ได้ออกทีวีเพราะ KonMari

20150823_TVKonMari

เมื่อวานนี้ผมไปออกรายการทีวีมาครับ!

ชื่อรายการ Home Room ช่อง TPBS ออกอากาศตอน 18.30 – 19.30 ทุกเย็นวันเสาร์ครับ

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม คุณวรรณซึ่งเป็นทีมงานรายการโฮมรูมทักมาทาง Inbox ของเพจ Anontawong’s Musings อยากจะเชิญมาออกรายการเพื่อพูดคุยเรื่องวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari

บล็อกเรื่อง KonMari ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเป็นบทความที่ผมใช้พลังในการเขียนเยอะที่สุดตอนหนึ่ง (พอๆ กับเรื่องแต่งงานและเรื่องลดน้ำหนัก) และเป็นตอนที่มีคนแชร์ต่อถึง 32,000 ครั้ง จำนวนแชร์เป็นรองแค่เรื่องความเคารพของคุณโอปอล์ที่มีคนแชร์เจ็ดหมื่นครั้ง

พอเขาติดต่อมาอยากจะให้ไปคุยเรื่องนี้ผมเลยตอบตกลงทันที เพราะผมเชื่อจริงๆ ว่ามันเป็นแนวคิดที่จะมีประโยชน์มากๆ

จากนั้นคุณวรรณก็โทร.มาคุยกับผม ไอเดียแรกคือเขาอยากจะมาถ่ายที่บ้านด้วย แต่ผมออกตัวว่าไม่สะดวกเพราะหนึ่ง กำลังจะย้ายบ้าน ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านจึงรกผิดปกติ (เนื่องจากขนชั้นและอะไรต่อมิอะไรไปบริจาคเกือบหมดแล้ว) และสองคือไม่มีคนที่จะมาคอยเปิดบ้านให้ทีมงานเข้ามาถ่าย

สุดท้ายจึงสรุปกันว่าจะหาตู้เสื้อผ้า กล่อง และเสื้อผ้ามาพับให้ดูกันสดๆ ในสตูดิโอเลย

—–

พอถึงวันเสาร์ (เมื่อวานนี้) ผม แม่ ภรรยา และพี่เขย ก็เดินทางไปยังสถานี Thai PBS ซึ่งอยู่ติดกับสโมรสรตำรวจบนถนนวิภาวดี-รังสิต

ไปถึงตอน 17.15 คุณวรรณก็เดินออกมารับและพาไปห้องรับแขก จากนั้นก็บรี๊ฟให้ฟังว่า รายการเริ่มตอนหกโมงครึ่ง แต่ช่วงของผมจะเป็นเบรคสอง ประมาณ 18.50 และบอกให้ผมฟังว่าพิธีกรจะถามคำถามประมาณไหน เช่น KonMari คืออะไร ถ้ามีเสื้อผ้ายังไม่ได้ใส่เลยจะทำยังไง สามารถใช้วิธีนี้ได้ทุกคนรึเปล่า ฯลฯ

พิธีกรสามท่านในวันนี้คือ พี่แอ๊ดไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย,  คุณโบว์ลิ่ง ปริศนา กัมพูสิริ และ คุณท๊อป ทศพล หมายสุข

ผมถามคุณวรรณว่าจะมีโอกาสได้ซักซ้อมคิวกับพิธีกรรึเปล่า คุณวรรณบอกว่าไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวไปคุยกันสดๆ ในรายการเลย (เพื่อความเป็นธรรมชาติสินะ!)

จากนั้นคุณวรรณก็ขอยืมหนังสือ The Life Changing Magic of Tidying และ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ที่ผมติดมาด้วย เพื่อจะเอาไปเตรียมไว้โชว์ในรายการ

—-

ระหว่างนั่งรอเวลา พี่แอ๊ดที่เพิ่งแต่งหน้าเสร็จเดินเข้ามาที่ห้อง ตอนแรกนึกว่าเขาจะเข้ามาทักผม แต่ดูเหมือนเขาจะมองหาใครซักคนมากกว่า พอไม่เจอก็เลยเดินกลับออกไป สงสัยเค้าอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำแฮะว่าผมเป็นแขกรับเชิญ (เพราะคงไม่เคยเห็นหน้า)

จากนั้นช่างก็มาตามไปแต่งหน้าทำผม ตอนแต่งหน้าใช้เวลาแค่ 5 นาทีคือประแป้ง เติมคิ้ว (ผมคิ้วขาด) และทาลิปสติกบางๆ ให้ แต่ตอนทำผมใช้เวลาสิบกว่านาที ดูช่างทำผมจะหนักใจพอสมควรเพราะจัดยังไงก็ไม่ยอมเข้าทรง ซึ่งเป็นเรื่องที่เพื่อนกับแฟนผมบ่นมานานแล้วว่าผมของผมจัดทรงยากมาก ดังนั้น ถ้าเห็นในรายการผมหัวยุ่ง ขอบอกว่าช่างทำดีที่สุดแล้วนะครับ!

แต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จเรียบร้อย เดินกลับมาที่ห้องรับรองก็เห็น “ผู้ติดตาม” ทั้งสามคนกำลังกิน cracker ที่ติดรถกันมาอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อประทังหิว ผมเลยให้แฟนป้อนให้กินมั่ง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ลิปสติกเลอะเทอะ (นึกนับถือผู้หญิงขึ้นมาเลย)

18.25 เจ้าหน้าที่มาตามให้เข้าไปในสตูดิโอ จุดที่ผมไปนั่งรออยู่ตรงหลังห้อง ห่างจากเวทีที่พิธีกรนั่งอยู่ประมาณ 15 เมตร อีกไม่กี่นาทีรายการจะเริ่ม พิธีกรนั่งอยู่ที่เก้าอี้กันครบแล้ว และทุกคนกำลังก้มดูมือถือกันอยู่! (ส่วนสคริปต์ถืออยู่อีกมือหนึ่ง) แสดงให้เห็นว่าชิลล์กันสุดๆ

แล้วพี่คนหนึ่งในห้องส่งก็ตะโกนบอกว่ากำลังจะตัดเข้ารายการแล้ว พิธีกรทุกคนเก็บมือถือ หันหน้าขึ้นมองกล้อง ดนตรีมา และยกมือไหว้ทักทายแขกเข้ารายการกันอย่างพร้อมเพรียง

พอรายการเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ผมก็ชักจะเริ่มตื่นเต้นแฮะ เลยต้องลุกเดินไปเดินมาเพื่อให้พลังงานมันผ่องถ่ายไปทางอื่นบ้าง

เมื่อพิธีกรพูดทักทายเสร็จแล้ว พี่แอ๊ดกับคุณโบว์ลิ่งก็เดินไปที่ฉากข้างๆ เพื่อคุยกับเชฟบุ๊ค บุญสมิทธิ์ที่มาสาธิตวิธีการทำแกงอ่อมบุก (ครับ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน) ส่วนคุณท๊อปที่ยังไม่ต้องเข้าฉาก ก็เดินลงมาจากเวที พอเดินผ่านจุดที่ครอบครัวผมนั่งอยู่ คุณท๊อปก็ยกมือไหว้ทุกคนเลย

(ดาราอีกคนที่นอบน้อมมากคือคุณเป้ อารักษ์วงเสลอที่ชอบไปเล่นปีนเขาที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่งแถวทองหล่อ เจอพี่พนักงานทุกคนเข้าไหว้หมดเลย)

ทำอาหารกันอยู่ประมาณเกือบยี่สิบนาทีก็เป็นอันจบเบรคแรก อยากบอกว่ากลิ่นแกงอ่อมบุกหอมมาก ผมนั่งอยู่ห่างจากเวทีราว 20 เมตรยังได้กลิ่นจนอยากลองชิม

พอจะเข้าเบรคสอง เจ้าหน้าที่ก็ให้ผมไปยืนรอด้านข้างเพื่อที่จะเดินขึ้นเวทีตรงมุมเวที ผมยังคิดเล่นๆ เลยว่าถ้าเข้าฉากแล้วเกิดสะดุดบันไดล้มนี่คงฮาน่าดู

พอพิธีกรแนะนำชื่อผมเสร็จ ก็เดินขึ้นเวทีด้วยความระมัดระวัง เข้ามาถึงพี่แอ๊ดก็บอกให้แนะนำตัวเลยว่าทำอะไรอยู่ ผมก็บอกไปว่าตอนนี้ทำงานสื่อสารองค์กรที่ทอมสันรอยเตอร์ บริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์รายใหญ่เจ้าหนึ่งในเมืองไทยนะ เสร็จแล้วพี่แอ๊ดก็ถามต่อเลยว่า KonMari คืออะไร

(จริงๆ มาคิดได้ทีหลังว่าเขาน่าจะถามซักนิดว่าทำงานสื่อสารองค์กรแล้วมาพูดเรื่องการจัดบ้านได้ยังไง พอเค้าไม่ถามผมก็เลยอดโปรโมตบล็อกตัวเองเลย)

จากนั้นทุกๆ อย่างก็เป็นไปตามครรลอง

เรื่องหนึ่งที่ประทับใจพิธีกรคือความเป็นธรรมชาติของทั้งสามคน อย่างตอนที่ทีมงานผิดคิวเล็กน้อยเอาวีดีโอพับผ้าเร็วหนึ่งวินาทีขึ้นมาโชว์แทนที่จะเป็นการพับเสื้อแขนยาวแบบคอนมาริ คุณโบว์ลิ่งก็ดูแล้วทำตามได้เลย (เธอบอกด้วยว่าไม่เคยดูมาก่อน) หรือตอนพับถุงเท้า พี่แอ๊ดก็พับตามแล้ววางตั้งไว้บนโต๊ะให้ทีมงานได้ซูมกล้องให้ดูกันจะจะ ส่วนคุณท๊อปก็มีการช่วยสรุปประเด็นได้ตรงเป้า แสดงถึงความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว

—–

มีคำถามหนึ่งที่พี่แอ๊ดถามแล้วผมรู้สึกว่าตอบได้ไม่ดี

คือเขาถามว่า การปฏิบัติกับของทุกชิ้นราวกับว่ามันมีชีวิตนี่มันช่วยสร้างความแตกต่างยังไง

ผมคิดว่าที่เขาถามอย่างนี้เพราะคุณผู้ชมหลายคนอาจจะมองว่าการจินตนาการว่าของทุกชิ้นนั้นมีชีวิตนั้น ถ้าพูดกันแบบไม่เกรงใจก็เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก

ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้

เพราะในหนังสือก็ไม่ได้ตอบตรงๆ ว่าทำไมเราควรปฏิบัติราวกับของทุกชิ้นมีชีวิต

แต่ “สาร” หนึ่งที่ส่งออกมาจากหนังสือก็คือ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งของเป็นสิ่งมีชีวิต คุณจะหาคำตอบได้ไม่ยากว่าคุณควรจะปฏิบัติกับข้าวของคุณยังไง

อย่างเสื้อผ้าที่เราคัดทิ้ง เราไม่ใช่แค่จับมันโยนลงถุงเฉยๆ แต่เราควรจะขอบคุณมันด้วยที่เคยดูแลกันมาก (ประเด็นนี้ผมเลยพูดไปเสียสนิท ทั้งๆ ที่มันสำคัญมากๆ)

หรืออย่างคุณมาริเอะบอกว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่ให้พับเก็บ แต่ถ้าตัวไหนดูน่าจะแฮปปี้กว่าถ้าโดนแขวน ก็จงแขวนมันซะ (อย่างพวกเสื้อโค้ทหรือเสื้อสูทเป็นต้น)

แถมคุณมาริเอะย้งบอกอีกว่า ที่เก็บของในบ้านมีมากเกินพอ ถ้าเราคัดของของเราเรียบร้อยแล้ว และลอง “ถาม” ข้าวของของเราดีๆ ว่ามันควรจะอยู่ตรงไหน เราจะรู้คำตอบเอง

สิ่งที่คุณมาริเอะอาจไม่ได้เขียนในหนังสือ แต่ผมคิดเอาเองก็คือ ถ้าคุณปฏิบัติต่อข้าวของซึ่งไม่มีชีวิตด้วยความเคารพ คุณก็จะปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ด้วยความเคารพเช่นกัน และเมื่อเราใช้ชีวิตด้วยการให้เกียรติคน สัตว์ สิ่งของเป็นสรณะแล้ว เราก็ย่อมจะมีชีวิตที่เจริญยิ่งขึ้น

—–

อีกประเด็นหนึ่งที่คุณท๊อปหันมาคุยด้วยตอนจบรายการก็คือ ความยากของ KonMari อยู่ที่การเก็บนี่แหละ เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะกว่าปกติ แถมคนกรุงเทพก็ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ถึงบ้านแล้วก็อยากจะพัก ดังนั้นการจะใช้วิธีนี้ได้ คงต้องจัดเวลาว่างเพื่อมานั่งเก็บผ้ากันทุกสัปดาห์

พอดีคุณท๊อปคงไม่เคยอ่านบล็อก anontawong.com ไม่อย่างนั้นผมจะบอกให้เขาลองไปอ่านตอน จะรีบไปไหน

การที่เรารู้สึกว่าไม่มีเวลามานั่งจัดบ้านหรือพับผ้า ก็เพราะว่าเรามองว่ามันเป็น “งาน” (chore)

แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็น “กิจกรรมผ่อนคลาย” หรือ “งานอดิเรก” ไม่ต่างจากการเล่น Facebook หรือเล่น LINE เราจะมีความรู้สึกต่อการพับผ้าที่เปลี่ยนไป

ผมว่าการนั่งพับผ้านี่คือวิธีง่ายๆ ที่จะมี Slow Life โดยไม่ต้องเปลืองตังค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารู้ว่า การพับผ้าพวกนี้จะนำพาความสุขมาให้เราทุกครั้งที่จะหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใช้

กาารพับผ้าจะกลายเป็นช่วงเวลาของการได้อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องจ้องจอแสงจ้าให้ปวดตา

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราสามารถมีความสุขแม้กระทั่งกับการพับผ้าได้ เราก็น่าจะมีความสุขกับเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน

——

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณคุณวรรณ และทีมงานรายการ Home Room ทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสผมได้มาออกรายการนี้นะครับ

และต้องขอโทษจริงๆ ที่ผมยังพูดเร็วและ”พูดหวัด” อยู่มาก ทั้งๆ ที่ที่บ้านก็กำชับแล้วกำชับอีก

ทั้งนี้เพราะผมเป็นคนพูดเร็วอยู่แล้ว และชั่วโมงบินเรื่องการพูดคุยออกสื่อยังต่ำมาก

สงสัยทางเดียวที่จะแก้ได้คือต้องเชิญผมไปออกรายการทีวีบ่อยๆ แล้วล่ะครับ!

—–

ขอบคุณภาพจาก Youtube ช่อง Thai PBS รายการ Home Room

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเคยชินทำให้คนตาบอด

20150822_Blind
ธรรมดาเวลาผมขับรถไปทำงาน ผมจะขึ้นทางด่วนตรงแยกคลองตันแล้วไปลงตรงพระราม 4

แต่เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เปิด Google Maps แล้วเห็นว่าถ้าขึ้นทางด่วนตรงมอเตอร์เวย์จะไปถึงเร็วกว่า ก็เลยลองดู

ปรากฎว่าคิดผิดถนัด รถเยอะตั้งแต่ริมมอเตอร์เวย์แล้ว แถมก่อนจะถึงด่านจ่ายเงินด่านแรก (25 บาท) รถก็ติดยาวเป็นกิโลเมตร ต้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป

อีกประมาณ 100 เมตรก่อนถึงด่าน จึงถึงบางอ้อว่าทำไมรถติดขนาดนี้

ด่านนี้มีเลน Easy Pass อยู่ไม่ต่ำกว่า 4 เลน แต่แทบไม่มีใครใช้เลย ขณะที่เลนจ่ายเงินสดคิวยาวมาก และรถที่ทะลักออกมาจากคิวที่ยาวๆ นี่แหละที่ทำให้รถติดเป็นกิโล ทั้งๆ ที่ถ้ามีรถใช้ Easy Pass ซักครึ่งนึง ด่านนี้รถจะไม่ติดเลย*

ผมเองใช้ Easy Pass มาปีกว่าๆ แล้ว และรู้สึกว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องมาคอยเตรียมเงิน ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะทอนผิด และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องมาเข้าคิว

โอเคล่ะ การจะมี Easy Pass เราต้องจ่ายเป็นเงินก้อน แถมบางทีก็มีปัญหาเครื่องไม่อ่านบัตร แต่สำหรับผม คุณค่าที่ได้จากบัตร Easy Pass ก็ยังมีน้ำหนักกว่าการจ่ายค่าทางด่วนด้วยวิธีเดิมอยู่ดี

ผมเลยเดาว่า ที่คนไม่ยอมใช้ EasyPass เป็นเพราะ “ความเคยชิน” มากกว่าเหตุผลอื่นๆ

ยอมเจอปัญหาเดิมๆ (เข้าคิวนานๆ) มากกว่าจะลองระบบใหม่ๆ ที่อาจต้องเจอปัญหาที่ไม่คุ้นเคย

—–

ไปส่งแฟนถึงออฟฟิศ ผมก็อาสาไปซื้ออาหารเช้าที่โอปองแปงให้แฟนและตัวเอง จ่ายเงินเสร็จ ได้ของกินเรียบร้อยแล้ว พอเดินออกจากร้านจึงเพิ่งเหลือบไปป้ายโฆษณาว่า “ใช้บัตร Rabbit ลด 10%”

ผมเองก็ใช้บัตร Rabbit ขึ้นรถไฟฟ้าอยู่ประจำ แต่ไม่เคยคิดจะใช้บัตร Rabbit ซื้อของเลย

แล้วผมก็คิดได้ว่า เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังนึกตำหนิ “คนอื่น” อยู่หยกๆ ว่าเป็นทาสของความเคยชินจนมองไม่เห็นประโยชน์ของ EasyPass

ตอนนี้รู้แล้วว่า ผมเองก็ไม่ต่างกัน ที่เคยชินกับการซื้อของด้วยเงินสด จนลืมอ่านป้ายโฆษณาตัวเป้งของ Rabbit

—–

ออกจากออฟฟิศแฟนมา ปั่นจักรยานปันปั่นมาจอดที่สถานีสาทรมาร์ทแล้ว ผมก็เดินลัดเข้าทางด้านหลังตึกสิริสาทร ตอนที่เดินไปถึงด้านหน้าตึกก็เผอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งลงมอเตอร์ไซค์มาแล้วหยุดไหว้ตรงแท่นสีดำที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าสิริสาทร

ผมงงว่าเขาไหว้อะไร พอเดินไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าแท่นนี้มีตุ๊กตาคนใส่ชุดไทยร่ายรำและตุ๊กตาสัตว์บริวารอื่นๆ อีกร่วมร้อย เดาเอาว่าอารมณ์คงคล้ายๆ ศาลตายาย

ในหนึ่งปีที่ใช้เส้นทางนี้ ผมเดินผ่านแท่นสีดำนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้ว่ามันเป็นศาลที่คนจะมากราบไหว้

นี่เป็นอีกครั้งที่ผม “ตาบอด” เพราะความเคยชิน

—–

เมื่อเจอสามสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันภายในหนึ่งวัน ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เราน่าจะยังมองอะไรไม่เห็นอีกเยอะเลยนะ” เพราะความเคยชินได้บดบังสิ่งของและคุณค่าต่างๆ จนเราไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

เชื่อว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (ส่วนจะรู้ตัวหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง)

ผมยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร ตอนนี้จึงได้แต่ระลึกไว้ว่า “ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรามอง แต่ยังไม่เห็น”

จากนี้ไปจะได้ไม่มั่นใจอะไรจนเกินงาม

—–

* อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติดตรงด่าน 25 บาท ก็คือการควบคุมรถของตำรวจจราจรที่ต้องคอยสับหว่างระหว่างรถที่วิ่งมาจากมอเตอร์เวย์และรถที่วิ่งมาจากรามอินทรา แต่นี่เป็น “รถติด” ที่เกิดโดยเจตนาที่จะจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัย ไม่ใช่รถติดที่เกิดจากปริมาณรถเยอะเกินไป

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังพอใจกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน

20150821_SalariedMan

วันนี้มีเรื่องจาก Quora.com มาแชร์นะครับ

(ใครยังไม่เคยใช้ Quora ขอแนะนำครับ มันเป็น Social Network ที่เราสามารถอ่านคำตอบจากคนเจ๋งๆ เต็มไปหมดเลย)

ต้องออกตัวก่อนว่า คนถามและคนตอบคำถามที่ผมเอามาเล่าให้ฟังนี้น่าจะอยู่ในอเมริกา ด้งนั้นเนื้อหาบางส่วนอาจจะใช้ไม่ได้กับคนไทย แต่ประเด็นของมันก็ยังชัดเจนมากอยู่ดี

ผมคงไม่แปลทุกตัวอักษร แต่จะขอถอดความมาให้อ่านแทนนะครับ

คำถามคือ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงพอใจกับการเป็นพนักงานกินเงินเดือนประจำ ทำไมถึงไม่มีคนที่อยากรวยมากกว่านี้หรือริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกมากกว่านี้

(Why are so many people content with just earning a salary and working 9-6 their entire adult life? Why don’t more people want to get rich OR try to make a bigger impact that can change the world?)

และนี่คือคำตอบจากคุณ Jennifer Dowdy ครับ

—–

ฉันคิดว่าฉันเป็นคนที่รวยมากๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

ถ้าฉันอยากดื่มน้ำสะอาด ก็เพียงแค่เดินไปในครัวแล้วเปิดก๊อก น้ำที่ไหลออกมานี่เร็วเกินกว่าที่ฉันจะดื่มทันซะอีก แถมราคามันยังถูกเอามากๆ จนฉันไม่เคยต้องกังวลเลยว่าฉันดื่มน้ำเยอะเกินไปรึเปล่า

ถ้าฉันอยากจะหาของกิน ก็เพียงเปิดตู้เย็นดู ถ้าไม่มีอะไรในตู้ ก็แค่เดินหรือขับรถออกไปซื้อ โดยมั่นใจได้เลยว่าจะหาอาหารได้แน่ๆ

เพียงเดินเข้าไปในลานจอดรถแล้วก้มมองที่พื้นดีๆ ฉันก็น่าจะเจอเศษเหรียญมากพอที่จะซื้อข้าวมื้อหนึ่งได้เลย แต่ฉันก็ไม่เคยทำแบบนั้นหรอกนะ เพราะฉันไม่เคยลำบากถึงขนาดต้องมาเดินหาเศษเงิน

ถ้าฉันเกิดเบื่อขึ้นมา ก็แค่กดปุ่มบนกล่องอิเลคโทรนิคส์สองสามที วีดีโอน้องแมวก็โผล่ขึ้นมาให้ดูกันไม่หวาดไม่ไหว ออกจะเป็นเรื่องน่าอายด้วยซ้ำที่ฉันพกกล่องนั้นไว้ในกระเป๋าถือด้วย ส่วนใหญ่มันมีไว้เพื่อความบันเทิง แต่ฉันสามารถใช้มันคุยกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหนก็ตาม

รอบเมืองของฉันมีห้องสมุดฟรีหลายแห่ง แถมใกล้บ้านยังมีสระว่ายน้ำและสวนธารณะที่ไม่ต้องจ่ายเงินอีกต่างหาก ด้วยค่าแรงขั้นต่ำเพียงวันเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะไปเที่ยวสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ดูละครเวที หรือเข้าคลาสเรียนวาดรูป

ถ้าฉันหิวแล้วขี้เกียจทำอาหารเอง ก็มีร้านมากมายที่พร้อมจะทำอาหารให้ฉันกิน สิ่งที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี อาหารพวกนี้ราคามักจะไม่เกินรายได้จากการทำงานสองสามชั่วโมง (แถมกินเหลือแล้วยังห่อกลับบ้านได้ด้วย) ฉันแค่นั่งลง แล้วทุกอย่างก็จะมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ แถมยังมีคนคอยแวะเวียนมาเติมน้ำให้เรื่อยๆ ราวกับว่าฉันเป็นราชินีอย่างนั้นแหละ

ในหลายประเทศ ค่าแรงวันละสองเหรียญถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพึงพอใจ แต่สำหรับในอเมริกา เงินสองเหรียญคือทิปที่เราให้เวลาทานข้าวที่ร้านพวกนี้

ถ้าระหว่างที่ฉันรีบแล้วเกิดหิวขึ้นมา ฉันยังสามารถสั่งให้คนเอาอาหารมาส่งถึงในรถ แถมราคาอาหารพวกนี้ก็ถูกกว่าค่าแรงหนึ่งชั่วโมงเสียอีก!

นี่คือไลฟ์สไตล์ที่คนทำงานประจำทุกคนมีได้ ฉันเลยนึกไม่ออกจริงจริงว่าการมีเงินมากกว่านี้มันจะทำให้ฉันมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ยังไง

เพิ่มเติม: ถ้าอ่านคำตอบนี้แล้วคุณรู้สึกดีก็ช่วยฟังคำแนะนำของฉันหน่อย – หากคุณเป็นชนชั้นกลางในประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณก็น่าจะมีเงินประมาณหนึ่งเลยล่ะ หลังจากที่ใช้เงินในเรื่องที่จำเป็นแล้ว คุณควรจะออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน ออมเงินสำหรับวัยเกษียณ และบริจาคเพื่อการกุศล ฉันคิดว่าการออมเงิน ลงทุน และให้ทานเป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียว

—–

ที่เอาเรื่องนี้มาแชร์ไม่ใช่เพราะว่าผมเชียร์ให้ทุกคนเป็นพนักงานประจำนะครับ

เพียงแต่อยากช่วยเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นมันไม่ได้แย่ขนาดที่ใครหลายคนวาดภาพให้มันเป็นหรอก

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณคำถามและคำตอบจาก Quora.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แกะกับดอกไม้

20150820_Stupidity

The difference between stupidity and genius is that genius has its limits.

ความแตกต่างระหว่างความงี่เง่ากับอัจฉริยภาพก็คือ อัจริยภาพนั้นมีขีดจำกัด

– Albert Einstein

—–

เหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ผ่านไปสามวันแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังคอยมากวนใจผมอยู่เรื่อยๆ

จากข้อมูลล่าสุด คนลงมือเหมือนจะเป็นชาวต่างชาติที่สะพายเป้เข้ามาที่จุดเกิดเหตุ วางเป้ (ที่น่าจะมีระเบิด) ไว้ตรงรั้ว ทำทีเป็นถ่ายรูปศาลพระพรหม และเดินออกมาจากจุดนั้นโดยที่ไม่ได้เอาเป้ไปด้วย

วันนี้ในไลน์มีคนแชร์เอกสารรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งแสดงให้เห็นเส้นทางของชายคนนี้ตั้งแต่ตอนลงจากรถตุ๊กๆ จนถึงตอนที่นั่งมอเตอร์ไซค์มาถึงศาลาแดง

ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

—–

ถ้าคนๆ นี้เป็นคนลงมือจริง (จะโดยมีใครจ้างมาหรือไม่ก็ตาม) ผมก็อยากรู้จริงๆ ว่าเขารู้ตัวรึเปล่าว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมันร้ายแรงแค่ไหน?

ผมกำลังกังวลว่า เขาอาจจะคิดด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาทำไปมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

ซึ่งมันก็ทำให้ผมนึกถึงตอนหนึ่งของวรรณกรรมอมตะอย่างเจ้าชายน้อย

ผมขออนุญาตคัดลอกมาจาก คุณ TrueLoveMe แห่ง DiaryClub นะครับ:

—–
วันที่ห้า …

เพราะเรื่องแกะอีกแล้วที่ทำให้ผมล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับตัวเจ้าชายน้อย

เขาถามโดยไม่ทันให้ผมตั้งตัวราวกับเป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจมานาน

” เมื่อแกะกินพุ่มไม้แล้ว เขาจะกินดอกไม้ด้วยหรือเปล่า ”

” แกะจะกินทุกอย่างนั่นแหละ ”

” รวมทั้งดอกไม้ที่มีหนามด้วยหรือ ”

” ใช่ รวมทั้งดอกไม้ที่มีหนามด้วย ”

” ถ้าอย่างนั้นหนามจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ”

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมกำลังวุ่นวายมากกับการพยายามถอดเกลียวที่ติดแน่นเกินไปในเครื่องยนต์ ผมเริ่มจะกังวลอย่างจริงจัง เพราะการเสียของเครื่องยนต์กำลังกลายเป็นเรื่องหนักหนา และการจะหมดลงของน้ำดืมก็เป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นอยู่มาก

” ดอกไม้มีหนามไว้ทำไม ”

เจ้าชายน้อยไม่เคยยอมยุติคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาเลย

ผมกำลังหงุดหงิดกับเจ้าเกลียวนั่น ก็เลยตอบส่งๆ ไปว่า

” หนามน่ะ ไม่ได้มีไว้ทำไมหรอก มันเป็นความชั่วร้ายของพวกดอกไม้มากกว่า ”

” โอ … ” หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า

” ผมไม่เชื่อคุณหรอก ดอกไม้น่ะอ่อนแอมาก เธอไม่มีพิษสงอะไรเลย เธอต้องป้องกันตัวเองเท่าที่สามารถทำได้ และเธอก็คิดว่าเธอดูน่ากลัวแล้ว กับแค่การมีหนามไว้ป้องกันตัว … ”

ผมไม่พูดอะไร เพราะกำลังนึกในใจว่า ถ้าแกยังเกเรอยู่ละก็ เจ้าเกลียวเอ๋ย ฉันจะทุบแกด้วยค้อนนี่แหละ คอยดูสิ แต่เจ้าชายน้อยก็กวนอีก

” แล้วคุณคิดว่าดอกไม้ … ”

” ไม่หรอก ฉันไม่คิดอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันกำลังยุ่งอยู่นะ กับงานที่ต้องเอาจริงเอาจังมากด้วย”

เขายืนมองอย่างงุนงง

” งานที่ต้องเอาจริงเอาจัง ”

เขามองผมกับค้อนในมือ มองนิ้วมือเปรอะคราบน้ำมัน และการก้มหน้าก้มตาสาละวันกับเจ้าสิ่งที่เขาเห็นว่าน่าเกลียด

” คุณพูดเหมือนพวกผู้ใหญ่ ”

ผมเริ่มรู้สึกละอายใจ แต่เขาก็พูดอย่างสุภาพว่า

” คุณแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร คุณกำลังสับสนมากนะ ”

ท่าทางเขาค่อยข้างจะฉุนเฉียว เขาสะบัดผมสีทองไปตามลม

” ผมรู้จักดวงดาวหนึ่งที่นายแดงอาศัยอยู่ เขาไม่เคยเชยชมดอกไม้ ไม่เคยแหงนมองดวงดาว เขาไม่เคยรักใคร ไม่เคยทำอะไรนอกจากนั่งคิดเลข แล้วตลอดทั้งวันก็เฝ้าพูดซ้ำซากว่า ‘ฉันเป็นคนเอาจริงเอาจัง ฉันเป็นคนเคร่งเครียด’ นั่นทำให้ตัวเขาพองด้วยความหยิ่งจองหอง แต่เขาไม่ใช่คนหรอก เขาเป็นเห็ด ”

” เป็นอะไรนะ ”

” เป็นเห็ดน่ะสิ ”

เจ้าชายน้อยโกรธจนหน้าซีดเผือด

” เป็นเวลาหลายล้านปี ที่ดอกไม้ได้สร้างหนามออกมา และก็หลายล้านปีเหมือนกันที่แกะกินดอกไม้เข้าไป มันไม่ใช่เรื่องที่น่าเอาจริงเอาจังหรอกหรือ กับการค้นหาว่าดอกไม้สร้างหนามเหล่านั้นออกมาทำไม

สงครามระหว่างแกะกับดอกไม้ไม่มีความสำคัญเลยหรือ

มันไม่ใช่เรื่องน่าขบคิดมากกว่าพวกตัวเลขของนายแดงอ้วนนั่นเลยใช่ไหม

และถ้าผมรู้จักดอกไม้สักดอกที่มีเพียงดอกเดียวบนดาวของผมเท่านั้น

แล้วก็มีแกะน้อยตัวหนึ่งสังหารดอกไม้ โดยไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปนี่ ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกหรือ ”

—–

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ดอกไม้ถูกกิน

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่าที่แกะตัวนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันทำอะไรลงไป

วันจันทร์ที่ผ่านมา แกะตัวหนึ่งกินดอกไม้ไปหลายดอก

ความงี่เง่าของมนุษย์ไม่มีขอบเขตจริงๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ขอบคุณเนื้อความเจ้าชายน้อยจาก TrueLoveMe Diary Club

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำเป็นยุ่ง

20150819_Busy

Being busy is most often used as a guise for avoiding the few critically important but uncomfortable actions.

คนเราชอบทำตัวยุ่งเพื่อจะได้ไม่ต้องทำเรื่องที่สำคัญจริงๆ

– Tim Ferriss

—–

เคยเจอหัวหน้าหรือผู้บริหารที่ทำตัวยุ่งตลอดเวลามั้ยครับ?

อยู่ดึกเป็นประจำ
สั่งงานนาทีสุดท้าย
เราส่งเมล์ไปแล้วก็ไม่อ่าน
อยู่ในห้องประชุมก็แชทกับคนอื่น
จะนัดคุยเพื่อแก้ปัญหาก็หลีกเลี่ยง อ้างว่ายุ่ง

จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า วันๆ หนึ่งเขาเอาเวลาไปลงกับอะไรบ้าง

การจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ ผมว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยสี่ข้อ

มีเป้าหมายที่ชัดเจนให้คนในทีม
ระบุให้ได้ว่ามีงานชิ้นไหนบ้างที่จะช่วยพาไปสู่เป้าหมายนั้น
เลือกทำงานที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้
แจกจ่ายงานที่เหลือให้กับคนที่เหมาะสม

หัวหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพจะทำตรงกันข้ามหมดเลย

เป้าหมายไม่ชัด หรือถ้าชัดก็ชัดอยู่คนเดียว
ปฏิเสธงานไม่เป็น เห็นอันไหนท่าจะดีก็ทำหมด
ใช้เวลาไปกับงานที่ไม่ได้สำคัญนัก (แต่ง่าย) ส่วนงานยากๆ ก็ผัดไปเรื่อยๆ
ใช้คนไม่ถูกกับงาน

ใครเป็นลูกน้อง ผ่านมาเห็นบทความนี้อาจกดไลค์

แต่ถ้าลูกน้องอย่างคุณอยากเติบโตเป็นหัวหน้าที่ดี ก็ควรจะเริ่มสร้างคุณสมบัติทั้งสี่ข้อที่ว่าตั้งแต่วันนี้

เพราะดูวี่แววแล้ว โลกจะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ มีทางเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสติและความอดทนของคนเราที่น้อยลงเรื่อยๆ

ถ้าเราไม่รู้จักใช้ชีวิตให้ช้าลง และคัดกรองสิ่งที่เราจะทำเสียบ้าง

ก็มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ที่คุณจะวิ่งวุ่นทั้งวัน

เพียงเพื่อจะรู้สึกผิดนิดๆ ตอนทิ้งตัวลงนอน

ว่าวันนี้คุณยังไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเลย

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่