เป้าหมายที่เรากำลังไล่ตาม

20190127_goals

มันยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องการจริงๆ อยู่รึเปล่า?

เพราะเป้าหมายในปัจจุบันมาจากตัวเราในอดีต

และตัวเราในวันนี้กับตัวเราในอดีตย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

สมัยเรียนหนังสือ ผมเคยมีเป้าหมายอยากได้รถบีเอ็ม แต่มาเดี๋ยวนี้ก็ไม่อยากได้รถบีเอ็มแล้ว

ผมเคยมีความฝันอยากไปเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็ทิ้งมันไว้จนเกือบจะนานเกินไป กว่าจะได้ไปเหยียบโรงละครแห่งความฝัน เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันและนักเตะที่ผมเคยคลั่งไคล้ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

อาจจะฟังดูไม่โรแมนติคนัก แต่ผมเชื่อว่าทุกความฝันมีวันหมดอายุ

เรากำลังไล่ตามความฝันที่หมดอายุอยู่รึเปล่า?

ถ้าใช่ ก็อาจเป็นการดีกว่าที่จะยอมรับความจริง ดีกว่าเสียเวลาอีกหลายเดือน หลายปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต พอไขว่คว้ามันมาได้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามันไม่ใช่

เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้า แต่จริงๆ แล้วมันคือข่าวดี

เมื่อเราปลดปล่อยตัวเองจากความฝันที่ไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป เราก็จะมีแรงและเวลาในการทำสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ

มันมักใช้เวลามากกว่าที่คิดเสมอ

20190127_takeslonger

ไม่ว่าจะเป็นการทำโปรเจ็ค

สร้างบริษัท

หาคนที่ใช่

เก็บเงินให้ได้ตามเป้า

ดังนั้นเราต้องใจเย็นๆ และไม่บีบคั้นตัวเองเกินไป

เพราะสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นดั่งใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

เราทำได้แค่เพียงทำส่วนของเราให้เต็มที่ สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ฟ้าดิน

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ยังไม่ตาย

บางที ความสำเร็จของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุดครับ

ทุกคนมีความน่ารำคาญในแบบของตัวเอง

20190127_annoying

คนสาย Creative ก็น่ารำคาญในความติสท์

เจ้าของธุรกิจก็น่ารำคาญในความเอาแต่ใจ

เด็กวิศวะก็น่ารำคาญที่ใช้โลจิกมาอธิบายและแก้ปัญหาทุกอย่าง

คนสายวิชาการก็น่ารำคาญในความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีและความรู้ของตัวเอง

ผู้รับเหมาก็น่ารำคาญที่สัญญาไว้อีกอย่าง ทำจริงอีกอย่าง

ผู้ชายก็น่ารำคาญในความเป็นเด็กผู้ชายไม่รู้จักโต

ผู้หญิงก็น่ารำคาญในความเจ้าอารมณ์

แมวก็น่ารำคาญในความเย่อหยิ่ง เรียกดีๆ ไม่เคยมา

หมาก็น่ารำคาญที่เห่าเสียงดังทำเลอะเทอะ

ไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อความสะใจ เพราะผมก็เป็นผู้ชายสายวิศวะ จึงมองเห็นความน่ารำคาญของตัวเองได้เป็นอย่างดี

แค่จะชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีมุมที่น่ารำคาญ ต่างกันแค่รายละเอียด

เมื่อสำนึกได้ว่า “เอ้อ เราเองก็เป็นคนน่ารำคาญเหมือนกันนะ” แล้วยิ้มรับความน่ารำคาญของตัวเอง

เวลาเจอคนน่ารำคาญครั้งต่อไป เราจะได้มีเมตตาต่อกันมากขึ้นครับ

นิทานออกเดต

20190126_date

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อซินเทียเคยเล่าให้ผมฟังถึงตอนที่พ่อของเธอวางแผนพาเธอไปเที่ยวเมืองซานฟรานซิสโกยามค่ำคืน

ซินเทียในวัย 12 ปีและพ่อของเธอวางแผน “ออกเดต” กันมาเป็นเดือนๆ โดยวางแผนอย่างละเอียดถึงขั้นที่กำหนดว่าพวกเขาจะทำอะไรในนาทีไหน โดยเธอจะเข้าฟังการนำเสนอชั่วโมงสุดท้ายของเขา จากนั้นก็ไปพบเขาที่หลังห้องบรรยายตอนประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง แล้วปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีคนมาพูดคุยกับพ่อของเธอ

พวกเขาจะนั่งรถรางไปยังไชนาทาวน์ กินอาหารจีน (ของโปรดของพวกเขา) ซื้อของฝาก เดินเล่นสักพักและดูหนังสักเรื่อง จากนั้นพวกเขาจะนั่งรถแท็กซี่ไปที่โรงแรม เล่นน้ำที่สระว่ายน้ำสักพัก (พ่อของเธอช่ำชองเรื่องการแอบเข้าไปเล่นน้ำหลังสระปิด) และสั่งไอศกรีมฮอตฟัดจ์ซันเดมากินในห้องพักพลางดูโทรศทัศน์ พวกเขาพูดคุยรายละเอียดกันครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนถึงวันนัด การรอคอยด้วยความตื่นเต้นคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนจนกระทั่งตอนที่พ่อของเธอออกจากห้องบรรยาย เขาบังเอิญเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้ร่วมทำธุรกิจด้วย พวกเขาไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว และซินเทียก็ยืนดูพวกเขาโอบกอดกันอย่างกระตือรือร้น

เพื่อนคนนั้นพูดว่า

“ฉันดีใจเหลือเกินที่ตอนนี้นายร่วมงานกับบริษัทของเรา ตอนที่ฉันกับโอลิสได้ยินแบบนั้นเราคิดว่าเยี่ยมไปเลย เราอยากเชิญนายกับซินเทียไปกินอาหารทะเลสุดอร่อยเป็นมื้อเย็นกันที่ท่าเรือ!”

พ่อของซินเทียตอบว่า

“บ็อบ ดีใจที่ได้เจอนานยนะ มื้อเย็นที่ท่าเรือฟังดูดีมากเลย!”

ซินเทียคอตก ความฝันที่เธอจะได้ไปขึ้นรถรางและกินไอศกรีมซันเดหายวับไปทันที แถมเธอยังเกลียดอาหารทะเลด้วย และมันน่าเบื่อขนาดไหนที่ต้องไปนั่งฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันทั้งคืน

แต่แล้วพ่อของเธอก็พูดต่อว่า

“แต่ไม่ใช่คืนนี้ ซินเทียกับฉันวางแผนออกเด็ตกันไว้แล้ว ใช่ไหมลูก”

เขาขยิบตาให้ซินเทียแล้วคว้ามือเธอวิ่งออกประตูไป และทำตามแผนเพื่อทำให้คืนนั้นในซานฟรานซิสโกลายเป็นค่ำคืนอันน่าจดจำ

พ่อของซินเทียคือสตีเฟน อาร์. โควีย์ นักคิดด้านการบริหารจัดการ และผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง The Seven Habits of Highly Effective People ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ซินเทียจะเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เธอจึงนึกถึงค่ำวันนั้นในซานฟรานซิสโกด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

การตัดสินใจที่เรียบง่ายของเขา “สร้างความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างพ่อกับฉันไปตลอดกาล เพราะฉันรู้ว่าตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา!”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ จงทิ้งสิ่งที่ดี เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด – Essentialism by Greg McKeown สำนักพิมพ์ WeLearn สำนวนแปลไทยโดย อัญชลี ชัยชนะวิจิตร

ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่คาดล่ะ?

20190124_planb

ปี 1994 เป็นปีที่ผมขึ้นม.3 ที่เตรียมพัฒน์ และเป็นปีที่รู้ตัวว่าผมต้องไปเรียนต่อนิวซีแลนด์

เตรียมพัฒน์เปิดเทอมเดือนพฤษภาคม แต่ผมจะยังไม่ไปนิวซีแลนด์จนกว่าจะถึงเดือนกันยายน ดังนั้นผมจึงยังใช้เวลาช่วงม.3 เทอม 1 อยู่ที่เตรียมพัฒน์ไปก่อน แล้วก็ยังตั้งใจเรียนไม่ต่างกับตอน ม.1-ม.2

เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ “อาทิตย์” มาถามผมว่า ทำไมรู้ว่าจะไปเรียนนิวซีแลนด์แล้วยังตั้งใจเรียนอยู่อีก ถ้าเป็นเขาเขาจะเที่ยวเล่นให้มากกว่านี้

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอบไปยังไง แต่เดาว่าน่าจะมีอยู่สองเหตุผล

หนึ่ง คือผมมีภาพตัวเองในหัวว่าเป็นเด็กเรียนดี ถ้าเทอมนี้ผมเรียนแย่ขึ้นมาอาจจะทำให้ภาพนั้นสั่นคลอน

สอง สมมติว่าเกิดเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ที่ทำให้แผนการไปนิวซีแลนด์มันต้องล่มลง อย่างน้อยผมก็ยังเรียนต่อที่เตรียมพัฒน์ได้

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน

เพื่อนที่เราเคยโยนงานให้ อาจกลายมาเป็นหัวหน้าของเราในอนาคตก็ได้

คนที่เราแซงคิวตอนขึ้นรถไฟฟ้า อาจเป็นคนที่เราต้องขายงานให้ก็ได้

ธุรกิจที่กำลังรุ่งเรืองอาจโดน disrupt จนไปต่อไม่เป็นก็ได้

เราจึงควรถามเผื่อไว้เสมอว่า ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้ เรามีแผนสองหรือยัง

เมื่อใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท แม้ผลลัพธ์จะผิดคาดก็คงไม่เดือดร้อนเกินไปนัก