กรณีโม-โน่

20150907_TangmoTono

Thinking is difficult, that’s why most people judge

การคิดเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่เลยชอบวิจารณ์

– Carl Gustav Jung

—–
เมื่อเช้านี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยื่นมือไปรับ M2F ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรี ตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี เพราะอยากจะดูว่าเรื่องโตโน่แถลงข่าวจะขึ้นหน้าหนึ่งรึเปล่า

แล้วก็ใช่จริงๆ

Tono

เมื่อวานตอนนั่งกินข้าวเที่ยงกับพี่ที่ออฟฟิศ พี่จันบอกว่าผมน่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องแตงโมและโตโน่บ้าง ซึ่งตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรเพราะไม่ค่อยติดตามเรื่องดาราเท่าไหร่

แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน และได้รับข่าวสารจากหลายช่องทางแม้จะไม่ได้คิดจะติดตาม ก็ทำให้ได้ชุดความคิดมาสองสามอย่างที่อยากจะมาบันทึกเอาไว้ครับ

1. ความเกิด-ดับ ของข่าวสาร

ตอนที่ผมกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ช่วงเดือนพฤษภาคม ใครๆ ก็กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องชาวโรฮิงญา กลายเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติเลยก็ว่าได้ และผมทำนายไว้ว่าอีกสามสัปดาห์คนไทยก็คงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว ซึ่งมันก็จริงจนน่าขนลุก

ไม่ใช่ขนลุกที่ทายถูกนะครับ แต่ขนลุกที่คนเราพร้อมจะเป็นจะตายกับเรื่องหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วพอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปอีกเรื่องหนึ่งได้อย่างง่ายดาย จนราวกับว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

2. ทำไมคนถึงสนใจเรื่องซุบซิบดารา
ใครจะรักกับใคร เลิกกันยังไง ใครจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตมารูนไฟว์ 25 ใบเองหรือไม่ จริงๆ แล้วมันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย แต่เราอยากรู้ อยากเห็นเรื่องพวกนี้ไปเสียหมด ขนาดที่ว่าตอนโตโน่แถลงข่าวนี่ต้องมานั่งล้อมวงดูกันเลยทีเดียว จนคนกลุ่มหนึ่งถึงกับรำคาญว่าจะอะไรกันนักกันหนา

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดต่อว่าทำไมพวกเราถึงใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ถึงขนาดนั้น

พอดีเมื่อวานผมได้ไปเดินร้านคิโนะคุนิยะ และได้เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Dan Ariely ชื่อ Irrationally Yours ซึ่งรวบรวมบทความที่แดนได้ตอบคำถามจากทางบ้านผ่านทางนิตยสาร The New Yorker

คำถามหนึ่งที่มีคนถามมาก็คือ ทำไมคนเราถึงชอบตามข่าวซุบซิบดารากับข่าวกีฬากันจัง มันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเหรอ?

คุณแดนตอบว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าให้เดา ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการจะเข้าสังคมได้ก็ต้องคุยกับคนอื่นเขารู้เรื่อง

และเนื่องจากว่าคนเราแต่ละคนมีพื้นเพและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เรื่องที่จะกลายเป็นกระแสจึงมักจะเป็นเรื่องที่ “พื้นฐานที่สุด” (Lowest common denominator) เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วม “บทสนทนา” นี้ได้

สมมติสังคมหนึ่งมีคน 100 คน อาจจะมีแค่ 5 คนที่เข้าใจและสนใจเรื่องการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปประเทศจึงไม่มีวันที่จะเป็นกระแสเหมือนแตงโม-โตโน่ได้

แต่ถ้าเรื่องดาราเลิกกัน จะมีอย่างน้อย 40 คนสนใจและพูดคุยกัน ทำให้อีก 60 คนที่เหลือรู้สึกถึงความ “จำเป็น” ที่จะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนจะอยากรู้มากหรือรู้น้อยก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยต้องรู้เอาไว้ (นี่คือเหตุผลที่ผมรับ M2F มาเมื่อเช้านี้)

3. ความย้อนแย้งในการค้นหาความจริงของคนเรา
เราชอบเรื่องราวดราม่า ตามอ่านเรื่องราวและคิดทฤษฎีต่างๆ นาๆ เพราะเราอยากรู้ว่า “ตกลงแล้วความจริงมันเป็นยังไง”

ผมนึกถึงกรณีที่คุณแหม่ม คัทลียา แมคอินทอช ไม่ยอมพูดความจริงเรื่องที่ตัวเองตั้งท้อง จนทำให้ “สังคมไทย” ปฏิเสธเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคนนี้ไปเลย

ขณะที่ตอนปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัลออกมายอมรับกับแฟนว่าท้องก่อนแต่ง กลับไม่มีใครว่าอะไร

และทำให้ผมนึกถึงตอนท้ายๆ ของหนังเรื่อง Closer ที่แสดงโดย Jude Law, Natalie Portman, Julia Roberts และ Clive Owen

ตอนใกล้จะจบ พระเอก (Jude) กำลังจะได้กลับมาคืนดีกับนางเอก (Natalie) อยู่แล้วแท้ๆ แต่เพราะพระเอกดันต้องการรู้ความจริงบางอย่างจากปากนางเอกมากเกินไป สุดท้ายพระเอกเลยต้องสูญเสียทุกอย่าง

เราไม่ชอบให้ใครมาโกหกเรา เพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐาน (fundamental human needs) ที่จะรู้ความจริงให้ได้ แม้ความจริงบางอย่างมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย

เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ในขณะเราชอบคาดคั้นที่จะได้ความจริงจากคนอื่น แต่เรากลับไม่อยากสบตากับความจริงของตัวเอง

เวลาเราจะถ่ายรูปเซลฟี่ ก็ต้องหามุมที่ตัวเองดูดี ถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องแต่งรูปด้วยแอพอีกครั้งเพื่อให้หน้าตาของเราออกมาเป็นแบบที่เราอยากเห็น ไม่ใช่แบบที่มันเป็นจริงๆ

ใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้านำมาสอน ก็คือเรื่องการตามรู้ตามดูความจริงในกายและในใจตัวเอง แถมท่านยังการันตีด้วยว่า นี่คือหนทางแห่งการมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่จะมี “พุทธศาสนิกชน” ซักกี่คนที่จะออกค้นหา (และยอมรับ) ความจริงในใจตัวเอง?

—–

Thinking is difficult, that’s why most people judge

ผมว่าปรากฎการณ์ต่างๆ ในสังคม มันมีประโยชน์ทั้งนั้น

ถ้าเราตามข่าวเพียงเพื่อที่จะตัดสินว่าใครผิด ใครถูก ประโยชน์ก็คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิงแบบผิวเผิน

แต่ถ้าดูหนัง ดูละคร (ดราม่า) แล้วกลับมาย้อนดูตัวเอง

เวลาที่เสียไปก็คงไม่สูญเปล่านัก

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ขอบคุณปันปั่น

20150708_PunPun

เกือบทุกเช้าผมจะขับรถไปส่งแฟนที่ตึกเอ็มไพร์ แยกนราธิวาส-สาทร จอดรถที่ตึกนี้ แล้วจึงค่อยปั่นจักรยานของปันปั่นกลับมาที่ออฟฟิศที่พระราม 4

จักรยานปันปั่นคืออะไร?

มันคือโครงการของกทม.ที่ได้ติดตั้ง “สถานีจักรยาน” เอาไว้หลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะเส้นสาทร วิทยุ สีลม พญาไท และสุขุมวิท โดยหลังจากเราสมัครสมาชิกแล้ว เราสามารถยืมจักรยานจากสถานีหนึ่ง แล้วไปคืนที่สถานีหนึ่งได้เลย ถ้าขี่นานไม่เกิน 15 นาทีก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้านานกว่านั้นก็คิดชั่วโมงละ 10 บาท โดยเราสามารถเติมเงินลงบัตรได้ที่ทุกสถานี

ก่อนจะมีจักรยานปันปั่น ผมต้องเดินจากตึกเอ็มไพร์ไปตึกอื้อจื่อเหลียง ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง หรือถ้านั่งมอเตอร์ไซค์ก็เสียตังค์ 40 บาท หากสัปดาห์หนึ่งใช้มอเตอร์ไซค์ซัก 3 ครั้ง ปีหนึ่งก็ใช้เงินร่วมหกพันแล้ว

พอมีปันปั่น ชีวิตก็ดีขึ้น ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึงออฟฟิศ แถมยังไม่ต้องเสียเงินเลยซักบาท

ผมคิดจะเขียนบทความนี้ เนื่องจากสะกิดใจบล็อกตัวเองเมื่อวันก่อนเรื่อง 9 สาเหตุที่ลูกน้องเบื่อเจ้านาย 

โดยสาเหตุที่ทำให้ลูกน้องไม่พอใจเจ้านายบ่อยที่สุด ก็คือการไม่เห็นคุณค่าในงานที่ลูกน้องทำออกมา (Not recognizing employee achievements)

ผมว่าเราๆ ท่านๆ ก็เห็นคุณค่าของ “งานสาธารณะ” ที่คนอื่นทำให้เราน้อยไปหน่อยเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นคนเก็บขยะที่แวะเวียนมาบ้านเราสัปดาห์ละสามหน

หรือพนักงานการไฟฟ้าที่ต้อง “ลงสนาม” เพราะหม้อแปลงระเบิดและไฟดับไปทั่วหมู่บ้าน (ผมไม่แน่ใจว่างานเค้าเสี่ยงชีวิตแค่ไหนเหมือนกัน เพราะบางทีฝนยังตกหนักอยู่แต่ไฟก็กลับมาแล้ว)

หรือพนักงานการรถไฟที่ต้องคอยกั้นรถยนต์เวลารถไฟมา

ลองคิดภาพว่าถ้าไม่มีคนเหล่านี้ หรือมีแต่พวกเขาบกพร่องต่อหน้าที่ ชีวิตของเราจะเดือดร้อนแค่ไหน

แต่เรากลับไม่เคยพูดขอบคุณคนเหล่านี้เลย แม้กระทั่งในใจ

อาจจะเพราะว่าเราไม่เห็นเขา หรืออาจจะเพราะว่าเราคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาก็ต้องทำอยู่แล้ว

แต่เวลาเราทำงานของเรา แล้วหัวหน้าหรือใครก็แล้วแต่มาชมเรา เราก็ชื่นใจไม่ใช่เหรอ?

ผมว่าคนที่ทำงานสาธารณะก็ควรมีโอกาสได้ชื่นใจด้วยเหมือนกัน

กลับมาที่เรื่องปันปั่นต่อ

ผมอยากจะเขียนว่าแนะนำโครงการนี้สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง เผื่อใครจะอยากคิดใช้งานดูบ้างครับ

  1. เข้าไปดูก่อนว่ามีสถานีปันปั่นอยู่ที่ไหนบ้าง จะได้รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้รึเปล่า
  2. สมัครสมาชิกโดยดูขั้นตอนได้ที่นี่ 
  3. เมื่อได้บัตรมาแล้วก็ไปใช้ได้เลย!

นี่คือหน้าตาของสถานี

????

มีแผนที่ให้เราดูว่าสถานีมีที่ไหนบ้าง

????

เครื่องยืมจักรยานและเติมเงิน

????

เมื่อกดเลือกแล้ว ให้เอาบัตรแตะตรงพื้นที่สีขาวใต้จอ

ใส่รหัสประจำตัวสี่หลัก (คล้ายๆ PIN ของบัตร ATM)

????

เลือกจักรยาน

????

เอาบัตรแตะไปที่ช่องสีแดงเพื่อให้แท่นปลดล็อคจักรยาน

????

อย่าลืมเช็คเบรค กริ่ง และอานจักรยานให้เรียบร้อย

????

พอปั่นถึงที่หมายแล้ว ก็แค่เสียบจักรยานเข้าแท่นได้เลย แต่ว่าต้องออกแรงนิดนึง เพื่อให้จักรยานเข้าไปจนสุดจนแท่นมันล็อคหัวจักรยานครับ เสียบเข้าไปแล้วลองดึงจักรยานดูก็ได้ว่ามันล็อกเรียบร้อยรึยัง จากนั้นก็เดินจากมาได้เลย

ผมใช้จักรยานปันปั่นมาร่วมปี จึงขอสรุปสิ่งที่ประทับใจและข้อปรับปรุงไว้ตรงนี้ด้วยแล้วกันนะครับ

สิ่งที่ประทับใจ

  • ใช้งานง่าย
  • มีสถานีค่อนข้างถี่ ทำให้ถ้าจักรยานหมดก็สามารถเดินไปเอาอีกสถานีนึงได้
  • ฟรี! (ถ้าขี่ไม่เกิน 15 นาที)
  • Call Center: 087 029 8888 บริการดีมาก โทร.ไปไม่เกินห้าตู๊ดก็รับสาย เจ้าหน้าที่พูดจาสุภาพ และขอบคุณเราทุกครั้งที่โทร.ไปแจ้งปัญหา
  • แอดมินเพจ PUN PUN  ก็ช่วยเหลือดีมากเช่นกัน

สิ่งที่ปรับปรุงได้

  • อยากให้หมั่นตรวจเช็คเบรค เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ตอนนี้ที่เจอคือใช้ได้แต่เบรคหน้า ส่วนเบรคหลังสึกหมดแล้ว
  • บางคันเบรคอาจยังดีอยู่ แต่ยังมีปัญหาเบรคแล้วเสียงจี๊ดแสบหู จนเราไม่กล้าใช้เบรค
  • ระบบยังล่มประมาณเดือนละสองสามครั้ง ถ้าเสถียรกว่านี้ได้จะแจ่มมาก
  • แท่นจักรยานบางแท่น มีจักรยานจอดอยู่ แต่มันไม่ขึ้นโชว์ให้เราเลือก
  • แท่นจักรยานบางแท่น มีจักรยานจอดอยู่ แต่ดึงจักรยานออกไม่ได้ เหมือนแท่นมันล็อคค้างไว้
  • หน้า Login ของสมาชิก ควรจะมีปุ่ม “Forgot password?” เพื่อให้เราสามารถรีเซ็ตพาสเวิร์ดได้
  • ควรจะมี feature ให้เราเปลี่ยนพาสเวิร์ดเองได้ด้วยครับ (ตอนนี้ต้องติดต่อไปที่ทางเพจ PUN PUN อย่างเดียวเลย)

ผมบอกเรื่องที่จะปรับปรุงมาเยอะกว่าข้อดี แต่จริงๆ แล้วผมพอใจกับจักรยานปันปั่นมากนะครับ ให้คะแนน 8 เต็ม 10 เลย

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณกทม. และทีมงานจักรยานปันปั่นทุกๆ คน ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผมรวมถึงอีกหลายร้อยคนในกรุงเทพดีขึ้นครับ

– จากใจแฟนคลับปันปั่นคนหนึ่ง

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ตาน้ำ

20150707_Fountainhead

A professional writer is an amateur who didn’t quit
นักเขียนมืออาชีพคือนักเขียนสมัครเล่นที่ไม่ล้มเลิกกลางคัน

– Richard Bach

—–

เมื่อคืนนี้ผมนอนดึกเป็นพิเศษ เพราะนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนบล็อก เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

ธรรมดาผมจะมีกฎกับตัวเองว่าจะไม่ใช้คอม/มือถือหลังสี่ทุ่ม เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้นอนหลับไม่สนิทและมีความสุขน้อยลง

แต่เมื่อคืนนี้จำเป็นต้องแหกกฎ เพราะกว่าผมจะเขียนเสร็จก็เกือบห้าทุ่ม ลงไปอาบน้ำแล้วยังขึ้นมาตรวจทานแก้ไขอีกรอบ

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่นใจคือ ผมได้รับ Notification มาจาก WordPress (ซึ่งผมใช้สำหรับโฮสต์บล็อกนี้) ว่าผมเขียนครบ 200 บทความแล้วนะ

—–

อย่างที่เคยเล่าไปในตอนที่เขียนครบ 100 ตอนว่า ผมเพิ่งตั้งใจเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปีนี้เอง

แต่ละตอนผมใชัเวลาประมาณ 30-90 นาทีในการเขียน ยกเว้นบล็อกที่ต้องใช้พลังงานเป็นพิเศษอย่างบล็อกเมื่อคืนนี้ รวมถึงบล็อกงานแต่งงานของผม และ 12 เรื่องสุดเจ๋ง Thomson Reuters ที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง

เวลาที่เขียนคือก่อนเริ่มงานหรือหลังกลับถึงบ้าน โดยบอกตัวเองว่าจะเขียนวันละหนึ่งบทความ

วันละหนึ่งบล็อกเหมือนไม่จะมากอะไร แต่ตอนนี้พอเข้าไปดูในหน้า Archives ที่ยาวเป็นน้ำตกก็น่าชื่นใจไม่น้อย

—–
ใครเคยเห็นตาน้ำบ้างยกมือขึ้น!?

เมื่อซักประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปทัศนศึกษาป่าชุมชน และมีชาวบ้านพาพวกเราเดินไปดูตาน้ำ

อยู่มายี่สิบกว่าปี นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้เห็นตาน้ำ

ผมว่าคนที่เกิดและโตในกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นตาน้ำ

ตาน้ำ ก็คือ “ต้นน้ำ” หรือจุดที่น้ำผุดขึ้นมาจากดินครับ

ลองดูตัวอย่างในคลิปนี้ได้ https://www.youtube.com/watch?v=Sh1wuAuOwFw

น้ำที่ผุดจากดินจะไหลน้อยๆ เอื่อยๆ เบาๆ

ค่อยๆ ก่อให้เกิดแอ่งน้ำ ก่อนจะไหลลงสู่ที่ต่ำจนกลายมาเป็นน้ำตก แม่น้ำ และมหาสมุทร

—–

การเขียนบล็อกจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

เพราะบางวันน้ำแทบไม่ผุดออกมาเลย ต้องเค้น ต้องเขียนแล้วลบ-เขียนแล้วลบ อยู่หลายรอบ

แต่ตราบใดที่เรายังคิดวันละนิด เขียนวันละหน่อย และไม่หยุดเขียน

ผมก็เชื่อว่าธารแห่งความคิดนี้จะกลายเป็นน้ำตกให้ใครหลายคนที่ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตครับ

—-

ขอบคุณภาพ น้ำตกเอราวัณ จาก Wikipedia

เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

20150706_WongnaiWeFit

“ผมว่าผมเป็น CEO ที่อ้วนที่สุดในวงการแล้วพี่”

นี่คือคำตอบของยอดตอนที่ผมถามเขาว่าทำไมถึงอยากลดน้ำหนัก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักว่ายอดเป็นใคร

ยอด ชินสุภัคกุล คือ CEO และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wongnai (วงใน) ครับ

“วงใน” คือเว็บไซต์และแอพบนมือถือที่ช่วยตอบคำถามคลาสสิคของคนไทยว่า “กินอะไรดี” ด้วยการรวบรวมข้อมูลร้านอาหารตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อให้เราหาร้านอร่อยๆ ทานกันได้ง่ายๆ

ที่รู้ว่ามันอร่อย เพราะว่าคนที่เคยไปทานมาแล้วเขาเขียนรีวิวแบ่งปันเอาไว้ โดยไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเขียนรีวิวได้ ลองดูตัวอย่างได้ที่นี่

ถ้ายังไม่เห็นภาพก็ลองเข้าไปดูในเว็บ wongnai.com หรือดาวน์โหลดแอพสำหรับ iPhone / Android / Windows Phone ได้ครับ

—–
ที่มาที่ไป Wongnai WeFit

ผมกับยอดรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ทอมสันรอยเตอร์ โดยยอดเป็นคนรับผมเข้าทีม Support และเป็นหัวหน้าของผมอยู่สามปีก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อโทที่เมืองนอก

พอยอดเรียนจบก็คิดจะทำวงใน และผมเองก็เข้าไปมีส่วนช่วยตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ แล้วแต่จังหวะและทักษะจะเอื้ออำนวย

เมื่อปลายเดือนมกราคมปีนี้ ยอดก็บอกกับผมว่าเขาอยากจะทำโครงการ Wongnai WeFit โดยจะชวนพนักงานของวงในมาออกกำลังกายและลดน้ำหนักร่วมกัน

และยอดอยากให้ผมช่วยไปเป็นโค้ช!

ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเป็นโค้ชลดน้ำหนักให้กับใคร เพราะไม่ได้โดดเด่นด้านกีฬาเป็นพิเศษ

แต่ยอดคงเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ผมรู้ วิธีการสื่อสาร และความอาวุโสกว่า (เพียงเล็กน้อย!) ของผม ก็น่าจะทำให้ผมเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้

โปรเจ็คนี้ถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง เพราะคิดถึงวงในก็ต้องคิดถึงเรื่องอาหาร พนักงานหลายคน (รวมถึงยอดด้วย) มีความจำเป็นต้องออกไปชิมอาหารหรือไปเป็นกรรมการตัดสินอาหารอร่อยๆแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักย่อมมีอุปสรรคมากกว่าคนทั่วไป

แต่ยิ่งท้าทายก็ยิ่งน่าสนุก!

—–

เหตุผลที่เข้าร่วมโครงการ

มีพนักงานสมัครเข้าโครงการ Wongnai WeFit ทั้งสิ้น 15 คน เป็นชาย 6 หญิง 9 และในจำนวนนี้มีหนึ่งคนที่อยากจะเพิ่มน้ำหนักเพราะกินยังไงก็ไม่อ้วน

ผมเข้าไปคุยที่ออฟฟิศวงในเพื่อถามไถ่ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้แต่ละคนอยากลดน้ำหนัก

นี่คือตัวอย่างครับ

  • ตรวจสุขภาพแล้ว Indicator เกินเกือบทุกตัว
  • เป็น CEO ที่อ้วนสุดในวงการ แสดงถึงความไม่มีระเบียบวินัย
  • แต่ก่อนเคยพยายามลดแล้วก็ไม่สำเร็จ
  • อยากสวย อยากดูดี อยากลดพุง
  • แฟนด่า / โดนกดดันจากคนรอบข้าง
  • เคยผอมมาก่อน อยากกลับไปหนักเท่าเดิม
  • อยากมีเงินเก็บเพราะใช้เงินกับการกินเยอะเกินไป

—–

แนวทาง

เมื่อคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็ร่างยุทธวิธีและส่งเมล์หาผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนดังนี้

Wongnai WeFit คือโครงการที่พนักงานวงใน 15 ชีวิตจะทำร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 12 สัปดาห์ (28 ม.ค. – 22 เม.ย) เพื่อลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โดยผู้เข้าร่วมทุกคนตกลงใจว่าจะออกกำลังกายทุกวันและทานมื้อเย็นให้น้อยลง

เป้าหมายคือลดน้ำหนักรวมกันให้ได้ 40 กิโล (ตกคนละ 3 กิโล)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้การออกกำลังกายและทานอาหารให้พอดีกลายเป็นอุปนิสัยของเรา เพื่อให้มันติดตัวเราไปโดยตลอดแม้จะจบ Wongnai WeFit ไปแล้วก็ตาม

ซึ่งจะทำได้โดย

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายและลดการกินอาหารเกินความจำเป็น
a. เอากางเกงขาสั้นและรองเท้าออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ
b. เอาขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในลิ้นชักหรืออยู่บนโต๊ะไปวางไว้ในที่ๆ หยิบยากๆ
c. เอาน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในตู้น้ำตรงทางเข้าออฟฟิศ
d. เอาเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ -> เดี๋ยวยอดจะไปซื้อมาวางไว้ให้ชั้นละหนึ่งตัว
e. ซื้อผลไม้แบบเก็บได้นานๆ และกินง่ายๆ มาไว้ทานเผื่อหิวตอนเย็น เช่นแอปเปิ้ล เงาะ ส้ม

2. หาบั๊ดดี้ เพื่อ make sure ว่าบั๊ดดี้ของตัวเองได้ออกกำลังกายแล้วในวันนี้ (อาจจะนัดไปพร้อมกันเลยก็ได้)

3. ตั้งเป้าให้ง่ายที่สุด – Set a goal that’s so easy it is impossible to fail. ยกตัวอย่างเช่น ปั่นจักรยานให้ได้วันละ 2 นาที หรือตักข้าวออกไปสองช้อนก่อนเริ่มกินมื้อเย็น

4. รายงานผล – เมื่อวิ่งหรือปั่นจักรยานได้ตามเป้าแล้ว มารายงานตัวที่ Wongnai We Fit Daily Journal

5. ทำให้ได้ทุกวัน – อันนี้สำคัญมากๆ ช่วงหนึ่งเดือนแรก การออกกำลังกายวันละ 2 นาทีให้ได้ทุกวัน ยังดีกว่าออกวันละ 15 นาทีแบบวันเว้นวัน

6. ค่อยเป็นค่อยไป เราใช้เวลาตั้งหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะอ้วนได้เท่านี้ ดังนั้นตอนจะลดก็ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกัน ถ้ารีบไปกว่านั้นมันจะผิดธรรมชาติ และโอกาส “แพ้” สูง

7. หนึ่งสัปดาห์ค่อยว่ากัน อย่าเปลี่ยนเป้าหมายระหว่างสัปดาห์ ให้เราทำตามเป้าติดต่อกันให้ได้หนึ่งสัปดาห์แล้วค่อยเปลี่ยนเป้าให้มันยากขึ้นอีกนิดนึง ด้วยวิธีนี้ การออกกำลังกายจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป ถ้าเราใจร้อนแล้วออกกำลังกายจนเหนื่อยเกินไป จิตใต้สำนึกจะบันทึกมันเป็นความเจ็บปวด แล้วจะหลอกล่อให้เราไม่อยากกลับมาออกกำลังกายอีก

8. อย่าเปรียบเทียบ ในช่วงหนี่งเดือนแรกยังไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นเขาจะออกกำลังเยอะแค่ไหน สิ่งเดียวที่เราควรใส่ใจคือสร้างนิสัยใหม่ ส่วนเรื่องลดน้ำหนักค่อยมาดูช่วงสองเดือนสุดท้าย

9. อยู่บ้านก็ทำได้ เช่นกระโดดตบ ซิทอัพ ชกลม เล่นฮูล่าฮูป หรือลองกูเกิ้ล 2 minute workout ก็ได้ เช่น http://neilarey.com/workouts/2minute-workout.html

—–

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • คนสมัยก่อนๆ ที่ยังต้องออกล่าสัตว์ ไม่ได้กินอาหารครบสามมื้อเหมือนอย่างทุกวันนี้ ร่างกายมนุษย์จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินอิ่มตลอดเวลาอย่างในยุคปัจจุบัน
  • อย่าเกลียดหรือกลัวความหิว เพราะเวลาเราหิว ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วยยีนที่ชื่อ เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมา ทำให้เราคงความหนุ่มสาวเอาไว้ ดังนั้นการปล่อยให้ท้องหิวบ้างจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น หน้าเด็กลง และอายุยืนขึ้น
  • ไม่ต้องกลัวว่าปล่อยให้ท้องร้องแล้วจะเป็นโรคกระเพาะ เพราะแท้จริงแล้วโรคกระเพาะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 
  • ตอนแรกแม้แต่คุณหมอส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าโรคกระเพาะเกิดจากแบคทีเรีย แต่สุดท้ายคนที่พิสูจน์และนำเสนอทฤษฏีนี้ก็ได้รับรางวัลโนเบลไปเรียบร้อยแล้ว
  • จากการทดลองกับสัตว์ทุกชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า
  • ถ้าเรามีเงิน 1 ล้านบาท แล้วไปลงทุนที่ผลตอบแทน 15% ต่อปี ภายใน 5 ปี เราจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่คุณมีอายุยืนยาวขึ้นก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรวยมากขึ้นด้วย
  • ดร.สนอง วรอุไร ทานอาหารวันละแค่มื้อเดียวมาหลายสิบปีแล้ว โดยท่านถือว่าอาหารก็คือซากศพ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ตายแล้วหรือพืชที่ตายแล้ว ดังนั้นไม่ควรจะเก็บซากศพไว้ในร่างกายของเราเกินความจำเป็น
  • ขนาดสิงโตเวลาเห็นกระต่ายเดินผ่าน หากมันอิ่มแล้ว มันก็ไม่กิน แต่ถ้าเราอิ่มแล้วยังกิน การกระทำเราแย่กว่าสัตว์ซะอีก!
  • การลดอาหาร แทนที่จะคำนวณแคลอรี่ อาจจะใช้วิธี ลดปริมาณ แทนก็ได้ เช่น กินของอย่างเดิม แต่ใช้จานที่เล็กลง คือใช้หลักการ กับข้าว 1 จานเล็ก คือกินกับข้าวอะไรก็ได้ ที่อยู่ในจานเล็กๆที่เรากำหนดว่ามันน้อยกว่าปกติที่เรากิน และห้ามเติมแล้ว
  • ช่วงที่ลดปริมาณอาหาร ให้ดีก็ควรจะลดขนาดที่เขาตักมาให้ (เช่นขอข้าวน้อยๆ หน่อย) แต่ถ้าทำไม่ได้ กินเหลือแล้วรู้สึกเสียดาย ก็ให้อุทิศให้กับสัมภเวสีซะ (เราได้บุญ เขาได้อิ่ม)
  • ถ้าไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น ก็ยังมีเหตุผลทางการเงินอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ดูดีจะได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีหรือบุคลิกแย่ถ้าเราผอมลง สุขภาพแข็งแรง หน้าตาก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียดายตังค์ที่กินอาหารเหลือ เพราะตอนที่เราดูดีและมีความมั่นใจในตัวเอง เราจะได้เงินกลับมาเกินคุ้ม
  • ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพเราตอนนี้ ตอนแก่ๆ จะเสียตังค์ค่าหมออีกเยอะเลย
  • การที่เรากินตามใจปาก นอกจากจะทำให้กระเพาะและร่างกายใหญ่ขึ้นแล้ว ยังทำให้กิเลสใหญ่ขึ้นด้วย ยี่งกิเลสเยอะ ยิ่งมีความสุขยาก ยิ่งเราตามใจปาก ความสุขของเราก็จะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

—–

อุปกรณ์ที่ทางวงในจัดเตรียมไว้ให้

  • มีเครื่องชั่งน้ำหนักหน้าห้องประชุมของชาว Wongnai WeFit
  • ยอดซื้อจักรยานและเครื่องเดินมาวางไว้ที่ออฟฟิศ
  • มีไฟล์ Google Sheets ที่เอาไว้ให้ทุกคนจนบันทึกน้ำหนักและสิ่งที่ตัวเองกินในแต่ละวัน

—–

วิธีการของแต่ละคน

ทุกๆ สองสัปดาห์ผมจะเข้าไปที่ออฟฟิศวงในเพื่อพูดคุยถามไถ่ถึงความก้าวหน้าและอุปสรรคที่น้องๆ พบเจอ โดยมีป่าน ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งมาร่วมกันให้คำปรึกษาแก่น้องๆ

วิธีการออกกำลังกายของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เช่น

  • เล่นฮูล่าฮูปไป ดูทีวีไป
  • ลงเรียนคลาสเต้นอาทิตย์ละสองว้น
  • เล่นโยคะ
  • โดดเชือก / ปั่นจักรยาน
  • วิดพื้น
  • กระโดดตบทุกวัน วันละ 300 ครั้ง โดยไม่เปิดพัดลม
  • เดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ / ที่หอ

การปรับพฤติกรรมการกิน

  • หลีกเลี่ยงขนมหวานและน้ำหวาน
  • ทำสลัดไว้กินก่อนหกโมงเย็น
  • กินผักให้มากขึ้น
  • กินแป้งน้อยลง
  • กินน้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลัก

สิ่งอื่นๆ ที่ทำ

  • เสพคนหุ่นดีๆ (ดูคนหุ่นดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจ)
  • ชั่งน้ำหนักทุกวัน
  • ใช้ Jawbones เตือนเรื่องการกิน

—–

อุปสรรคและวิธีการรับมือ

แน่นอน การลดน้ำหนักย่อมต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว และนี่คือปัญหาที่หลายๆ คนเจอ และวิธีการที่ผู้ร่วมโครงการแนะนำให้กัน

คนในครอบครัวไม่เห็นความสำคัญ ทำให้บางทีแม่เตรียมอาหารไว้เยอะ ไม่กินก็กลัวจะเสียใจ วิธีแก้ก็คือบอกสิ่งที่เรากำลังทำให้พวกเขารู้ และขอความร่วมมือและความเข้าใจในช่วงสองสามเดือนนี้

เสาร์-อาทิตย์น้ำหนักมักจะขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่นเพื่อนชวนไปกินบุฟเฟ่ต์ วิธีรับมือก็คือเราต้องใจแข็งปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ อาจจะตามไปเจอกันทีหลังแต่ควรจะหลีกเลี่ยงบุฟเฟ่ต์ให้มากที่สุด

ถ่ายงาน (ที่ต้องชิมอาหารเยอะ) ถ้ากินไม่หมดก็กลัวเสียมารยาท – เรื่องนี้ถ้าแค่เราเอ่ยปากว่า ขอโทษนะคะช่วงนี้กำลังเข้าโครงการลดน้ำหนักที่บริษัทอยู่ ทำให้ต้องควบคุมปริมาณอาหาร เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจ

ข้อเท้าพลิกเลยออกกำลังกายไม่ได้ – อันนี้โชคร้ายหน่อย แต่เราก็ยังสามารถคุมอาหารได้

ถ้าไม่กินข้าวเย็น จะหิวตอนดึกๆ จนบางทีตะบะแตกกินเยอะไปเลย – ควรจะกินช่วงเย็นๆ รองท้องไว้บ้าง ตอนค่ำจะได้ไม่หิวจนตาลายและขาดสติ

นอนดึก ตื่นสาย ไม่มีเวลากินข้าวเช้า ทำให้กินหนักตอนเที่ยงและตอนเย็น – ดูทีวี/ดูซีรี่ส์/เล่นคอม/เล่นมือถือให้น้อยลง เข้านอนให้เร็วขึ้น

ถ้าช่วงไหนงานเยอะ ก็จะไม่มีเวลาออกกำลังกายที่ออฟฟิศ – จริงๆ การออกกำลังกายถือเป็นการพักเบรกที่ดีอย่างหนึ่ง ผมไม่เชื่อว่าเราจะยุ่งจนไม่มีแม้แต่เวลาจะออกกำลังกายซัก 5 นาที – If you really want to do something, you will find a way. If you don’t, you will find an excuse.

ไม่อยากออกกำลังกายที่ออฟฟิศเพราะกลัวจะมีกลิ่นตัว – จริงๆ ก็ออกกำลังกายตอนเย็นได้ แล้วกลิ่นตัวเราคงไม่ได้แรงขนาดนั้น ถ้าใช้ที่ดับกลิ่นซักหน่อยก็น่าจะโอเคแล้ว แต่ก็เข้าใจว่าสำหรับผู้หญิงนี่อาจเป็นเรื่องใหญ่ หลังจบโครงการยอดเลยสร้างห้องอาบน้ำในออฟฟิศซะเลย

ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ น้ัำหนักเลยไม่ค่อยลดเท่าไหร่ – ผมเลยลองใช้วิธีวางเดิมพันว่า อีกสองสัปดาห์ใครลดไม่ได้ตามเป้าจ่าย 100 บาท ปรากฎว่าทุกคนมีแรงจูงใจขึ้นมาทันที

ช่วงสงกรานต์ไปเที่ยว กินกันอย่างเมามันส์ น้ำหนักขึ้นจนน่าละอาย – เป็นสิ่งคาดได้ว่าจะต้องเจอกันอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ขึ้นได้ก็ต้องลดได้

—–
ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จะเห็นได้ชัดมากในบรรดาเหล่าผู้ชายเพราะออกกำลังกายกันจริงจัง โดยเฉพาะคนที่อ้วนที่สุดสามคน ลดกันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 6 กิโล

โดยเฉพาะยอดที่ลดไปถึง 12.5 กิโล จาก 92.5 เหลือ 80 กิโลตามเป้าที่ตั้งไว้ แม้กว่าจะทำได้ก็ล่วงเลยไปถึงเดือนพฤษภาคมแล้ว

ส่วนผู้หญิง น้ำหนักลดลงเฉลี่ยคนละครึ่งกิโล อาจจะเพราะว่าน้องๆ เค้าไม่ได้อ้วนอะไรมากมาย

สรุปโครงการนี้ลดกันไปได้รวมทั้งสิ้น 35.2 กิโล (จากเป้าหมายเดิม 40 กิโล) ซึ่งถือได้ว่าน่าพอใจ เพราะมีสองคนที่ถอนตัวไประหว่างทาง

เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นได้แก่

  • น้ำหนักลดลง (ก็ควรจะนะ!)
  • เวลาลงรูปในเฟซบุ๊ค เพื่อนๆ ทักว่าผอมลง
  • กลับมาใส่กางเกงสมัยเรียนได้อีกครัั้ง
  • แม้บางทีจะกินข้าวเย็น น้ำหนักก็ไม่ขึ้นแล้ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กินอาหารเป็นมื้อมากขึ้น
  • กินข้าวเย็นน้อยลงหรือไม่กินเลย
  • รู้สึกอิ่มง่ายขึ้น (กระเพาะเล็กลง)
  • เลิกกินขนมไปเลย (แต่ยังกินเบียร์อยู่)
  • เลิกทานชานมไข่มุกไปเลย ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย

—–

สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จาก Wongnai WeFit

  • การลดน้ำหนักมี “ความลับ” แค่สองข้อ คือลดอาหาร กับออกกำลังกาย
  • ทั้งสองอย่างนี้เรามีอำนาจควบคุมเต็มที่
  • ครอบครัวและเพื่อนอาจเป็นอุปสรรรค แต่อุปสรรคหลักคือตัวเอง
  • การวางเดิมพัน อาจเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี
  • ถ้าเราต้้งใจจนเห็นผลที่คนสังเกตได้ คำชมของคน และความหลวมขึ้นของเสื้อผ้าจะเป็นแรงผลักดันให้เราตั้งใจลดน้ำหนักต่อไป
  • เมื่อลดกิโลแรกได้ ก็จะมีความมั่นใจแล้วว่า กิโลถัดไปก็ลดได้

—-

ขอบคุณยอด และน้องๆ พนักงานวงในที่มาร่วมกิจกรรม Wongnai WeFit นะครับ

นอกจากความสุขที่ได้จากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว เราทุกคนยังได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของตัวเองอีกด้วย

เพราะสุดท้ายแล้ว Wongnai WeFit ไม่ใช่เรื่องการลดน้ำหนัก

แต่มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีสมอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเราในระยะยาวครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กฎสองนาที

 

20150705_NowAndLater

สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้”
คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว
แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
– ประภาส ชลศรานนท์

ช่วงนี้ผมพยายามเตือนตัวเองให้ใช้กฎ “สองนาที” อยู่บ่อยๆ

กฎข้อนี้มาจากของ David Allen ผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ productivity ที่ดังมากๆ ในอเมริกา

กฎสองนาทีที่ว่าก็คือ ถ้าอะไรใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ก็ทำมันไปเลย

เช่นตอนค่ำกลับมาถึงบ้าน กินน้ำผลไม้เสร็จแล้ว แทนที่จะแช่แก้วน้ำไว้ค้างคืน ก็ล้างมันซะเลย

หรืออย่างเมื่อเช้านี้ผมยกตะกร้าผ้าลงมาข้างล่างเพื่อเอาเสื้อผ้าไปส่งซัก พอเดินถือตะกร้าเปล่ากลับมา ผมก็มีทางเลือกว่าจะวางตะกร้าไว้ข้างล่างก่อนเพื่อจะเดินไปกินข้าวในครัว หรือจะเอาตะกร้าผ้าขึ้นไปเก็บที่ห้องก่อนแล้วค่อยลงมากินข้าว

ธรรมดาผมจะเลือกอย่างแรกเพราะขี้เกียจเดินขึ้น-เดินลง แต่คราวนี้พอรู้ว่าการเอาของขึ้นไปเก็บก่อนใช้เวลาไม่เกินสองนาที ผมก็เลยเอาตะกร้าขึ้นไปเก็บเลยแล้วค่อยเดินลงมาทานข้าว อาจจะเสียแรงเพิ่มซักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

การใช้กฎสองนาทีนี้มีข้อดีอยู่สองอย่าง

1. ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะถ้าใช้เวลาน้อยกว่าสองนาทีก็ทำไปเลย ยังไงก็ไม่ได้เสียแรงเสียเวลาอะไรอยู่แล้ว

2. ป้องกันดินพอกหางหมู ลองมองดูรอบๆ ก็ได้ว่าที่ห้องเรารกหรือที่บ้านเรามีของอยู่ผิดที่ผิดทาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เราบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” แทบทั้งนั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วถ้าเราตัดสินใจเก็บมันให้ถูกที่ซะตั้งแต่แรกก็คงไม่รกขนาดนี้


จะว่าไปพ่อของผมเองก็เหมือนจะใช้กฎนี้เช่นกัน (แม้อาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม)

เวลาใครมาปรึกษาเรื่องอะไร ถ้าพ่อรู้สึกว่าน่าจะมีเพื่อนคนไหนช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ ก็จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาคนคนนั้นทันที จนคนที่มาปรึกษาก็ประทับใจระคนแปลกใจว่าอะไรจะ take action กันรวดเร็วปานนั้น

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวิธีที่ถูก เพราะโดยทั่วไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอก่อน แต่ที่เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำอะไรทันที ก็เพราะว่าลึกๆ เราอาจจะกลัวอะไรบางอย่าง (ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไร) ก็เลยผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี


บล็อกเกอร์ชื่อ James Clear ได้นำกฎสองนาทีนี้ไปต่อยอด ด้วยการบอกว่า ถ้าเราจะเริ่มนิสัยอะไรใหม่ๆ ก็ควรจะเป็นนิสัยที่ทำได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น

อยากสุขภาพดีขึ้น ก็กินผลไม้ซักหนึ่งลูก
อยากจะเขียนเก่งขึ้น ลองเขียนอะไรก็ได้ซักหนึ่งประโยค
อยากจะอ่านหนังสือมากกว่านี้ ก็อ่านหนังสือซักหนึ่งหน้า
อยากจะฝึกสมาธิ ก็ลองนั่งดูลมหายใจเข้าออกซัก 10 ครั้ง

ทั้งสี่อย่างนี้ล้วนแต่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีทั้งนั้น และพอเราเริ่มทำมันบ่อยครั้งเข้า เราก็จะสามารถเอาชนะแรงเฉื่อยที่เคยฉุดเราไว้ และทำสิ่งๆ นั้นได้นานขึ้นเรื่อยๆ

ข้อดีที่สุดของกฎสองนาที ก็คือมันบังคับให้เราทำหลายๆ เรื่อง “เดี๋ยวนี้” โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อแก้ตัว

เมื่อลองทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ผมใช้ทัศนคติแบบ “เดี๋ยวก่อน” เอาไว้หลายเรื่อง ทำให้เสียโอกาสไปไม่รู้เท่าไหร่

ตอนนี้เลยต้องหัดใช้ชีวิตแบบ “เดี๋ยวนี้” ให้มากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก
มีเพื่อนเป็นภูเขา โดยประภาส ชลศรานนท์
Getting Things Done by David Allen
How to Stop Procrastinating by Using the “2-Minute Rule” by James Clear

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives
อ่านตอนใหม่ๆ ได้ที่เพจ  Anontawong’s Musings
Download eBook – เกิดใหม่