เหตุผลที่เราไม่ควรเช็คเมลตอนเช้าตรู่

20190201_mail

หนึ่งในนิสัยที่ติดตัวคนทำงานคือการเช็คอีเมลเป็นอย่างแรกๆ หลังตื่นนอน

ไม่ว่าจะตอนเปิดมือถือขึ้นมาดู หรือตอนถึงโต๊ะแล้วเปิดคอมขึ้นมาดู อีเมลก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราเปิดอ่านกัน

เหตุผลก็คืองานสำคัญๆ มักจะอยู่ในนั้น โดยเฉพาะเมลจากหัวหน้าหรือลูกค้า

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สมองของเราได้ถูก “ฝึก” ให้สมองหลั่งโดพามีนหรือสารกระตุ้นความสุขทุกครั้งเวลาได้รับเมลใหม่ๆ ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่เราเห็น notifications ในเฟซบุ๊ค

เมื่องานสำคัญก็อยู่ในนั้น แถมพอได้เมลใหม่ก็โดพามีนหลั่ง เราจึงมีอาการเสพติดการเช็คอีเมล

ผมเห็นด้วยว่าอีเมลป็นเรื่องสำคัญ และทักษะ Inbox Zero และการตอบอีเมลได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานเก่งๆ ทุกคนเขามีกัน

แต่คำถามก็คือ ในเมลสำคัญๆ เหล่านั้น มันสำคัญกับใครกันแน่?

กล่องอีเมลหรือ Inbox มันคือแหล่งซ่องสุมของ “เรื่องสำคัญและเร่งด่วนของคนอื่นๆ” แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญของเราก็ได้

ถ้าเราเอาแต่ตอบสนองต่อเรื่องสำคัญของคนอื่น เราก็จะไม่มีเวลามาใส่ใจในเรื่องสำคัญของเราเลย

ผมจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสำคัญของเราก่อน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน Inbox หรอก

ไม่ต้องห่วงว่าถ้าไม่เช็คเมล เราจะพลาดเรื่องสำคัญและเร่งด่วนสุดๆ ไป เพราะถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้นป่านนี้เขาโทร.มาหาเราแล้ว

บางคนอาจจะเถียงว่า เรื่องสำคัญของคนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญของเราเช่นกัน เพราะเราทำงานบริษัทเดียวกัน อะไรที่บอสหรือลูกค้าเห็นว่าสำคัญกับเขาก็ย่อมสำคัญกับเราอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราปล่อยให้คนอื่นๆ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องสำคัญสำหรับเราตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคอนโทรลอะไรในชีวิตเลยนะครับ

If you don’t set your own priorities, someone else will.

ถ้าคุณไม่กำหนดว่าอะไรสำคัญในชีวิตคุณ คนอื่นจะกำหนดให้คุณเอง

ก่อนจะเช็คอีเมล ให้เวลาตัวเองซัก 5 นาทีในการวางแผนและตัดสินใจว่าอะไรบ้างที่สำคัญกับเราจริงๆ งานอะไรบ้างที่ถ้าเราทำได้สำเร็จจะนำไปสู่การเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างแท้จริง แล้วใช้ชั่วโมงแรกของวันในการทำงานชิ้นนั้น

เมื่อเราได้จัดการสิ่งที่สำคัญของเราเรียบร้อยแล้ว ค่อยเช็คอีเมลก็ยังไม่สายครับ

นิทานอะลาดิน 4.0

20190131_aladdin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อะลาดินหยิบตะเกียงวิเศษขึ้นมาถู แล้วยักษ์จินนี่ก็โผล่ออกมาจากตะเกียงในพริบตา

“มีอะไรให้ข้ารับใช้ล่ะนายท่าน แต่ข้าเป็นยักษ์ 4.0 นะ”

“ว่าไงนะ?”

“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ข้ายังสามารถมอบพรให้ท่านได้ 3 ประการนั่นแหละ แต่ข้ามีข้อแม้”

“ข้อแม้อะไรล่ะจินนี่?”

“ท่านต้องให้อะไรตอบแทนข้าด้วยเช่นกัน”

“ก็เอาสิ!”

“งั้นท่านก็ขอพรได้เลย”

“ข้าอยากรวยมากๆ อยากมีเงินซักร้อยล้าน”

“ท่านได้พรนั้นเดี๋ยวนี้! แต่ก่อนที่ข้าจะเสกให้เงินเข้าบัญชีท่าน ท่านต้องมอบหูทั้งสองข้างกับข้าเป็นการตอบแทน”

“ใครจะบ้าทำอย่างนั้น! มีเงินร้อยล้านแต่ไร้หูเนี่ยนะ ข้าไม่เอาด้วยหรอก”

“(ยักษ์จินนี่หัวเราะหึๆ) งั้นข้าก็คงทำตามความปรารถนาของท่านไม่ได้”

“ด้ายยยย!! ข้ายอมเสียหูให้เจ้าก็ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อเงินแค่ร้อยล้านหรอก ข้าต้องการเงินหนึ่งหมื่นล้านบาท!”

“ไม่ยากเลยเจ้านาย แต่ถ้าท่านต้องการเงินหมื่นล้าน ข้าก็ต้องการดวงตาทั้งสองดวงของท่านเป็นค่าตอบแทน”

“จะเอาดวงตาข้าเนี่ยนะ! ใครมันจะไปยอม! มีเงินหมื่นล้านแต่อดเห็นของสวยๆ งามๆ มันจะไปคุ้มกันได้ยังไง”

(ยักษ์จินนี่หัวเราะหึๆ แต่ไม่พูดอะไร)

“เอางั้นก็ได้!! ข้ายอมมอบดวงตาให้เจ้าก็ได้ แต่ข้าไม่อยากได้เงินแค่หมื่นล้านแล้ว ข้าอยากได้เงินทั้งหมดในโลกใบนี้เลย!”

“ได้เลยเจ้านาย แต่ก่อนที่ข้าจะเอาเงินทั้งหมดใส่ลงบัญชีของท่าน ข้าต้องขอให้ท่านมอบสติสัมปชัญญะให้ข้าเป็นการตอบแทน”

“จะบ้าเหรอจินนี่! จะมีประโยชน์อะไรที่ข้าจะมีเงินหมดทั้งโลก แต่ต้องกลายเป็นคนปัญญาอ่อนง่อยเปลี้ยเสียขา ข้าไม่เอาด้วยหรอก กลับไปเถอะ กลับไปสู่ตะเกียงของเจ้าซะ!”

ยักษ์จินนี่ค่อยๆ ลอยเข้าไปในตะเกียง หันมายิ้มให้แล้วเอ่ยว่า

“ขอโทษจริงๆ ที่ข้าไม่สามารถช่วยอะไรเจ้านายได้ แต่ดูเหมือนเจ้านายก็รวยอยู่แล้วนะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Genius Turner’s answer to What did you learn too late in life?

ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

20190131_emotion

เคยสังเกตตัวเองมั้ยครับว่าเราเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกคนอื่นมาก

เราอยู่ของเราดีๆ เห็นแฟนเดินเข้ามาหน้าตาบึ้งตึง อารมณ์ของเราก็รู้สึกดำดิ่งไปด้วยทันที

หรือเวลาเดินเข้าห้องประชุม เราจะรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศมาคุทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาซักคำ

เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens นั้นก็เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ ทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในการหาอาหาร ป้องกันตัว และเลี้ยงดูลูกตัวน้อย

เมื่อเราต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขนาดนี้ ร่างกายและสัญชาติญาณของเราจึงผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนให้สามารถ “จับสัญญาณ” อารมณ์ของคนในเผ่าของเราได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เราจึงรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้กำลังโกรธหรือกำลังแฮปปี้โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยซักคำ เพราะความสามารถในการจับอารมณ์นี้มีมาก่อนที่เราจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ภาษาอยู่หลายแสนปี

เมื่อจับและรับรู้อารมณ์ได้ เราจึง “ติด” อารมณ์คนๆ นั้นมาด้วย

อารมณ์ของคนจึงส่งผ่านกันง่ายดังโรคติดต่อ ซึ่งเป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี

ข่าวร้ายคือเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดั่งใจ เพราะมันอ่อนไหวและเปราะบางต่ออารมณ์ของทุกคนรอบตัว

แต่ข่าวดีก็คือ เราอาจสามารถพลิกสถานการณ์บางอย่างได้ เพียงใช้อารมณ์ที่เหมาะสมของเรานำทาง

เคยมั้ยที่ประชุมกันเครียดๆ แต่พอมีคนหยอดมุขแค่ทีเดียว คนก็หัวเราะกันทั้งห้องและบรรยากาศก็ผ่อนคลายทันตาเห็น

หรืออารมณ์ของคนในห้องกำลังเบื่อๆ แต่พอดาราหรือคนสำคัญเดินเข้ามาในห้อง พลังงานและพลวัตรก็เปลี่ยนไปทันที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นถึงดารา ขอแค่เพียงมีทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า มีภาษากายที่เหมาะสม ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะส่งต่อพลังงานบวกและอารมณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนรอบข้างได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The School of Greatness Robert Greene: How to master anything and achieve greatness

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

20190130_conversations

“A person’s success in life can usually be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.”
-Tim Ferriss

ผมชอบประโยคนี้ของ Tim Ferriss มาก

คนเราจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนบทสนทนาที่ทำให้เรากระอักกระอ่วนใจ

– เดินเข้าไปทักทายและแนะนำตัวกับผู้หญิงที่เราสนใจ

– บอกกับเจ้านายว่าสิ่งที่เจ้านายทำอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะเวิร์ค

– บอกเพื่อนสนิทว่าเขามีกลิ่นปาก

– ขอให้เขาอธิบายอีกหนึ่งรอบเพราะเราไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

– เอ่ยปากขอโทษเวลาเราทำผิด

– บอกลูกน้องที่อีโก้จัดว่าเขายังต้องปรับปรุงอะไรบ้าง

ยิ่งเรากล้าที่จะมีบทสนทนาที่ทำอาจะให้เราอับอาย-อึดอัด-กระอักกระอ่วน ได้มากแค่ไหน ชีวิตเราก็จะไปข้างหน้าไดไกลขึ้นเท่านั้น

เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินหนีและหลบหลีกบทสนทนาเหล่านี้ และทนอยู่กับสถานการณ์เดิมต่อไป เพราะเขาคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

แต่ทางเลือกที่ง่ายกว่ามักไม่ใช่ทางเลือกที่ดีกว่า

และบทสนทนาที่น่าอึดอัดไม่เคยฆ่าใคร

จริงๆ แล้วเมื่อคุยกันเสร็จแล้ว เราจะโล่งใจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ขอแค่กล้าขึ้นอีกซักหน่อยเท่านั้นเอง

สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มการประชุม

20190129_beforemeetingstarts

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่งชื่อคุณเดวิดจะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

น่าสนใจเพราะไม่มีใครทำกัน แต่ผมเชื่อว่ามีประโยชน์มาก

นั่นคือ เวลาที่เราเข้าห้องประชุม ก่อนที่ใครจะเริ่มพูดประโยคแรก เดวิดจะถามขึ้นมาก่อนเลยว่า

“วันนี้เรามาประชุมกันเพื่ออะไร?” What is this meeting for?

เจอคำถามนี้ คนก็จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีความเงียบคั่นกลางประมาณ 2-3 วินาที ก่อนที่จะมีคนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ เช่น

“มานำเสนองบประมาณการจัดงานปีใหม่”

แล้วเดวิดก็จะถามต่อว่า แล้วสิ่งที่เราคาดหวังหลังจากจบการประชุมนี้คืออะไร? What are we trying to achieve from this meeting?

ก็จะเดดแอร์อีกซักแป๊บนึง ก่อนที่จะมีคน(เดิม)พูดขึ้นมาว่า

“เพื่อที่จะให้เราทุกคนคุยกันว่างบประมาณนี้เหมาะสมและจะได้อนุมัติงบนี้เพื่อเดินหน้าจัดงานต่อไป”

จากนั้นเดวิดก็จะพูดทวนอีกครั้งว่าเรามาประชุมวันนี้กันเรื่องอะไร และเป้าหมายของการประชุมนี้คืออะไร

แล้วการประชุมนั้นก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทางและมักจบตรงเวลาเสมอ

—–

หนึ่งในเสียงบ่นของคนทำงานบริษัทคือเรามีการประชุมเยอะเกินไป

แต่ผมว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตรงนั้น

ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพเยอะเกินไปต่างหาก

เป้าหมายการประชุมไม่ชัด, agenda ไม่มี ต่างคนต่างนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด พอถึงตาคนอื่นพูดเราก็ไม่ฟัง ไม่มีคนคุมเวลา ประชุมเสร็จแล้วไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไร

อาการเหล่านี้น่าจะบรรเทาลงได้ถ้ามีคนถามคำถามอย่างเดวิดก่อนเริ่มการประชุม

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่ถามอาจประสพกับเดดแอร์และอาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ