ป่วยแล้วดี

20150704_Sick

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี มันมาเตือนว่าเราทำอะไรผิด ทำให้เรากลับมาหาตัวเอง
เราสนใจแต่เรื่องคนอื่น จนเราเป็นหวัดนั่นแหละ เราถึงรู้ตัวว่าเราหายใจอยู่
– โจน จันได

—–

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสพูดคุยกับกลุ่ม Women’s Network ที่บริษัท หัวข้อเรื่องคือการบริหารจัดการเวลา (time management) และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องวิถีชีวิตคนกรุงที่มีภาระหน้าที่หลายอย่าง

มีคนถามผมว่า ผมดื่มกาแฟรึเปล่า ผมบอกว่าผมไม่ดื่ม

เพราะนอกจากจะไม่ชอบรสชาติและราคาสูงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่นิยมกาแฟ

คนทำงานหลายคนดื่มกาแฟเพราะต้องการเพิ่มคาเฟอีนเข้าไปให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับความง่วง และมีแรงลุยงานได้

กลายเป็นว่า ถ้าไม่ดื่มกาแฟ จะทำงานได้ไม่เต็มที่

ผมคิดว่าการดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ที่เราง่วงหงาวหาวนอน แสดงว่าร่างกายของเราพักผ่อนไม่เพียงพอ แสดงว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบไม่เป็นมิตรกับร่างกายตัวเอง

การดื่มกาแฟจึงเหมือนเป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ถึงแม้ว่าในระยะสั้นมันจะไม่ได้ส่งผลอะไร แต่ความเหนื่อยล้าที่ร่างกายสะสมเอาไว้ ยังไงมันก็ยังอยู่ตรงนั้น รอวันที่จะแสดงผล

แทนที่จะกินกาแฟเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น แต่สร้างปัญหาเรื้อรังในระยะยาว ทำไมเราไม่แก้ที่ต้นเหตุด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ?

บางคนอาจจะบอกว่า มีภาระหน้าที่มากมาย จะให้นอนวันละ 7-8 ชั่วโมงทำไม่ได้หรอก ก็ต้องกินกาแฟไปอย่างนี้แหละ

แต่เราไม่มีเวลาพักผ่อนจริงๆ หรือ?

ในเมื่อเรายังมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คและเข้ามาอ่านบล็อกนี้ หรือยังมีเวลาดูละคร อ่านกระทู้ดราม่า หรืออ่านข่าวสารในไลน์?

ละครทีวี อวสานแล้วก็จบไป กระทู้ดราม่าเดี๋ยวคนก็ลืม ข่าวในไลน์ทั้งหลายก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเราเท่าไหร่

แต่ผลจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจนร่างกายทรุดโทรม มันจะมีผลกับเราไปนานเลยนะครับ

สำหรับผม การดูแลร่างกายให้แข็งแรง เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เรามีต่อตัวเอง

และเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อองค์กรด้วย

เพราะถ้าเราทำงานหนักวันละ 10-12 ชั่วโมง แม้ระยะแรกจะทนได้ แต่พอถึงวันหนึ่งร่างกายมันไปต่อไม่ไหว เจ็บไข้เข้าโรงพยาบาลขึ้นมา องค์กรก็ต้องมาจ่ายเงินให้เราฟรีๆ โดยที่เราไม่ได้ทำงานอะไรให้เลย สถานการณ์อย่างนี้ย่อมเสียประโยชน์ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

แต่ถ้าเราดูแลร่างกายของเราดี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมงก็ควรเพียงพอแล้วที่จะทำหน้าที่ของเราได้ครบถ้วนสมบูรณ์

ถ้างานยังมีเยอะเกินไป นั่นเป็นปัญหาที่หัวหน้าเราควรแก้ไขด้วยการหาคนมาเพิ่ม หรือตัดงานบางอย่างทิ้ง ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการให้เราทำงานดึกๆ ดื่นๆ ครับ

—–
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร a day เล่ม 170 หน้า 24
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

นิทานหมาป่า

20150703_FoxTale

เมื่อเช้าอยู่ดีๆ ก็นึกถึงหนังสือ “ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย” ของสำนักพิมพ์ Oh My God Books 

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสัมภาษณ์คนชราอายุตั้งแต่ 60-105 ปี จำนวน 235 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่าได้ค้นพบความสุขและความหมายของชีวิต

ผมขอไม่เล่าความลับทั้งห้าข้อนะครับ ให้ไปหาอ่านเอาเองน่าจะดีกว่า

แต่ขอเล่านิทานเรื่องหนึ่งที่มาจากหนังสือเล่มนี้ครับ

—–

เรื่องราวอันเยี่ยมยอดเรื่องหนึ่งในวัฒนธรรมของเผ่านาวาโฮ

ชายชราชาวนาวาโฮบอกหลานชายว่า บางครั้งเขารู้สึกเหมือนเกิดการต่อสู้ในตัวของเขาเอง

ชายชราบอกว่ามันเป็นการต่อสู้ระหว่างหมาป่าสองตัว

ตัวหนึ่งเป็นปีศาจ เป็นหมาป่าแห่งโทสะ ความริษยา ความโทมนัส ความเสียดาย ความตะกละ ความทะนงตน ความสงสารตนเอง ความรู้สึกผิด ความขุ่นเคือง ความด้อย ความเด่น ความกลัวการเยียวยาร่างกายและจิตใจ กลัวความสำเร็จ กลัวที่จะต้องสำรวจสิ่งที่ใครๆ บอกกันว่าเป็นความจริง กลัวที่จะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา กลัวต้องเข้าไปสัมผัสความเป็นจริงผ่านทางดวงตาและหัวใจของผู้อื่น และแก้ตัวน้ำขุ่นๆ โดยที่หัวใจของฉันก็รู้ว่านั่นเป็นคำเท็จเทียม

หมาป่าอีกตัวเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นหมาป่าแห่งความโสมนัส สันติความรัก ความหวัง ความสงบ ความถ่อมตน ความเมตตากรุณา ความเห็นใจ ความใส่ใจต่อผู้ที่ช่วยเหลือฉันแม้ความพยายามของเขานั้นอาจมีข้อบกพร่อง ความเต็มใจที่จะให้อภัยตนเองและผู้อื่น และตระหนักว่าชะตาของฉันอยู่ในกำมือของฉันเอง

หลานชายใช้ความคิดและถามขึ้นว่า “แต่คุณปู่ครับ แล้วหมาป่าตัวไหนชนะ
ล่ะครับ”

คุณปู่ตอบว่า “ตัวที่ปู่เลือกให้อาหารมันน่ะสิ”

—–

ผมว่าในแต่ละวัน หมาป่าสองตัวนี้คงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอสถานการณ์อะไร และรู้เนื้อรู้ตัวแค่ไหน

ถ้าวันๆ เราเอาแต่ให้เวลากับชีวิตภายนอก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หมาป่าปีศาจจะเติบใหญ่และขย้ำหมาป่าธรรมะอย่างสบายลิ้น

แต่หากเรามีเวลาให้ตัวเองได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และคิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิต ผมเชื่อว่าหมาป่าฝ่ายธรรมะจะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

วันนี้ คุณจะให้อาหารกับหมาป่าตัวไหนครับ?

—–

ป.ล. ต้นฉบับของสำนักพิมพ์ใช้คำว่า “สุนัขป่า” แต่ผมขอเปลี่ยนเป็น “หมาป่า” เพราะฟังเป็นธรรมชาติกว่าครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

9 สาเหตุที่ทำให้ลูกน้องเบื่อเจ้านาย

20150702_9ReasonsEmployeesResentTheirBoss

ผมเพิ่งได้อ่านบทความชื่อ The Top Complaints from Employees About Their Leaders ในเว็บของ Harvard Business Review เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

ผู้เขียนบทความนี้ชื่อ Lou Solomon เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Interact Authentic Communication

Interact และ Harris Poll ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นของพนักงานในอเมริกากว่า 1000 คนว่า อะไรบ้างที่ทำให้เจ้านายไร้ประสิทธิภาพ โดยเน้นไปที่เรื่องการสื่อสารของเจ้านายครับ

ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุด 9 ข้อมีดังนี้ครับ

  1. ไม่เห็นคุณค่าในงานที่ลูกน้องทำออกมา (Not recognizing employee achievements)
  2. ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน (Not giving clear directions)
  3. ไม่มีเวลาให้ลูกน้อง (Not having time to meet with employees)
  4. ปฏิเสธที่จะคุยกับลูกน้อง (Refusing to talk to subordinates)
  5. เอาหน้าในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ/คิด (Taking credits for others’ ideas)
  6. ไม่ให้ฟีดแบ็คในทางสร้างสรรค์ (Not offering constructive feedback)
  7. จำชื่อพนักงานไม่ได้ (Not knowing employees’ names)
  8. ไม่ยอมคุยทั้งทางโทรศัพท์หรือแบบเห็นหน้า (เดาว่าอาจให้ลูกน้องรับหน้าแทน) (Refusing to talk to people on the phone / in person)
  9. ไม่ถามไถ่ลูกน้องเรื่องชีวิตนอกออฟฟิศ (Not asking about employees’ lives outside work)

คุณลู โซโลมอนยังมีข้อแนะนำอีก 7 ข้อ เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ครับ

1.แสดงให้ลูกน้องเห็นว่าเราเห็นคุณค่าในตัวเขา โดยต้องยกตัวอย่างที่จับต้องได้ด้วย เพื่อให้ลูกน้องเห็นว่าเราใส่ใจมากพอที่จะสังเกตเห็นสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้บริษัท

2. กล่าวขอบคุณ ทั้งเป็นการส่วนตัวและต่อหน้าคนอื่น โดยอย่างแรกอาจจะทำโดยวาจา อีเมล์หรือแม้กระทั่ง Post-it ส่วนอย่างหลังนั้นอาจจะทำในที่ประชุมหรือในจดหมายข่าวก็ได้

3. ถามความเห็นลูกน้อง ถ้าหัวหน้ารู้ดีไปหมดทุกเรื่องลูกน้องก็คงไม่อยากนำเสนอไอเดียอะไร หัวหน้าควรจะหมั่นถามคำถามลูกน้องอยู่เสมอ เช่น “น้องคิดว่าเราจะปรับปรุงเรื่องนี้ได้ยังไง?”  หรือ “น้องคิดว่าต้นเหตุของปัญหาน่าจะอยู่ตรงไหน”  หรือ “งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ชอบส่วนไหนเป็นพิเศษรึเปล่า”  หัวหน้าที่ดีควรจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกทางความคิด

4. อธิบายที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง องค์กรย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเราเองอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างหรือเรื่องบางเรื่องก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด แต่การไม่บอกอะไรลูกน้องเลยรังแต่จะทำให้ลูกน้องกังวลและเก็บเอาไปมโนกันเอง จึงเป็นการดีกว่าที่เราจะให้ข้อมูลเท่าที่เราให้ได้ เพราะคำอธิบายที่อยู่บนข้อเท็จจริงนั้นยังไงก็ดีกว่าการไม่อธิบายอะไรเลย

5. ให้ฟีดแบ็คกับลูกน้องอย่างทันท่วงที เพราะพวก Millenials (คนที่เริ่มทำงานหลังปี 2000) นั้นต้องการฟีดแบ็คและการโค้ชชิ่งมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ

6. เล่าความผิดพลาดของตัวเองให้ฟัง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าหัวหน้าเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน และลูกน้องย่อมจะเคารพหัวหน้าที่พร้อมจะเปิดเผยและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเคยทำพลาด เพื่อที่ลูกน้องจะได้ไม่พลาดซ้ำเดิมอีก

7. จำชื่อพนักงานให้ได้ ถ้าองค์กรใหญ่เกินไปก็เริ่มจากการจำชื่อคนในทีมก่อน การจะมาบอกว่าตัวเองเป็นคนจำชื่อไม่เก่งนั้นเป็นข้ออ้างที่ใช้ไม่ได้ เพราะคนที่จำชื่อคนอื่นได้แม่นนั้นเพราะเขาใช้ความพยายามและความใส่ใจต่างหาก

การเป็นเจ้าคนนายคนไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะโดยทั่วไป คนที่เก่งในด้านนั้นๆ มักจะโดนเลือกขึ้นมาให้เป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจจะยังไม่มีทักษะการเป็นผู้นำหรือมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ

สมมติว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งมาก แต่ไม่เก่งเรื่องการจัดการหรือด้านการเข้าหาผู้คน ถ้าองค์กรโปรโมตคุณขึ้นมาเป็นหัวหน้า นั่นอาจหมายความว่าองค์กรได้เสียโปรแกรมเมอร์ดีๆ ไปหนึ่งคน และได้หัวหน้าแย่ๆ มาหนึ่งคนแทน

ดังนั้น เราควรจะพัฒนาทักษะที่เป็น soft skills หกข้อด้านบนเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง เราจะยังเป็นพนักงานที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างรวมถึงตัวเองได้อย่างแท้จริงครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Harvard Business Review

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

บทเรียนชั้นประถม

20150701_HighHeels

ผู้ชายคนไหนก็แล้วแต่
หากได้ลองสวมรองเท้าส้นสูง
จะต้องรู้สึกรักผู้หญิงขึ้นเป็นกอง
– อากิฮิโร นากาตานิ

—–

ตอนเด็กๆ บ้านผมอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง ถนนกรุงเทพกรีฑา

ด้วยนโยบาย “เรียนใกล้บ้าน” ของแม่ ผมก็เลยได้เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด

ชื่อโรงเรียนนั้นก็คือ สมโภชกรุงอนุสรณ์ (๒๐๐ ปี) ซึ่งสมัยนั้นมีอาจารย์สอิ้ง สุทธิแสวงเป็นอาจารย์ใหญ่

ผมลองกูเกิ้ลดูเล่นๆ ก็ดันเจอรูปภาพเหล่าคณาจารย์สมัยนั้นบน Facebook ด้วย!

 Sompotkrungภาพจาก Facebook Page: โรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ (๒๐๐ปี)

แปลกดีที่ผมสามารถจำชื่ออาจารย์ในรูปนี้ได้ถึง 12 คน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เจอท่านมาหลายสิบปีแล้ว

อ.สุพจน์ อ.ปรัชญา อ.สุรพล อ.เสถียร อ.ธีรชัย อ.นิพนธ์ อ.สมควร อ.มาโนช อ.พนมวรรณ อ.วรรณา อ.สอิ้ง และอ.พูลสุข

อาจเป็นเพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้ และเรียนรู้ตอนเด็กๆ มันฝังลึกกว่าสิ่งที่เรียนรู้ตอนโต

ทุกเช้าเราต้องมาเข้าแถวเคารพธงชาติกลางแดดที่ลานเอนกประสงค์

เคารพธงชาติเสร็จแล้ว จะมีอาจารย์มา “เล่าข่าว” ให้ฟังว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างในโรงเรียน และจบด้วยการให้โอวาทหรือให้คติสอนใจ

มีวันหนึ่งที่อาจารย์สุรพลมาให้โอวาท

อาจารย์สุรพลสอนวิชาพละและวิชาเลข พ่วงด้วยอาจารย์ฝ่ายปกครองที่มีไม้เรียวเป็นอวัยวะที่ 33 จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นอาจารย์ที่ดุที่สุดในโรงเรียน

อาจารย์สุรพรเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอะไรบางอย่างซึ่งผมจำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ตอนประโยคสุดท้ายหลังจากเล่าเรื่องจบ

ประโยคนั้นก็คือ “จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

เป็นคำสอนที่เรียบง่ายมาก เรียบง่ายจนน่าเบื่อเลยทีเดียว

แต่มันจริงเอามากๆ

—–

คุณอากิฮิโรบอกว่าผู้ชายควรลองใส่รองเท้าส้นสูง คล้ายๆ สำนวนฝรั่งที่ว่า Put yourself in their shoes.

คงจะดี ถ้ามีเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ชายรับรู้ความรู้สึกของผู้หญิงตอนมีประจำเดือนและตอนตั้งครรภ์ด้วย จะได้เข้าใจความลำบากและรักเพศแม่มากขึ้น

และคงจะดี ถ้าผู้หญิงมีช่องทางในการรับรู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยของผู้ชายที่ต้องแบกรับภาระและความกดดันหลายอย่าง

ถ้าเราเอาใจแฟนมาใส่ใจเรา เราจะมีชีวิตคู่ที่ดีขึ้น เพราะเราจะไม่มัวคิดถึงแต่ตัวเองหรือเล่นสงครามจิตวิทยาใส่กัน

ถ้าเราเอาใจหัวหน้ามาใส่ใจเรา เราจะเจริญก้าวหน้า เพราะเราจะขยันทำงานเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่หัวหน้ายอมจ่ายเงินจ้างเรา

ถ้าเพียงแต่เราเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราจะมีชีวิตที่ร่มเย็น เพราะเราจะรักษาศีลห้าได้โดยอัตโนมัติ (อาจจะยกเว้นข้อ 5)

ผมไม่รู้ว่าอาจารย์สุรพลจะมีโอกาสได้เข้ามาอ่านบทความนี้มั้ย แต่ผมอยากจะบอกอาจารย์ว่า คติสอนใจอันเรียบง่ายที่อาจารย์เคยพูดไว้หน้าเสาธงเมื่อ 25 ปีก่อน ได้ยังประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอย่างยิ่งกับลูกศิษย์คนนี้ แถมยังเอามาเขียนลงบล็อกได้อีกด้วย (ถ้าผมเป็นอาจารย์ ผมคงภูมิใจแย่เลยนะเนี่ย!)

เราไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้น

20150630_DontNeedMoreTime

You don’t need more time, you just need to decide.
คุณไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้นหรอก คุณแค่ต้องตัดสินใจเท่านั้นเอง

– Seth Godin

—–

เคยมั้ยครับที่เข้าประชุมแล้วมีเรื่องต้องตัดสินใจ แต่ที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าฟันธง หรือเพราะว่ายัง “ต้องการข้อมูลมากขึ้น” หรือ “ต้องการเวลาคิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้”

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อที่จะกลับมาประชุมกันใหม่ แล้วก็ยังตัดสินใจกันไม่ได้อยู่ดี หรือถ้ามีการตัดสินใจ การเลื่อนเวลามาหนึ่งสัปดาห์นั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้การตัดสินใจนั้นดีขึ้น

ที่เราผัดวันประกันพรุ่งการตัดสินใจของเราออกไป ไม่ใช่เพราะว่าเรารอบคอบอะไรหรอก แต่เพราะเรากลัวจะผิดพลาดมากกว่า

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่มีวันที่จะมีข้อมูลได้ครบถ้วนเพียงพอที่จะตัดสินใจโดยไม่พลาดอยู่แล้ว

ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจในสภาวะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนนี่แหละ ถ้ามันจะพลาดบ้างก็ค่อยปรับค่อยแก้กันไป เพราะการดึงเวลาเอาไว้ไม่ยอมตัดสินใจซักที นอกจากงานจะไม่เดินแล้ว ยังสร้างความกังวลและความสับสนให้กับลูกทีมอีกด้วย

—–

จริงๆ แล้วตอนที่ผมอ่านประโยค You don’t need more time, you just need to decide นี้ครั้งแรก ผมเข้าใจความหมายไปอีกทาง

เคยอยากให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมงมั้ยครับ?

สมัยเรียนอยู่มหาลัย ผมมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่าอยากให้วันหนึ่งมีซัก 30 ชั่วโมง จะได้มีเวลานอนให้เต็มอิ่มกว่านี้ และมีเวลาเล่นกีตาร์+เตะบอล+เล่นเกมมากกว่านี้

นั่นคือสมัยที่ผมยังเรียนหนังสือ (ไม่มีภาระอื่น) อยู่หอ (ใช้เวลาเดินทางแค่วันละ 10 นาที) และยังไม่เคยได้ยินคำว่าเฟซบุ๊ค

ปัจจุบันผมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น แถมยังมีสมาร์ทโฟนติดตัวอีกต่างหาก

แล้วจะทำยังไงกันล่ะทีนี้?

เคยได้ยินคำว่า FOMO (โฟโม่) มั้ยครับ?

FOMO ย่อมาจาก Fear Of Missing Out

ลึกๆ แล้วเรามีความกลัวว่าเราจะ “พลาด” อะไรไป เราเลยต้องคอยตามเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ

FOMO ทำให้เรายอมเข้าคิวยาวๆ เพื่อซื้อขนมชื่อดังจากเมืองนอกที่เพิ่งเปิดตัว

FOMO ทำให้หลายๆ คนยอมจ่ายเงินเป็นแสนเพื่อจะได้มีจักรยานเจ๋งๆ ไว้ขับ

FOMO ทำให้เรายอมนอนดึกเพื่อจะได้ดูละครและเชียร์ทีมบอลที่เรารัก

FOMO ทำให้เราตามอ่าน “สาระน่ารู้” “ข่าว” “ข่าวลือ” และ “บทสนทนา” ใน LINE วันละเป็นชั่วโมง

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกดีๆ เต็มไปหมด พอคิดจะเอามันทุกอย่าง มันก็เลยทำได้ไม่ดีซักอย่าง และอาการ “ขาดแคลนเวลา” จึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าคุณเป็นคนที่มี FOMO ลองเปลี่ยนมาเป็นคนที่มี JOMO ดูบ้างดีมั้ยครับ?

JOMO = Joy Of Missing Out

ไหนๆ เราก็ไม่มีวันทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้หมดอยู่แล้ว สู้ใช้เวลาที่มีทำสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดดีกว่า ส่วนจะพลาดข่าวสาร หรือบทสนทนา หรือละครเรื่องอะไรไปเราก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

ดังนั้นเราจึงเต็มใจที่จะพลาดสิ่งเหล่านั้นด้วยความยินดี

You don’t need more time, you just need to decide.

การที่วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมงอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมดีอยู่แล้ว

เราแค่ต้อง “ฉลาดเลือก” ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง