคึกคักมาก เมื่อคืนตอนค่ำชุด U-23 ชิงซีเกมส์ พอตี 2.45 ทีมชาติหญิงของเราก็เตะบอลโลกกับเยอรมันนี อดีตแชมป์โลกสองสมัย ผลคือเราแพ้ไป 0-4 (โดยสามในสี่ลูกนั้นเป็นลูกโหม่ง!)  ส่วนเย็นวันนี้ตอน 18.30 ทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่นำโดยโค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็จะเตะบอลโลกรอบคัดเลือกกับไต้หวัน ซึ่งน่าจะเป็นเกมที่สนุกอีกเช่นกัน (จบครึ่งแรกไทยนำอยู่ 2-0)

เห็นทีมชาติชุดเล็กชุดใหญ่ทั้งชายหญิงกำลังไปได้ดีอย่างนี้ ในฐานะคนไทยก็ต้องปลื้มใจไม่น้อย

วันนี้เลยขอนำเรื่องความประทับใจที่ผมมีต่อทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์นี้มาบันทึกไว้ครับ

1. ยิงได้ทั้งทีม ซีเกมส์หนนี้ทีมชาติไทยชนะ 7 นัดรวด ยิงไปทั้งหมด 24 ประตู เสียแค่ประตูเดียวตอนเจอเวียดนาม เห็นยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำอย่างนี้ ชนานันท์ ป้อมบุปผา คนที่ยิงประตูได้มากที่สุดของทีมกลับยิงไปแค่ 5 ประตู ได้เป็นดาวซัลโวร่วมกับสิตูอ่องของเมียนม่า และโวฮุยตวนจากเวียดนาม ส่วนอีก 19 ประตูที่เหลือมาจากผู้เล่นถึง 12 คน นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทีมที่ไม่ต้องพึ่งพากองหน้าคนใดเป็นพิเศษ

2. ซุปตาร์ใจกว้าง ผมเพิ่งได้เห็นฟอร์มการเล่นของเมสซี่เจเต็มๆ ก็วันนี้เอง ทั้งทัวร์นาเม้นต์นี้ ชนาธิป สรงกระสินธิ์ยิงไปแค่ลูกเดียว แต่ถ้าใครได้ดูเกมนัดชิงจะรู้ซึ้งเลยว่าเด็กคนนี้เล่นบอลเก่งแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือการส่งลูก killer pass จนกองหลังพม่าที่หน้าตาเหมือนริวัลโดหลังหักไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่แม้เมสซี่เจจะเป็นหนึ่งในสตาร์ของทีมชาติ น้องเค้าก็ไม่แสดงให้เห็นถึงอีโก้หรือความเซลฟ์จัดเลย เล่นเพื่อทีมและพร้อมใส่พานให้เพื่อนได้เกิดตลอด

3. ทางบอลเป็นเยี่ยม นักเตะชุดนี้ทักษะดีทุกคน ลูกที่ผมประทับใจที่สุดคือจังหวะที่ธนบูรณ์ เกษารัตน์กองหลังเบอร์ 17 ของเราตัดบอลพม่าได้อย่างหมดจดตอนที่เค้าจะเคาท์เตอร์แอ็ทแทคในนาทีที่ 30  แค่ตัดบอลยังไม่พอ ยังอุตส่าห์แตะบอลอีกครั้งเพื่อหลบนักเตะพม่าอีกคนที่วิ่งมาซ้อน แถมยังส่งบอลถึงเท้าเพื่อนร่วมทีมด้วย เทพจริงๆ

4. ขยันขันแข็ง แต่ก่อนนักเตะไทยเก่งๆ มักจะขี้เกียจ แต่ทีมนี้วิ่งสู้ฟัดกันทั่วสนาม แถมไม่เห็นมีใครเป็นตะคริวกันซักคนทั้งๆ ที่มีเวลาพักแค่สองวันนับจากตอนแข่งรอบรองชนะเลิศ มีช็อตนึงที่ผมจำได้แม่น (แต่ตอนนี้ยังหาใน Youtube ไม่เจอ) ก็คือตอนครึ่งหลังที่เราดันเกมมาทางริมเส้นฝั่งขวาแล้วตบบอลเข้ามาบริเวณกรอบเขตโทษ แต่นักเตะของเราจับบอลไม่ดีแล้วเสียบอลให้เมียนม่าโต้กลับ นักเตะคนที่ทำพลาดก็วิ่งกลับจากกรอบเขตโทษฝั่งเมียนม่ามาแย่งบอลคืนตรงกรอบเขตโทษของเรา เป็นการแก้ตัวที่ประทับใจมาก

5. ไม่มีตุกติก ตลอดสองเกมที่ผมดูทีมไทยเตะมา ผมไม่เจอนักเตะไทยคนไหนเล่นไม่ซื่อกับคู่แข่งเลย ทุกอย่างวัดกันด้วยฝีมือล้วนๆ ไม่มีแอบดึงเสื้อหรือ “ออกลูกแถม” และไม่มีใครพุ่งล้มหรือแกล้งสำออย ถ้าจะให้รางวัลนักเตะมารยาทงามกับทีมชาติไทยชุดนี้ก็น่าจะเหมาะสม

6. ใจเย็นเป็นน้ำ ความใจเย็นอยู่ในระดับน่าขนลุกกันเลยทีเดียว เพราะแมทช์ที่เจออินโดนีเซียในรอบรองฯ นั้น ทีมเราโดน “นูเฟียนดานี” เบอร์ 7 ของอินโดนีเซียจัดไปหลายดอก ดอกที่หนักที่สุดคือจังหวะที่เขาเอาปุ่มสตั๊ดย่ำไปที่หัวของอาทิตย์ ดาวสว่าง แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาทิตย์ไม่แสดงอาการโกรธออกมาซักนิด (ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็โดนเบอร์ 7 ย่ำที่ตักไปรอบนึงแล้ว) แถมที่อเมซซิ่งยิ่งกว่าคือเพื่อนๆ ในทีมชาติไทยก็ไม่มีใครไปฮึดฮัดใส่นูเฟียนดานีหรือตัดพ้อกับกรรมการเลย ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นบอลไทยชุดก่อนๆ มีวางมวยกันไปแล้วครับ น่าสนใจว่าโค้ช/พ่อแม่อบรมด้วยวิธีไหน ถึงสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขนาดนี้

7. อ่อนน้อมถ่อมตน จบเกมส์แล้วนักบอลของเราเดินไปไหว้ขอบคุณคู่แข่ง กรรมการ และคนดูรอบสนาม ผมว่านี่คือเสน่ห์ของคนไทยที่หาไม่ได้ในชาติไหน

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว พอได้ยินประโยค “บอลไทยจะไปบอลโลก”  บางคนอาจหัวเราะเยาะ และบางคนอาจหัวเราะแบบขื่นๆ

แต่ผมเริ่มมีความหวังนิดๆ แล้วครับ

ว่าถ้าทีมชาติไทยของเรายังรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

การไปบอลโลกอาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไปแล้วก็ได้

—–

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page ฟุตบอลทีมชาติไทย 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ

ดีกับดีที่สุด

20150615_GoodBest

วันจันทร์อีกแล้ว!

เคยอยากให้วันนึงมีมากกว่า 24 ชั่วโมง มั้ยครับ?

เพราะกิจกรรมในแต่ละวันเยอะกว่าคนสมัยก่อนไม่รู้ตั้งกี่เท่า

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราไม่เคยต้องมาอ่านเรื่องน่ารู้ทางไลน์ ต้องตามดู (และคอยอิจฉา) ชีวิตของเพื่อนทางเฟซบุ๊ค

เราไม่เคยต้องถ่ายรูปขึ้นอินสตาแกรม ตามข่าวการเมืองบนทวิตเตอร์ หรือดูละครหลังข่าว

เราไม่เคยต้องประชุมตอนกลางคืนกับเมืองนอก หรือดูบอลตอนตีสองสี่สิบห้า

จริงๆ แล้ว “ทางเลือก” ควรจะนำมาซึ่ง “อิสรภาพ” ที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก

แต่ไปๆ มาๆ ทางเลือกกลับทำให้เรามีอิสรภาพน้อยลง

เพราะพอมันมีอะไรน่าทำ แล้วเราก็ดันอยากทำไปเสียทุกอย่าง จนเวลาไม่เคยพอ

เมื่อไม่มีเวลา จะมีอิสรภาพได้อย่างไร

—–

มีคนเคยบอกว่า มนุษย์เราไม่มีปัญหากับการเลือกระหว่าง “สิ่งที่ดี” กับ “สิ่งที่เลว”

ปัญหาที่คนเราเจอ คือการเลือกระหว่าง “สิ่งที่ดี” กับ “สิ่งที่ดีที่สุด” ต่างหาก

ถ้าเราเห็นอะไรดีๆ ก็ทำหมด เราอาจจะไม่เหลือแรงหรือเวลาเพียงพอที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้

สิ่งที่ดีที่สุด มักจะไม่ใช่เรื่องหวือหวา ไม่ใช่เรื่องอินเทรนด์ ไม่ใช่เรื่องที่เพื่อนๆ ของเราจะหยิบขึ้นมาคุยตอนพักทานข้าวเที่ยง

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด มักจะเป็นกิจกรรม Q2 ที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

และเพราะมันไม่เร่ง ไม่อินเทรนด์ ไม่คูลนี่แหละ เราจึงปล่อยปละละเลยมันเสมอๆ

วันนี้คือวันแรกของสัปดาห์

มีสิ่งดีๆ ให้เราเลือกทำมากมาย

อย่าลืมหยิบสิ่งที่ดีที่สุดขึ้นมาทำบ้างนะครับ

กระแส

20150614_Majority

Whenever you find yourself on the side of the majority, it is time to pause and reflect.

เมื่อไหร่ก็ตามที่พบว่าตัวเองคิดแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเวลาที่เราควรหยุดและไตร่ตรองได้แล้ว

– Mark Twain

—–

คนไทยเรา มักจะมีนิสัย “เฮไหนเฮนั่น”

เราจึงมักจะเห็นปรากฎการณ์ที่ของบางสิ่งบางอย่างป๊อปปูล่าร์ชั่วข้ามคืนและจากไปอย่างรวดเร็ว

เอาที่จำได้คร่าวๆ

จตุคามรามเทพ
ริสต์แบนด์
โรตีบอย
คริสปี้ครีม
การ์เร็ตป๊อปคอร์น
แอพ SimSimi 
แอพ Draw Something 
โคล่ามาร์ช

ผมเองก็ไม่ใช่คนต่อต้านกระแส เพราะเชื่อว่ากว่าของสิ่งหนึ่งมันจะฮิตชึ้นมาได้ ก็จะต้องมีดี และควรค่าแก่ลิ้มลอง

ส่วนจะคุ้มขนาดที่ต้องไปเที่ยวแสวงหาหรือเข้าคิวเป็นชั่วโมงรึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

ขณะเดียวกัน เราก็ควรถามตัวเองด้วยว่า อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนการซื้อการ์เร็ตป๊อปคอร์นของเรา?

ก. อยากชิมว่ารสชาติมันจะเจ๋งซักแค่ไหนเชียว
ข. อยากให้เพื่อนเห็นว่าเราได้กินการ์เร็ตแล้วนะ

ถ้ากลับไปเมื่อซัก 10 ปีก่อน คนส่วนใหญ่น่าจะทำเพราะข้อ ก.ไก่

แต่การมาของ social media และ smartphone ทำให้รางวัลของการตามกระแสมีมากไปกว่าแค่ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการซื้อหรือเสพสิ่งนั้น แต่ยังรวมไปถึง “การได้รับการยอมรับ” (validation) ที่สะท้อนจากจำนวนไลค์บน Facebook หรือ Instagram อีกด้วย

คนเราจึงตกอยู่ในกระแสเพราะข้อ ข. มากขึ้นทุกที คือไม่ได้รู้สึกว่าอยากกินหรอก แต่อยากให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเราก็อินเทรนด์กับเขาอยู่เหมือนกัน

เราจึงโดนคลื่นแห่งแฟชั่นซัดไปทางนู้นที ทางนี้ที ไม่มีหยุดหย่อน

ถ้าเหนื่อยเมื่อไหร่ ลองปีนขึ้นมาฝั่งดูบ้างก็ได้นะครับ

นั่งดูกระแสผ่านมาแล้วผ่านไปก็เพลินดีเหมือนกัน