นิทานลิง 5 ตัว

20150828_TalesOfFiveMonkeys

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองโดยเอาลิงห้าตัวมาอยู่ในห้องเดียวกัน

ในห้องมีสเปรย์ฉีดน้ำอยู่โดยรอบ กลางห้องมีกล้วยหนึ่งหวีแขวนไว้กับเพดาน และใต้กล้วยหวีนั้นก็มีบันได (ladder) วางอยู่

เมื่อลิงตัวหนึ่งปีนขึ้นบันไดเพื่อจะเอื้อมหยิบกล้วย นักวิทยาศาสตร์ก็ “ทำโทษ” ด้วยการฉีดน้ำเย็นใส่ลิงทั้งสี่ตัวที่เหลือจนน้องลิงเหน็บหนาวกันถ้วนหน้า

ทุกครั้งที่มีลิงตัวใดเริ่มจะปีนบันได การทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นจะตามมาเสมอ

เพียงไม่นาน ก็ไม่มีลิงตัวไหนคิดจะขึ้นไปหยิบกล้วยอีก

จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็เอาสเปรย์ฉีดน้ำเย็นออกไป เอาลิงหนึ่งตัวออกจากห้อง และใส่ลิงตัวใหม่เข้ามาแทน

พอลิงตัวใหม่เข้ามาเห็นกล้วยก็เลยคิดจะปีนบ้าง แต่เพียงแค่มันแตะบันไดขั้นแรก ลิงอีกสี่ตัวที่เหลือก็เฮโลเข้ามาลากมันออกจากบันได และทุบตีลิงหน้าใหม่จนฟกช้ำดำเขียว

หลังจากโดนทุบไปสามสี่ครั้ง ลิงหน้าใหม่ก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรแตะต้องบันไดนี้

นักวิทยาศาสตร์เอาลิงตัวเก่าออกไปอีกหนึ่งตัว และใส่ลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเข้าไป

เมื่อลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเริ่มปีนบันได ก็โดนลากมาทุบเช่นเคย แถมลิงหน้าใหม่ตัวแรกก็เข้าร่วมสหบาทาด้วย!

จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ใส่ลิงตัวที่สาม…ตัวที่สี่…และตัวที่ห้าลงไป และวงจรแห่งการ “ลากมาทุบ” ก็เกิดขึ้นทุกครั้ง

สุดท้าย ลิงชุดเก่าถูกนำออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงลิงหน้าใหม่ 5 ตัวที่ไม่เคยถูกทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นเลย แถมสเปรย์น้ำเย็นก็ถูกออกเอาไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลิงตัวใดกล้าจะปีนบันไดขึ้นไปเก็บกล้วยอยู่ดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมถึงอยากมีลูก

20150827_WhyHaveABaby

“ขอ request โพส เรื่องมีลูกครับ ประมาณว่าตัดสินใจเมื่อไร เริ่มคิดเมื่อไร อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูกครับ”

– อัม อัมรินทร์ 11 ก.ค. Facebook Message

—–

อัม (ไม่ใช่อ่ำ) หรือชื่อจริงว่าอัมรินทร์ คือน้องที่เคยทำงานอยู่ที่รอยเตอร์ด้วยกัน

และที่สำคัญกว่านั้นเราเล่นดนตรีด้วยกันในวง Reuters Music Group (สมัยนั้นบริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters)

ตอนที่มาสมัครเข้าวงดนตรีใหม่ๆ อัมบอกว่า “เล่นอะไรก็ได้” เราก็เลยจับอัมเล่นคีย์บอร์ดเลยเพราะตอนนั้นในวงขาดมือคีย์บอร์ด

แต่เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วอัมเล่นกลองกับกีต้าร์เก่งมากเช่นกัน ช่วงนั้นถ้าเพลงไหนยากๆ เราก็มักจะโยนให้อัมกับปั๊ม (คู่ซี้ของอัม) ให้เอาไปจัดการ

เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว อัมก็แต่งงานกับเดียร์ และลาออกจากรอยเตอร์เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา โดยเดียร์ไปต่อหมอเฉพาะทาง ส่วนอัมก็ไปทำงาน เรียนปริญญาโทและปริญญาเอกสาย Computer Science

อ้อ อัมมีบล็อกเกี่ยวกับการไปฝึกงานที่ Google ด้วย เชิญเข้าไปอ่านได้ที่เพจ อิต อิ๊ส อะ แวรี่ กู๊ด  ครับ

—–

ตอนนี้อัมกับเดียร์ยังไม่มีลูก อัมก็เลยมาถามผมว่าทำไมผมถึงคิดมีลูก

ขอตอบคำถามของอัมตรงๆ ก่อน

เริ่มคิดเมื่อไร
น่าจะตั้งแต่วัยรุ่นแล้วนะครับ คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าโตขึ้นแล้วอยากมีลูก

ตัดสินใจเมื่อไร
ตัดสินใจเมื่อตอนคุยกับภรรยาแล้วว่าเขาก็อยากมีลูกเหมือนกัน

อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูก
ถ้าเอาจริงๆ ก็คือผมกับภรรยาก็อายุค่อนข้างเยอะแล้ว พอจบงานแต่งงานก็ปล่อยตามธรรมชาติเลย โดยคิดกันง่ายๆ ว่าถ้าเขาจะมาเขาก็คงมา ถ้าเขาไม่มาก็ไม่เป็นไร

—–

คราวนี้ขอตอบโดยรวมบ้างว่า “ทำไมถึงอยากมีลูก” เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยถามตัวเองแบบจริงจังเหมือนกัน

พอลองมานั่งคิดดู จึงได้คำตอบคร่าวๆ ว่าผมอยากมีลูกไปเพื่ออะไร

มีลูกเพื่อทำหน้าที่
ในเชิงชีววิทยา สิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดมีสัญชาติญาณอย่างหนึ่งที่เหมือนๆ กันคือการสืบพันธุ์เพื่อดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

เป็นไปได้ว่า การเพิ่มจำนวนมนุษย์ในโลกนี้อาจจะยิ่งทำให้โลกเสื่อมโทรมลงกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผมว่า “จำนวน” ของมนุษย์อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่มีน้ำหนักเท่ากับ “คุณภาพ” และ “คุณธรรม”

มีลูกเพื่อสร้างคน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบความท้าทาย จึงชอบลองงานใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่มันยากๆ และน่ากลัวนิดๆ

และในบรรดาโปรเจ็คอันน่าท้าทายทั้งหลาย ผมว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพนี่เป็นอะไรที่โคตรจะท้าทายเลย

เป็นโปรเจ็คที่ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้เงินซักบาท และใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี กว่าสิ่งที่เราลงแรงไปจะผลิดอกออกผล (ออกผลในแง่ที่เขามีความคิดอ่านเป็นตัวของตัวเองและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมแบบจับต้องได้)

มีลูกเพื่อรับประสบการณ์
ถ้าพระเจ้าคือ “ผู้สร้าง”
การได้เป็นพ่อ-แม่คน ก็คือการสวมบทบาทของพระเจ้าดีๆ นี่เอง เพราะพ่อและแม่คือผู้ให้กำเนิดและคอยดูแลปกป้องลูกราวกับพระเจ้าให้กำเนิดและคอยดูแลมนุษย์

ครูบาอาจารย์สอนเราว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน คนธรรมดาสุกๆ ดิบๆ คนหนึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความรัก ความเสียสละ และความเมตตาอย่างยิ่งได้เมื่ออยู่กับหน่อเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

และเคยรู้สึกมั้ยครับว่า พ่อแม่ของเราต้องเป็น “ซูเปอร์แมน-วันเดอร์วูแมน” แน่ๆ เพราะเขาตื่นเช้ากว่าเรา นอนดึกกว่าเรา ทำงานหนักกว่าเรา แบกภาระมากกว่าเรา จนเรานึกไม่ออกเลยว่า ถ้าเราเป็นเขาเราจะอดทนขนาดนั้นได้อย่างไร

การได้เป็นพ่อเป็นแม่คือโอกาสที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นพระเจ้า พระอรหันต์ และซูเปอร์แมนครับ

มีลูกเพื่อสร้างครอบครัว
บ้านทั้งหลัง ถ้าอยู่กันแค่สองคน ก็อาจจะเงียบไปนิดรึเปล่า

แต่งงานโดยไม่มีลูก มันก็ดีที่ไม่ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตใครก็จริง แต่ถ้าในบ้านมีแต่ผู้ใหญ่ที่ความคิดความอ่านเท่าๆ กันหมด ในบ้านก็อาจขาดความหลากหลาย

และชีวิตที่ไม่มีความหลากหลาย ก็อาจจะขาดสีสันและน่าเบื่อ

การมีมนุษย์ตัวเล็กๆ ซักคนสองคนวิ่งไปวิ่งมา น่าจะสร้างมิติบางอย่างที่ชายหนุ่ม-หญิงสาวไม่อาจสร้างได้เพียงลำพัง

ที่สำคัญ มนุษย์ตัวเล็กๆ เหล่านี้อาจจะช่วยให้เราระลึกถึงบางสิ่งหรือบางอารมณ์ที่เราหลงลืมไปนานแล้วก็ได้

มีลูกเพื่อตอบแทนบุญคุณ (Pay it forward)

ทั้งบุญคุณพ่อแม่ และบุญคุณแผ่นดิน

ครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าผมโชคดีเหลือกเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ มีพ่อแม่ที่เข้าใจและให้อิสระ มีน้องชายที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง

และรู้สึกโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ประเทศที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็น่ารัก ที่ให้โอกาสผมได้กินอะไรอร่อยๆ ได้เจอเพื่อนดีๆ ได้งานดีๆ ทำ ได้เล่นดนตรีและเตะบอล

ถ้าเราไม่มีลูกเลย ผมอาจจะรู้สึกผิดว่าเรารับมาอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้กลับคืนสู่สังคมเท่าที่ควร

มีลูกเพื่อให้โอกาสคน
เหตุผลข้อนี้เป็นเรื่องความเชื่อ

พระท่านบอกว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พระท่านก็บอกอีกว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์ถือเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล (ดีกว่าไปเกิดในภพภูมิอื่นๆ) ยิ่งได้เป็นมนุษย์ที่ได้เกิดในยุคที่ธรรมะและหนทางดับทุกข์ยังคงอยู่ ต้องเรียกว่า “แจ๊คพ็อต” เอามากๆ

ดังนั้น การที่เราให้โอกาสให้เด็กคนหนึ่งมาเกิดกับเรา และเราได้สอนให้เด็กคนนี้รู้จักธรรมะก็เท่ากับเป็นการให้โอกาสที่เขาได้มาเรียนรู้วิธีการออกจากสังสารวัฏ

จะมีของขวัญใดที่มีค่ามากไปกว่านี้

—–

ป.ล. คำตอบเหล่านี้เป็นการคิดเอาเองล้วนๆ เพราะต้องรออีกสองเดือนถึงจะได้เป็นพ่อคนจริงๆ

ถึงตอนนั้น ความคิดหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ!

ป.ล.2 นี่เป็นโพสต์แรกที่ตอบคำถามจากทางบ้าน ชักเริ่มติดใจ เลยขอประชาสัมพันธ์ว่า ใครอยากจะให้ผมเขียนเรื่องอะไร หรืออยากถามมุมมองในเรื่องไหน ก็ทักมาได้ทาง Message ของเพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทื่อๆ บ้างก็ได้

20150826_Inspiration

[ถาม]: ยุคนี้เขาฮิตการไปพูดสร้างแรงบันดาลใจ ทำไมเราไม่ค่อยเห็นคุณไปพูดไปบรรยายเรื่องพวกนี้บ้างเลย

[ตอบ]: เออ ชอบคำถามนี้นะ เพราะคิดเหมือนกันว่าประเทศนี้แรงบันดาลใจมันเยอะเกินไปแล้วว่ะ สังคมไทยตอนนี้มันเต็มไปด้วยคำคมกับแรงบันดาลใจ ซึ่งของที่มันเยอะเกินไปมากๆ มันก็เป็นขยะได้ไง ซึ่งสิ่งที่เราต้องการก็คือ อยากให้คนลุกขึ้นมาทำอย่างที่ตัวเองคิด ไม่ใช่นั่งหาแรงบันดาลใจกันอยู่นั่นแหละ…

ทั้งที่ประเทศเรามีแรงบันดาลใจเยอะมาก…แต่ก็ไม่เห็นผลงานที่มันปี๊ดออกมาเลย สองปีมานี้รู้สึกตลกไหมที่เราไม่มีเพลงใหม่ๆ จะฟังกัน มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรู้ว่าเดี๋ยวเดือนหน้าเราก็จะได้ฟังอัลบั้มใหม่ๆ มันยังมีความสร้างสรรค์อะไรบ้าง มีความเคลื่อนไหวดีๆ ให้เห็น มันไม่มีเลย มันเหี่ยวเฉามากเลย…

แล้วไหนจะคำคมอีก มันเยอะมากจนรู้สึกว่าตอนนี้มีใครไม่คมบ้างวะ…แทนที่จะเอาเวลาไปคิดคำคมนั้น มึงก็เอาเวลาไปใช้ชีวิตของมึงนั่นแหละ ไปทำอะไรที่มันทื่อๆ บ้างก็ได้…เหมือนเป็นกองหน้าทีมฟุตบอลก็ต้องก้มหน้าก้มตายิงไปก่อนเลย ยังไม่ต้องไซด์โค้งเหมือนเบ็กแฮมหรอก ยิงไปเถอะ ไม่ต้องง้าง กูว่าประเทศกูง้างมาพอละ

– อุดม แต้พานิช
a day ฺBULLETIN issue 363, 6-12 July 2015

—–

ผมเป็นคนที่ชอบคำคมเป็นชีวิตจิตใจ

จำได้ว่าตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พออ่านเจอคำคมอะไรก็จะจดเก็บไว้หรือเขียนเป็นตัวใหญ่ๆ แปะตามฝาผนังในห้องนอน

ในบล็อก Anontawong’s Musings หลายต่อหลายครั้งผมก็เอาคำคมดังๆ มาเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนบทความ

ถึงจะโปรดปรานคำคมมากแค่ไหน แต่ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่โน้ส อุดม แต้พานิชให้สัมภาษณ์ไว้ใน a day bulletin นะครับ ว่าตอนนี้เราชักจะมีคำคมและแรงบ้นดาลใจกันเยอะไปหน่อยแล้วรึเปล่า

(เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พี่โน๊สออกมาจิกกัดเรื่องชีวิต Slow Life จนกลายเป็นประเด็นฮอตในสังคมออนไลน์ ผมก็หวังว่าการที่ผมเอาเรื่องที่พี่โน๊สจิกกัดเรื่องคำคมและแรงบันดาลใจขึ้นมาเขียนในบล็อกนี้จะไม่ทำให้พี่โน๊สโดนก้อนอิฐนะครับ)

ผมคิดว่าประเด็นที่พี่โน๊สอยากบอก คือคุณควรจะลงมือทำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความคิดเจ๋งมากๆ ก็ได้

เพราะถ้ามัวแต่รอจังหวะนั้น พวกเราก็คงต้อง “ง้าง” ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด

เราทุกคนมีไอเดียดีๆ ที่พร้อมจะปล่อยออกมาอยู่แล้ว แต่เราอาจกังวลว่าสิ่งที่เราคิดยังไม่ดีพอ ไม่คมพอ ไม่เท่พอ สุดท้ายก็เลยเก็บมันเอาไว้คนเดียว หรือทำอย่างมากก็แค่แชร์ความคิดลงในเฟซบุ๊คให้มีคนกดไลค์นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ปล่อยให้มันหายไปกับกาลเวลา

ผมนึกถึง “คำคม” ของโทมัส เอดิสัน ผู้คิดค้นหลอดไฟให้คนได้ใช้กันทั้งโลกว่า

“Genius is one percent inspiration and 99 percent perspiration”

อัจฉริยภาพ เกิดจากแรงบันดาลใจ 1 เปอร์เซ็นต์ และหยาดเหงื่อแรงกาย 99 เปอร์เซ็นต์

และอีก “คำคม” หนึ่งจากจิตกรและช่างภาพอย่าง Chuck Close

“Inspiration is for amateurs — the rest of us just show up and get to work”

แรงบันดาลใจมีไว้สำหรับมือสมัครเล่นเท่านั้น ส่วน(มืออาชีพอย่าง)พวกเราก็แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานไป

คำคมและแรงบันดาลใจต่างๆ ถ้าแค่อ่านแล้วกดไลค์ ก็แทบไม่มีคุณค่าอันใด

ผลงานที่เราสร้างสรรค์และจับต้องได้ต่างหากที่มีความหมาย

ต่อให้มันเป็นงานที่ดูทื่อๆ ไม่มีความเท่ และไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็อาจสร้างประโยชน์ได้มากกว่าโวหารอันว่างเปล่านะครับ

—–

พบหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำได้ที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬา bit.ly/tgimannounce

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ขอบคุณคำสัมภาษณ์พี่โน๊ส อุดมจาก a day BULLETIN issue 363, 6-12 July 2015

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

 

ฮิตเลอร์และคานธีในตัวเรา

20150825_HitlerGandhi

เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผมเขียนบล็อกแรกของปีนี้ในชื่อตอน “เกิดใหม่” ซึ่งเอามาจากหนังสือชื่อเดียวกันที่ผมพิมพ์แจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน

เนื้อหาของเรื่องเกิดใหม่ ก็คือทุกๆ หนึ่งปีอะตอม 98% ในร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเกือบหมด

นั่นเพราะว่าแค่เราหายใจเข้าเพียงครั้งเดียว เราก็ได้นำอะตอมจำนวน 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และการหายใจออกก็นำอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของเราออกสู่โลกภายนอกเช่นเดียวกัน

การดื่มน้ำ ทานข้าว เสียเหงื่อ และขับถ่าย ก็เป็นช่องทางในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมเช่นกัน

—–

นานมาแล้วผมได้ฟังการบรรยายของดีพัค โชปร้า (Deepak Chopra) ผู้เขียนหนังสือ The Seven Spiritual Laws of Success (7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จ) ที่กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ “เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” ในแง่มุมที่น่าสนใจ

แง่มุมนั้นก็คือ อะตอมที่อยู่ในตัวเราตอนนี้นั้น เคยอยู่ในตัวคนอื่นมาแล้วทั้งสิ้น

ถ้าให้มองอย่างง่ายที่สุด เวลาเรายืนคุยกับเพื่อน เราย่อมหายใจเอาอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายเพื่อนเข้ามาในปอดของเราไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

และโมเลกุลน้ำที่เราดื่มกิน ก็คงผ่านการเดินทางมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกิโล ผ่านพืช สัตว์ และคนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของดาราหรือบุคคลที่เราชื่นชอบ บัดนี้ก็ได้มาอยู่ในร่างกายเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเบิร์ด ธงไชย ตูน บอดี้แสลม โอปอล์ ปาณิสรา อีเจี๊ยบเลียบด่วน ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือทักษิณ ชินวัตร

รวมถึงคนที่อยู่ต่างประเทศอย่าง เมสซี่ ทอมครูซ เทย์เลอร์สวิฟท์ หรือ โอปร้า

ยิ่งถ้ามองให้ไกลออกไปอีก อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ก็มาอยู่ในร่างกายของเราแล้วเช่นกัน

ถ้าผมจำไม่ผิด ดีพัค โชปร้าบอกว่า ณ วินาทีนี้ เรามีอะตอมอย่างน้อยหนึ่งพันล้านอะตอม (1,000,000,000) ที่เคยอยู่ในร่างกายของพระพุทธองค์

และอย่างน้อยอีกหนึ่งพันล้านอะตอมที่เคยไหลผ่านพระเยซู

คานธี ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ มาริลินมอนโร และแม่ชีเทเรซา – อะตอมของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็อยู่ในร่างกายของเราเช่นกัน

ผมพยายามหาการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ที่จะมายืนยันคำพูดของดีพัค โชปร้า ซึ่งที่เจอก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นด้วย: Newsvine, Quora
ตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยหรือบอกว่าโอกาสเกิดต่ำมากๆ: Gawker, Marquette
—–

ถามว่ามีอะตอมของฮิตเลอร์อยู่ในร่างกายเราแล้วไง?

ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเจ๋งดี

การที่อะตอมของเราเปลี่ยนใหม่ทุกๆ ปี และอะตอมเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่ประเสริฐที่สุดและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์  อาจหมายความว่า เราจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ได้ ชั่วแค่ไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทางไหน

สำหรับผม แค่คิดว่าเรามีส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา ก็ไม่อยากจะทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้วครับ
—–
ขอบคุณภาพฮิตเลอร์และคานธีจาก Wikimedia

ขอบคุณข้อมูลจาก Newsvine, Gawker, QuoraMarquette

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

5 ความคิดจากหนังเรื่อง Inside Out

20150825_InsideOut

ผมกับแฟนไม่ได้ดูหนังมาเป็นเดือนแล้ว และก็ไม่รู้สึกอยากดูเรื่องอะไรด้วย

จนกระทั่งแฟนมาบอกผมว่าบอย โกสิยพงษ์เขียนไว้ในเฟซบุ๊คว่า Inside Out เป็นหนังครอบครัวที่ดีที่สุดที่เขาเคยดูมา

เมื่อวานมีจังหวะว่างช่วงบ่ายๆ ก็เลยไปดูกันที่พาราไดซ์พาร์คซะเลย

ผมชอบมาดูหนังที่นี่เพราะคนไม่พลุกพล่าน ถ้าเข้าแถวซื้อตั๋วก็ไม่เคยต้องรอนานเกิน 5 นาที สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเสรีเซ็นเตอร์แทบไม่มีคิวเลยจนผมกลัวว่ามันจะเจ๊งด้วยซ้ำ

หนังเรื่องนี้พูดถึงตัวละครเล็กๆ ซึ่งเป็นอารมณ์ในหัวของเด็กสาวที่ชื่อ “ไรลี่ย์”

อารมณ์ต่างๆ มีชื่อว่า

Joy – ลั้นลา
Sadness – เศร้าซึม
Anger – ฉุนเฉียว
Fear – กลั๊วกลัว
Disgust – หยะแหยง

อารมณ์ทั้งห้าตัวนี้อยู่ในห้องปฏิบัติการ โดยส่วนใหญ่ “ลั้นลา” จะเป็นผู้คุมบังเหียนตรงแท่นบัญชาการอารมณ์ของไรลี่ย์มากที่สุด แต่ก็มีหลายหนที่อารมณ์อื่นๆ ขึ้นมาเป็นใหญ่ แล้วแต่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ไหน

เรื่องเนื้อหาผมคงไม่ลงลึกไปกว่านี้ เพราะมีคนเขียนให้อ่านไว้มากมายแล้วในพันทิพ

เพียงอยากจะแค่เล่าให้ฟังว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงอะไรบ้าง

1. หนังเรื่อง Inception
เพราะทั้งสองเรื่องก็มีการพูดถึงความฝันและจิตใต้สำนึก และหนังทั้งสองเรื่องนี้ดูแล้วเกิดความรู้สึกว่า “เฮ้ย คิดได้ไงอ่ะ” ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเรื่องหรือฉากบางฉากที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

2. ลูกสาว
อีกประมาณสองเดือน ผมก็จะมีลูกสาวคนแรก

แฟนบอกกับผมเมื่อเช้านี้ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเลยว่าพ่อแม่มีความสำคัญมากแค่ไหน ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะเด็กที่ยังเปราะบางย่อมต้องการใครซักคนที่เขาสามารถ “เชื่อมั่นได้อย่างหมดใจ” ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เด็กก็คงเคว้งคว้างน่าดู และคงโดนความคิดในหัวมะรุมมะตุ้มจนไปไหนไม่เป็น

3. การเกิด-ดับ ของจิต
ครูบาอาจารย์สอนว่า จิตทุกดวงเกิด-ดับเป็นขณะๆ ไป เช่นจิตที่เกิดตอนเราเห็นภาพก็เป็นจิตดวงหนึ่ง จิตที่เกิดตอนที่เราได้ยินก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่ง ก็คงคล้ายๆ กับการที่ Joy / Sadness / Anger / Fear / Disgust “ผลัด” กันขึ้นมาควบคุมจิต เวลาจิตที่มีความสุขเกิด ก็คือตอนที่ Joy ขึ้นมายืนสั่งการตรงแผงควบคุมนั่นเอง

4. อารมณ์ต่างๆ “ไม่ใช่ตัวเรา”
เพราะถึงแม้ “ลั้นลา” จะอยู่ในตัวไรลี่ย์ แต่ลั้นลา ไม่ใช่ไรลี่ย

เวลาเรามีความสุขเราจะพูดว่า I am happy เวลาเราโกรธเราจะบอกว่า I am angry แต่จริงๆ แล้ว I กับ Happiness ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และ I กับ Anger ก็เป็นคนละตัวกัน ดังนั้น คำกิริยา “am” ที่แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” อาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงเท่าไหร่ คำกิริยาที่เหมาะสมกว่าน่าจะเป็น have เช่น I have anger มากกว่า หรือถ้าจะให้ถูกยิ่งกว่านั้น ต้องบอกว่า anger is arising within me – ความโกรธกำลังก่อตัวขึ้นในตัวเรา

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่โกรธ แทนที่จะเครียดหรือทุรนทุรายเพราะคิดว่า “เราเป็นความโกรธ” ก็ควรจะนึกภาพว่า “ฉุนเฉียว” ตัวสีแดงในหนังเรื่องนี้เข้ามายืนตรงแผงควบคุมแค่ “ชั่วคราว” พอมันหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็เปิดทางให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทน

5. จงเป็นกลางกับทุกอารมณ์
ดูหนังช่วงแรกผมจะรู้สึกเลยว่า “เศร้าซึม” นี่ม้นตัวปัญหาชัดๆ คนเค้ากำลังมีความสุขอยู่ดีๆ แต่เศร้าซึมเข้ามาทำให้เรื่องราวป่วนไปหมด แต่ยิ่งหนังดำเนินไป เราก็จะยิ่งเห็นความสำคัญของเศร้าซึมความมากขึ้นเรื่อยๆ และหนังเรื่องนี้จะจบแบบ Happy Ending ไม่ได้เลยถ้าลั้นลาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเศร้าซึม

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชังกับอารมณ์ใด เพราะทุกตัวมีหน้าที่ของมันและหากขาดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไป ชีวิตก็คงขาดรสชาติ

—–

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ ครับ และดีวีดีออกมาผมคงซื้อมาเก็บไว้ค่อนข้างแน่ (ถ้ามัน spark joy หรือทำให้ลันล้าน่ะนะ)

—–

* มารู้จากการอ่านใน Pantip วันนี้ว่าพากษ์ไทยก็ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ เช่นกัน http://pantip.com/topic/34044704

ขอบคุณภาพจาก Flickr 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่