อย่าฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ

“พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร เคยบอกไว้ว่า เคล็ดลับการดูคนคือ “อย่าถาม”

เพราะถามไปก็ไม่มีประโยชน์ หากผู้หญิงถามผู้ชายว่าเคยนอกใจมั้ย ผู้ชายย่อมตอบเหมือนกันหมดว่าไม่เคย

ทุกคำแก้ตัวมีคำโกหกซ่อนอยู่เสมอ ทุกคำ convince มีคำโกหกซ่อนอยู่เสมอ

ยิ่งเราถาม เราจะยิ่งเกิด confirmation bias เพราะไม่มีใครอยากบอกว่าตัวเองไม่ดี

เพราะฉะนั้น อย่าถาม แต่ให้สังเกต และบังคับให้ตัวเองใช้ System 2


ผมเคยอ่านเจอในหนังสือสักเล่มหนึ่ง ว่าเวลาคนรวยป่วยหนัก มักจะยอมเข้ารับการรักษาหลายขนานเพราะอยากหาย ยอมเจ็บตัวและเสียเงินไปเป็นล้านเพราะเชื่อคำแนะนำของหมอ

แต่พอมีคนไปศึกษาพฤติกรรมของเหล่าคุณหมอ (ซึ่งก็มีกำลังทรัพย์เหมือนกัน) ตอนที่ป่วยหนักบ้าง ก็ได้พบว่าคุณหมอส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่รับการรักษาเยอะแยะขนาดนั้น อาจจะเพราะไม่อยากเจ็บตัว อาจเป็นเพราะรู้แล้วว่าไม่คุ้มกัน

Nassim Taleb จึงแนะนำว่าเวลาปรึกษาหมอ อย่าฟังแค่ว่าหมอแนะนำให้เราทำอะไร แต่ให้ถามกลับว่าถ้าหมอป่วยเป็นโรคนี้เองหมอจะทำอะไร

คำตอบที่ได้อาจจะต่างหรืออาจจะเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยคำถามนี้มันก็ได้ “สับสวิทช์” ให้หมอได้คิดว่า ถ้าหมอป่วยเสียเอง เขาจะเลือกทำอะไรต่างออกไปรึเปล่า


เวลาที่ Sandy Gottesman นักลงทุนที่รวยระดับ billionaire สัมภาษณ์รับคนเข้าทีม เขาจะไม่ถามผู้สมัครว่า “คุณคิดว่าหุ้นตัวไหนราคาถูก” หรือ “คุณคิดว่าประเทศไหนน่าจะเกิด recession เร็วๆ นี้”

คำถามที่แซนดี้จะถามคือ “คุณถือหุ้นตัวไหนอยู่บ้าง และเพราะอะไร”

เพราะถ้าถามว่าจะทำอะไร คนตอบจะพูดให้ฟังดูดียังไงก็ได้

แต่ถ้าถามถึงสิ่งที่คุณได้ทำลงไปแล้ว จะได้สิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวตนที่แท้จริงของเขามากกว่า


หากเจ้าของสวนไม่กินผลไม้ที่ตัวเองปลูก

หากเจ้าของโรงเรียนส่งลูกตัวเองไปเรียนที่อื่น

หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเชิญชวนให้เราบริจาคมูลนิธิที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยบริจาค

นั่นย่อมเป็นสัญญาณให้เราระวังตัวเป็นพิเศษ

อย่าฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ

แล้วถ้อยคำจะไม่ทำให้เรามองคนผิดไปครับ

นิทานนางแอ่นเตือนภัย

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นกนางแอ่นตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับฝูงนกอื่นๆ ที่หมู่บ้านริมทุ่ง

วันหนึ่ง นกนางแอ่นเห็นชาวไร่กำลังหว่านเมล็ดป่าน ก็รีบบินกลับมาเตือนเพื่อนนกทั้งหลาย เพราะเมล็ดป่านเหล่านี้จะเติบโตเป็นต้นป่านให้ชาวไร่นำมาถักเป็นตาข่ายและบ่วงดักนก

“พวกเจ้ารีบไปจิกกินเมล็ดป่านให้หมดเถอะ ก่อนที่มันจะงอกเป็นต้นอ่อน”

แต่พวกนกกลับไม่สนใจคำเตือนของนกนางแอ่น จนกระทั่งเมล็ดป่านงอก นกนางแอ่นก็เตือนขึ้นอีกว่า

“ถ้าพวกเจ้ารีบจิกกินต้นอ่อนตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนะ”

พวกนกทำท่ารำคาญ ตวาดกลับไปว่า

“นี่เจ้านกนางแอ่น! ถ้ากลัวมากก็ไปหากินที่อื่นเสียสิ”

นกนางแอ่นจึงบินจากไป

เมื่อต้นป่านโตเต็มที่ ชาวไร่ก็นำมาถักเป็นตาข่าย พวกนกทั้งหลายต่างพลาดท่าไปติดตาข่าย พวกมันจึงเริ่มสำนึกถึงคำเตือนที่นกนางแอ่นเคยพูดเอาไว้

แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

40 เรื่องที่ชายวัย 40 ด้วยกันย่อมเข้าใจ

1.นอกจากคนในครอบครัวแล้ว เสียงที่คุ้นเคยที่สุดคือเสียงของน้าต๋อยเซมเบ้

2.ความฝันอย่างหนึ่งในวัยเด็กคือการสะสมสติกเกอร์ดราก้อนบอลครบเล่มจนเอาไปแลกรถบังคับได้ (แต่ค่าซื้อขนมโดเรม่อนกล่องน้ำเงินนั้นน่าจะเกินราคารถบังคับนะ)

3.ส่วนความฝันของใครหลายคนในวัยนี้คือมีชีวิตอยู่ถึงวันที่เฉลยว่า One Piece คืออะไร

4.ก่อนจะมี Boom เราอ่านดราก้อนบอลทาง The Talent หรือไม่ก็ Zero

5.ดราก้อนบอลสนุกที่สุดคือภาคเบจิต้า ฟรีเซอร์ และ เซลล์ หลังจากนั้นออกทะเลเพราะเก่งทะลุจักรวาลเกินไป

6.การ์ตูนวาบหวามที่สุดในสมัยนั้นคือมังกรซ่อนลายและวีดีโอเกิร์ล

7.เพื่อนที่เรียนสู้เราไม่ได้มักจะดีดลูกแก้วเก่งกว่าเราหลายเท่า

8.หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการจีบสาวคือเครื่องเล่นที่ใส่เทปได้สองม้วนซ้าย-ขวา เอาไว้รวบรวมเพลงที่เราชอบทำเป็นอัลบั้มพิเศษที่มีเพียงม้วนเดียวในโลกแล้วเอาไปให้เขาฟัง

9.หัวใจจะเต้นแรงที่สุดตอนที่โทรไปบ้านสาวแล้วลุ้นว่าใครจะรับสาย

10.เรามีแนวโน้มที่จะเลี้ยงบอลมากขึ้น 30% เมื่อรู้ตัวว่าผู้หญิงที่เราชอบนั่งอยู่แถวนั้น

11.แต่ถ้าอยากมีสาวกรี๊ดจริงๆ ต้องเล่นบาสให้เก่งๆ

12.เพื่อนผู้ชายบางคนตอนม.ต้นใส่แว่น ตัวอ้วนปั้ก ขึ้นม.ปลายผอมลง ตัวยืด ใส่คอนแท็ค เล่นบาส สาวกรี๊ดเฉย

13.เพื่อนผู้หญิงที่แต่งตัวเปรี้ยวที่สุดตอนโต มักจะเคยเป็นเด็กเนิร์ดตอนม.ต้น

14.กฎอย่างหนึ่งที่รู้กันโดยไม่ต้องมีใครพูด คือไม่จีบ/ไม่คบแฟนเก่าของเพื่อน

15.เราเคยสงสัยว่าทำไมคนที่เราชอบถึงคบกับผู้ชายทรงแบดๆ โตขึ้นถึงได้รู้ว่าผู้หญิงชอบคนที่มั่นใจและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เขาได้ ส่วนบทเพื่อน/พี่ชายที่แสนดีนั้นใครๆ ก็เล่นกันจนเกลื่อน

16.วิธีอวดว่าเรามีตังค์คือใส่เสื้อ Bodyglove กางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 ป้ายแดง รองเท้าแตะ Scholl (อ่านว่าสกอร์) หรือรองเท้าผ้าใบ Dr.Martens (อ่านว่าด็อกเตอร์มาร์ติน)

17.หลายคนร้องเพลง “เธอไม่เคยตาย(จากความทรงจำ)” ได้ก่อนฟังเพลง Say Anything และหลายคนร้องเพลง “ใจละลาย..แล้วเพื่อน” ได้ก่อนฟังเพลง 25 Minutes

18.ถ้าอยากหล่อต้องหัดเล่นกีตาร์เพลง More Than Words ที่ดังจากโฆษณากางเกงยีนส์ จะหล่อยิ่งกว่านั้นถ้าได้เล่นเพลงนี้ด้วยกีตาร์โอเวชั่นหลังเต่า

19.ถ้าอยากรู้ว่าเพื่อนตีกลองเทพแค่ไหนให้ถามว่าเล่นเพลงของวง Dream Theater ได้รึเปล่า

20.มีใครบ้างที่ฟังอินโทร Smells Like Teen Spirit ครั้งแรกแล้วจะไม่หลงรัก?

21.หรือจะมีใครบ้างที่ฟังเพลง Creep แล้วไม่รู้สึกว่าตัวเราเหมือนคนในเพลงนี้?

22.การได้เป็นเด็กมัธยมที่เล่นดนตรีในยุคอัลเทอร์ครองเมืองถือเป็นความโชคดี เล่นคอร์ดวนๆ ไป เอฟเฟ็คกีตาร์แตกๆ โซโล่ไม่ซับซ้อน – โมเดิร์นด็อก, ป้าง, สไมล์บัฟฟาโล่, ออดี้

23.อัลบั้ม Rhythm & Boyd ปกเทปยาวมาก เนื้อกระดาษดีและหนามาก ถ้าไม่พับปกให้ถูกนี่แทบจะปิดตลับเทปไม่ลง

24.สมัยบอดี้สแลมยังเป็นวงดนตรีฟันน้ำนม เรารู้สึกว่าวงอย่าง Blackhead, Silly Fools และ Big Ass เจ๋งกว่าเยอะ

25.แม้จะเปลี่ยนแฟนใหม่ แม้จะแต่งงานใหม่ แต่ทีมฟุตบอลที่รักก็ยังเป็นทีมเดิม

26.ตอนที่เราเลือกเชียร์ทีมฟุตบอล ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าเราจะต้องเชียร์ทีมนั้นมานานขนาดนี้ และน่าจะยาวนานจนชั่วชีวิต (ยังไม่เคยเห็นผู้ชายที่เปลี่ยนทีมบอลที่เชียร์ ต่อให้ทีมของเราจะเล่นแย่แค่ไหนก็ตาม)

27.เชื่อว่าเด็กผีหลายคนเคยดึงคอปกเสื้อตั้งขึ้นเวลาลงไปเตะบอล ส่วนเด็กหงส์ก็ทำให้เราชื่นชมในความอดทนเฝ้ารอ

28.เมื่อนึกถึงเพื่อนที่เตะบอลเก่งที่สุดในห้อง เขาจะใส่รองเท้านันยางเสมอ

29.2021/2022 เราอาจเถียงว่า Ronaldo กับ Messi ใครคือ GOAT แต่ถ้าใครเล่น CM01/02 GOAT คือ Maxim Tsigalko อย่างไม่ต้องสงสัย

30.บางคนอาจไม่เคยเชื่อเรื่องพระเจ้าจนได้ดูอาร์เจนติน่ากับฝรั่งเศสในฟุตบอลโลกนัดชิง

31.หลายคนน่าจะเคยถูกผู้ชายแปลกหน้าทักมาคุยด้วยทาง Pirch 98 หรือ ICQ เพราะนึกว่าเราเป็นผู้หญิง

32.เมื่อเห็นโทรศัพท์ Nokia 3210/3310 ความทรงจำมากมายก็พรั่งพรู

33.บางทีก็ต้องใช้เวลาถึง 20 ปีถึงจะเห็นความแตกต่างทางร่างกายของเพื่อนที่ดื่มหล้า/สูบบุหรี่ กับเพื่อนที่ไม่ดื่ม/ไม่สูบ

34.แม้จะดูไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ผู้ชายกลับ keep in touch กับเพื่อนเก่าได้เหนียวแน่นกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่อยู่โรงเรียนชายล้วนมา

35.เพื่อนบางคนจะผ่านไปกี่ปีก็ยังนิสัยเหมือนตอนม.ปลายไม่ผิดเพี้ยน

36.เมื่อถึงวัยนี้เราจะไปงานศพบ่อยกว่างานแต่งงาน

37.เพื่อนของเราที่ตายไปก่อนแล้วมีข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่ง ตรงที่มันจะเป็นหนุ่มในภาพจำของเราเสมอ

38.แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ก็คิดอยู่ตลอดว่าเราเป็นพ่อที่ดีพอรึเปล่า

39.อีกหนึ่งความฝัน-หรือความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ก็คือการเมคชัวร์ว่าพ่อแม่ ภรรยา และลูกๆ จะไม่เดือดร้อนในวันที่เราไม่อยู่ ความรู้สึกว่าเราเป็นเสาหลักหรือเป็น Guardian นี่เหมือนจะอยู่ในสัญชาตญาณของผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว

40.และความรู้สึกที่ว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะดูแลคนรอบข้างนี่แหละ ที่ทำให้เรายอมเขี่ยหนังไก่ไว้ข้างจานและตื่นมาวิ่งในตอนเช้า

คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท

“Save a little money each month and at the end of the year you’ll be surprised at how little you have.”

― Ernest Haskins

เก็บเงินให้ได้เดือนละนิดหน่อยแล้วตอนสิ้นปีคุณจะแปลกใจที่คุณมีเงินเก็บแค่นิดหน่อย

Ramit Sethi ผู้เขียนหนังสือ I Will Teach You To Be Rich บอกว่าคนส่วนใหญ่ชอบถามคำถามร้อยบาท (จะซื้อกาแฟแก้วนี้ดีมั้ย) ทั้งที่จริงแล้วสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จด้านการเงินคือคำถามล้านบาท เช่นจะให้ลูกเรียนที่ไหน (โรงเรียนอินเตอร์ในเมืองไทยมีค่าเทอมตั้งแต่แสนกว่าบาทถึงล้านกว่าบาท)

นักประวัติศาสตร์นาม Cyril Parkinson ได้ตั้งกฎที่ชื่อว่า Parkinson’s Law of Triviality – กฎพาร์คินสันแห่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง

กฎนี้ระบุว่า “ความใส่ใจต่อปัญหาจะแปรผกผันกับความสำคัญของปัญหานั้น” (The amount of attention a problem gets is the inverse of its importance.)

เพื่อให้เห็นภาพ พาร์คินสันให้เราจินตนาการถึงคณะกรรมการที่มีงบประมาณสามโปรเจ็กต์ให้พิจารณา

ตู้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์งบ 300 ล้านบาท

ซุ้มจอดรถจักรยานของพนักงานงบ 10,000 บาท

ขนมกับเครื่องดื่มสำหรับพนักงานงบ 1,000 บาท

คณะกรรมการอนุมัติตู้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์แทบจะทันที เพราะตัวเลขสูงเกินกว่าจะรู้ว่าแพงหรือไม่แพง ตัวเลือกอื่นก็ไม่อยากนึกถึง และไม่มีใครในคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญเรื่องพลังงานนิวเคลียร์

โปรเจ็กต์ซุ้มจักรยานนั้นใช้เวลาคุยนานกว่า พวกเขาเถียงกันว่าแค่ตั้งรางจอดจักรยานก็พอแล้วหรือไม่ หรือถ้าจะทำหลังคาควรจะใช้ไม้หรือใช้อลูมินัมดี

ส่วนขนมและเครื่องดื่มนั้นใช้เวลาคุยนานที่สุด เพราะคณะกรรมการทุกคนต่างมีความเห็นที่แน่วแน่ของตัวเองว่าควรใช้กาแฟยี่ห้อไหน คุ้กกี้รสอะไร ฯลฯ

เวลาที่เราคุยกับคนในครอบครัว เราก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ถกเถียงในเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญเช่นกัน


ข้อความด้านบนนี้ผมเรียบเรียงและดัดแปลงมาจากบทความชื่อ The Art and Science of Spending Money ของ Morgan Housel

มีทั้งหมด 13 ข้อ แต่ผมชอบข้อ 6 เป็นพิเศษ – Asking $3 questions when $30,000 questions are all that matter

เราจะคุ้นเคยกับคำสอนของ financial guru ที่บอกว่า ถ้าไม่กินกาแฟยี่ห้อ XX เป็นเวลากี่สิบปี เราจะมีเงินเก็บ YY บาท

จริงอยู่ว่าเรื่องเล็กน้อยนั้นก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญเลย เพราะ how you do anything is how you do everything.

แต่การใส่ใจเรื่องเล็กน้อยจะแทบไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่จัดการเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้อง เพราะโลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Pareto Principle หรือกฎ 80/20

จะเลือกกินกาแฟแบรนด์ไหน จึงไม่สำคัญเท่ากับเราเลือกซื้อรถยี่ห้ออะไร

หรืออย่างการเลือกที่ทำงาน A กับ B – บริษัท A อาจให้เงินเดือนมากกว่า 10% แต่ถ้าบริษัท B มีปัจจัยอื่นๆ เช่นใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า ให้ทำงานที่บ้านได้บ้าง อยู่ในเซ็กเตอร์ที่กำลังเติบโต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันแล้วน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าฐานเงินเดือนที่น้อยกว่าบริษัท A

คนบางคนซื้อของกับแม่ค้าแล้วต่อราคาแล้วต่อราคาอีก แต่คนคนเดียวกันนี้กลับพร้อมลงทุนในเรื่องที่ตัวเองไม่มีความรู้เป็นเงินหลักแสนได้หน้าตาเฉย

เราใช้เวลากับคำถามร้อยบาทมากไปหรือไม่

เราใช้เวลากับคำถามล้านบาทน้อยไปหรือเปล่า

เป็นเรื่องน่าคิด และอาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้ครับ

เมื่อลูกน้องผลงานไม่เข้าตา

ให้วิเคราะห์ดีๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร

1. แรงกระตุ้น (motivation)

2. ความสามารถ (capability)

ถ้าแรงกระตุ้นไม่มี ก็เป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะชี้ให้เขาเห็นว่า งานที่เรามอบหมายให้เขาทำนั้นมีความหมายอย่างไร ทั้งต่อทีม ต่อองค์กร และที่สำคัญที่สุดคือต่อตัวเขาเอง

การชี้ให้เห็นว่างานนี้มีความหมายต่อทีมหรือต่อองค์กรอย่างไร หัวหน้าต้องเข้าใจภาพใหญ่ว่า mission ขององค์กรคืออะไร ทิศทางของธุรกิจปีนี้จะไปทางไหน และสิ่งที่น้องทำมันไปส่งเสริมภาพใหญ่อย่างไรบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะได้จากการ 1:1 (อ่านว่า one on one) คือเราจะได้รู้ว่าอะไรคือความฝันและเป้าหมายที่น้องเราอยากไปให้ถึง

บางคนอยากซื้อบ้านให้แม่ บางคนอยากไปเที่ยวยุโรป บางคนอยากเป็น director บางคนอยากทำธุรกิจของตัวเอง

ถ้าเราสามารถ connect the dots ให้เขาเห็นว่างานที่เขาทำในวันนี้มันจะเพิ่มโอกาสให้เขาบรรลุความฝันเขาได้อย่างไร การสร้าง motivation นั้นก็ไม่ยากเลย

ถ้าเขามี motivation เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว แต่ยังทำงานออกมาได้ไม่ดี แสดงว่าเป็นเรื่องของ capability

ซึ่งก็ต้องกลับมาดูว่าเราใช้คนถูกกับงานรึเปล่า เราคาดหวังกับน้องสูงเกินไปรึเปล่า เราสามารถโค้ชน้องหรือหาคนมาโค้ชน้องได้รึเปล่า

เมื่อลูกน้องผลงานไม่เข้าตา สาเหตุมักจะมาจากหนึ่งในสองข้อนี้

ซึ่งหัวหน้าที่ดีต้องหาให้เจอและเกาให้ถูกที่คันครับ