มีคนพาไปหาหมอรึยัง?

20150817_WhoWillTakeYouToTheDoctor

“ดนตรีพาสิ่งที่มีค่ากว่าตัวชื่อเสียง เงินทอง มาให้เรา คือการได้รู้จักใครหลายคนในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะพาเข้ามาในชีวิตเราได้

คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ลำบากนี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วยใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ ผมก็ไม่เอา

มีเงินพอใช้ อยากกินอะไรก็ได้กิน ได้เดินทาง มีพี่ๆ อยู่ใกล้ๆ รู้ใจ เจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เตะฟุตบอล กินข้าวกัน มีความสุขจะตาย ไม่ต้องโดดเดี่ยว”

อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้แสลม) a day เล่มที่ 166

—–

สองวันมานี้แม่กับแฟนสั่งให้ผมพกกระติกน้ำร้อนมาไว้ที่โต๊ะทำงาน ผมจะได้มีน้ำอุ่นจิบตลอดวัน

สาเหตุมาจากมีผู้ใหญ่ที่ผมนับถือทักว่า ช่วงนี้ผมจะตกเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องไตกับเรื่องตา

ซึ่งก็สอดคล้องกับความรู้สึกตั้งแต่ต้นปี ที่พออ่านหนังสือแล้วบางครั้งตัวหน้งสือมันไม่ค่อยโฟกัสเท่าไหร่

เดือนที่แล้วผมไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอดูค่าเลือดแล้วก็บอกว่า indicator บางอย่างสูงผิดปกติไปหน่อย แนะนำว่าควรจะไปตรวจไต แต่ตอนนั้นผมคิดว่าคงไม่เป็นอะไร

จนมีคนมาทักอีกครั้งนี่แหละ เลยต้องเอาจริงเอาจังหน่อย

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า ในฐานะสัตว์สังคม เราทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีรึยัง?

ผมว่าตัวชี้วัดที่ดีอยู่ในประโยคนี้ของพี่ตูน

“เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วย ใครจะพาเราไปหาหมอ”

“หาหมอ” ในที่นี้อาจจะไม่ใช่เพียงขับรถพาเราไปโรงพยาบาลเท่านั้น แต่หมายถึงพร้อมจะมานอนเฝ้าเรา ทำข้าวต้มให้กิน และคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวเราด้วย

พออ่านประโยคนี้ ผมก็รู้สึกอุ่นใจที่รู้แล้วว่ามีสองคนแน่ๆ ที่ยินดีจะพาเราไปหาหมอ

แล้วคุณล่ะ คิดถึงใครบ้าง?

นอกจากจะช่วยบอกว่า เรามีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบตัวหรือเปล่า ประโยคนี้ยังเตือนสติเราด้วยว่า ใครคือคนที่เราควรใส่ใจ

ทุกวันนี้ เราใช้เวลามากมายกับที่ทำงาน กับการปกป้องความคิดเห็นทางการเมือง และกับการสะสมยอดไลค์บนเฟซบุ๊ค

แต่หัวหน้าไม่ได้พาเราไปหาหมอ
นักการเมืองที่เราปกป้องก็ไม่มีวันพาเราไปหาหมอ
และคนกดไลค์นับพันนับหมื่นเหล่านั้นก็คงไม่มีใครพาเราไปหาหมอเช่นกัน

—–

สำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด อาจจะเริ่มรู้สึกกดดันนิดๆ ว่า “ฉัน/กู ยังไม่มีใครพาไปหาหมอเลย”

ไม่ต้องเครียดนะครับ

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีใคร ก็แสดงว่าที่ผ่านมาคุณอาจจะสบายใจกับการอยู่ตัวคนเดียวมากกว่า

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

แต่ถ้าคุณเริ่มอยากจะมีใครที่จะมาดูแลคุณ ก็อาจต้องถามตัวเองแล้วว่า

“พร้อมรึยังที่จะพาใครซักคนไปหาหมอ?”

แล้วคนๆ นั้นคือใคร?

ถ้าเรารู้แล้ว ก็เพียงเอาใจใส่เขาเสียหน่อย

เมื่อถึงวันที่คุณอ่อนแอ ผมเชื่อว่าเขาก็พร้อมที่จะดูแลคุณเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความคิดที่ผ่านเข้ามาหลังระเบิดที่ราชประสงค์

20150817_Bomb

เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง?

คือคำถามแรกที่ผุดขึ้น หลังจากไล่ดูข้อมูลตามไลน์และเว็บไซต์ทั้งไทยและเทศ

รายงานล่าสุด มีผู้เสียชีวิต 27 ราย (เป็นชาวต่างชาติ 4 ราย) บาดเจ็บ 81 ราย

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นี่คือการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่สุดที่กรุงเทพเคยมีมา

ในช่วง 10 ปีที่บ้านเมืองเราอยู่ในความขัดแย้ง กรุงเทพอาจจะมีระเบิดตรงนั้นตรงนี้ แต่มีคนเสียชีวิตน้อยมาก

ผมก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า ยังไงๆ ซะ คนที่แย่งชิงอำนาจกันส่วนใหญ่ก็ยังเป็นชาวพุทธ คงยังมีความละอายและเกรงกลัวแต่บาปอันเกิดจากการเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์

แต่เหตุการณ์ระเบิดที่พระพรหมเอราวัณค่ำวันนี้ ทำให้ผมต้องคิดใหม่เสียแล้ว

เราคงมาถึงจุดนี้แล้วจริงๆ

จุดที่คนไทยบางคน พร้อมจะก่อเหตุเพื่อตอบสนองอะไรบางอย่าง แม้รู้อยู่แก่ใจว่าจะสร้างความสูญเสียให้แก่ผู้บริสุทธิ์มากแค่ไหน

—–

การเลือกเวลาและสถานที่ ดูจะมองเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากต้องการให้ระเบิดคราวนี้ก่อความเสียหายให้มากที่สุดและให้เป็นข่าวไปทั่วโลก เพราะสี่แยกราชประสงค์ รวมถึงจุดเกิดเหตุอย่างพระพรหมเอราวัณ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องมาเยือน

และคงสมใจคนสั่งการ เมื่อ Reuters,  AP,  CNNBBC และ Al Jazeera พร้อมใจกันนำเสนอข่าวบ้านเราขึ้นเป็นข่าวอันดับหนึ่งในเว็บไซต์ของเขา

2015-08-18_000124

2015-08-17_231700

2015-08-17_215432

2015-08-18_083812

2015-08-18_000226

—–

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?  คือคำถามที่ตามมา

น่าจะแบ่งเป็นสองส่วน คือเราไม่ควรทำอะไร และควรทำอะไร

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. ส่งข่าวลือต่อทางไลน์ โดยไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน เพราะจะยิ่งก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด แหล่งที่มาที่ชัดเจนในความหมายของผมคือลิงค์กลับไปยังหน้าเว็บไซต์ของต้นทางที่อ้างอิงถึง (ไม่ว่าจะเป็นสื่อ รัฐบาล กาชาด โรงพยาบาล หรือโรงเรียน)

2. ส่งรูปของผู้เสียชีวิต มีคนในกรุ๊ปไลน์ตำหนิว่าอย่าส่งเพราะว่ามันเป็นภาพที่ไม่น่าดู แต่ผมว่าเหตุผลที่สำคัญกว่าคือเราควรให้เกียรติผู้เสียชีวิต ถ้าผมเป็นญาติใกล้ชิดกับผู้ตาย ผมย่อมไม่ปรารถนาให้ภาพของคนที่เรารักที่สุดปลิวว่อนอยู่ใน social media แน่ๆ

สิ่งที่ควรทำ

1. จัดให้มีระบบเช็คความปลอดภัยของพนักงาน ที่บริษัทของผมจะมีสิ่งที่เรียกว่า Call Tree หรือต้นไม้แห่งเบอร์โทรศัพท์ นั่นคือหัวหน้าจะต้องมีเบอร์ของลูกน้องทุกคน เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน นายใหญ่สุดของที่เมืองไทยจะเริ่มโทร.หา Director ของแต่ละแผนก Director ก็จะโทร.หา Manager, Manager โทร.หา Team Leader และ Team Leader จะโทร.หาลูกน้องในทีม ด้วยวิธีการโทร.ต่อกันเป็นทอดๆ เช่นนี้ จะทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าพนักงานทั้งหมดของเราปลอดภัยกันดีมั้ย

ผมหันไปถามแฟน (ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนกันแต่ไม่ใช่สัญชาติฝรั่ง) ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า Call Tree หรืออะไรที่คล้ายๆ กันมั้ย แฟนบอกว่าไม่มี ผมก็เลยอนุมานเอาว่าบริษัทจำนวนมากอาจจะยังไม่มีกระบวนการที่ว่านี้ แต่ผมขอแนะนำว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง

2. ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ภาษาไทยเรามีสำนวน “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ซึ่งสะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทยได้เป็นอย่างดี

ผมว่าถึงเวลาต้องปรับตัวกันแล้วนะครับ

เห็นอะไรไม่ชอบมาพากล อย่านิ่งดูดายหรือคิดว่าธุระไม่ใช่ ก่อนอื่นเราต้องเดินออกให้ห่างจากจุดต้องสงสัย เมื่อแน่ใจแล้วว่าเราปลอดภัย ก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รับทราบ

เพียงแค่เรา “เอาธุระ” ซักหน่อย เราอาจจะได้ช่วยชีวิตคน

3. สวดมนต์ภาวนา ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณงามความดีคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ต้องเสี่ยงภัยและเหนื่อยไม่น้อยต่อจากนี้ไป (ในขณะที่ผมนั่งพิมพ์บล็อกในห้องนอนที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ)

และแน่นอน เราควรสวดมนต์และภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตด้วย

เราเป็นคนศาสนาใด ก็ทำตามความเชื่อของศาสนานั้นเพื่อให้ดวงวิญญาณที่ล่วงลับได้ “กลับบ้าน”

ขอให้ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์ทุกดวงไปสู่สุคติครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เขียนรายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่

20150816_MeetingMinutes

สวัสดีครับ

วันนี้จะมานำเสนอทางเลือกในการจดบันทึกการประชุมครับ

การเขียนรายงานการประชุมนี่ถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออย่างหนึ่ง

แต่การอ่านรายงานการประชุมอาจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อยิ่งกว่า!

เพราะรายงานการประชุมที่เราเห็นๆ กันมักจะยืดยาวและเป็นทางการเอามากๆ ในขณะที่ตอนนี้พวกเราส่วนใหญ่ทำงานแบบส่งอีเมล์คุยกันแล้ว แต่รายงานการประชุมก็ยังยึดรูปแบบสมัยที่เรายังใช้กระดาษโรเนียวกันอยู่เลย

ผมลองกูเกิ้ลคำว่า “รายงานการประชุม” ก็เจอตัวอย่างจาก JobsDB ประมาณนี้:

ผู้ไม่มาประชุม ให้ลงชื่อหรือตำแหน่งของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุม ซึ่งมิได้มาประชุม โดยระบุให้ทราบว่าเป็นผู้แทนจากหน่วยงานใด พร้อมทั้งเหตุผลที่ไม่สามารถมาประชุม ถ้าหากทราบด้วยก็ได้

ผู้เข้าร่วมประชุม ให้ลงชื่อหรือตำแหน่งของผู้ที่มิได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุม ซึ่งได้เข้ามาร่วมประชุม และหน่วยงานที่สังกัด (ถ้ามี)

เริ่มประชุม ให้ลงเวลาที่เริ่มประชุม

ข้อความ ให้บันทึกข้อความที่ประชุม โดยปกติให้เริ่มด้วยประธานกล่าวเปิดประชุมและเรื่องที่ประชุมกับมติหรือข้อสรุปของที่ประชุมในแต่ละเรื่อง ประกอบด้วยหัวข้อ ดังนี้

วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุม (กรณีเป็นการประชุมที่ไม่ใช่การประชุมครั้งแรก)

วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมทราบ

วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา

วาระที่ 5 เรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)

เลิกประชุมเวลา ให้ลงเวลาที่เลิกประชุม

ผู้จดรายงานการประชุม ให้เลขานุการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้จดรายงานการประชุมลงลายมือชื่อ พร้อมทั้งพิมพ์ชื่อเต็มและนามสกุล ไว้ใต้ลายมือชื่อในรายงานการประชุมครั้งนั้นด้วย

—–

วิธีการจดการประชุมแบบนี้ดูครบถ้วนก็จริง แต่คำถามคือมันจำเป็นแค่ไหนสำหรับการทำงานในยุคนี้

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องระบุว่าใครมาหรือไม่มาประชุมบ้าง (ถ้าการประชุมเกิดขึ้นได้แสดงว่าคนที่สำคัญมาเพียงพอที่จะให้การประชุมเดินหน้าอยู่แล้ว)

เวลาเริ่ม/เลิกประชุม ก็ไม่มีนัยยะอันใด และถ้าเราใช้โปรแกรมพวก Outlook ซึ่งระบุเวลาเริ่มและเลิกอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในนี้

ผู้จดรายงานการประชุมก็ไม่ต้องใส่ เพราะมักจะเป็นคนเดิม และเป็นคนที่ส่งเมล์รายงานการประชุมอยู่แล้วเช่นกัน

ส่วนการบันทึกรายงานการประชุมเป็นวาระๆ ไปนั้น ในแง่หนึ่งก็ดูครบถ้วนดี แต่มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คนที่อ่านรายงานรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง

เพราะการจดรายงานการประชุมมันยืดยาวและไม่มีใครอยากอ่าน คนจดก็เลยไม่ค่อยจะอยากเขียนตามไปด้วย

การเขียนรายงานการประชุมสำหรับองค์กรยุคใหม่จึงควรเป็นกันเอง กระชับ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริงๆ


รายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่ที่ผมจะมานำเสนอ ผมได้มาจากฟิลลิป คนที่เล่าเรื่องนิทานปั้นหม้อให้อ่านในบล็อกของบริษัทครับ

ฟิลิปบอกว่าการประชุมมีจุดประสงค์อยู่แค่สามอย่าง คือ

1. Getting in sync about a particular topic แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกัน

2. Collaborative brainstorming ช่วยกันระดมสมอง

3. Making Decisions ตัดสินใจร่วมกันว่าจะเอายังไงกันต่อ

ดังนั้น รายงานการประชุมจึงควรจะมีสามอย่างนี้

1. Insights (“ah-ha” moments for the participants) ข้อมูลหรือแนวทางสำคัญๆ ที่เกิดจากการพูดคุยกันในที่ประชุม

2. Decisions – สิ่งที่ที่ประชุมตัดสินใจร่วมกัน

3. Action Items – สิ่งที่แต่ละคนต้องทำหลังจากประชุมเสร็จ

ฟิลิปยังเสนออีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือเราควรจะทำรายงานการประชุมแบบ Realtime ไปเลย โดยอาจจะใช้ Google Docs และฉายขึ้นโปรเจคเตอร์ให้ทุกคนเห็น (หรือส่งลิงค์ให้ทุกคนที่ประชุมเปิดจาก laptop ของตัวเอง)

คนจดรายงานการประชุมก็พิมพ์ไป แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะบอกคนจดรายงานว่า อ๊ะ ตรงนี้ควรจดนะเพราะมันเป็น Insights / Decisions / Action items จะได้ไม่มีอะไรตกหล่น

สมมติว่าผมเป็นคนจดรายงานการประชุมการจัดงานเลี้ยงบริษัท ก็จะได้ Meeting Minutes ประมาณนี้

Annual Party Committee Meeting Minutes
Thursday, 13 August 2015 11:00 a.m.-12:00 p.m.

Insights

  • We could use the hotel foyer for free of charge
  • At the last party, two buckets of beer were not used
  • The proposed schedule is too tight and should be adjusted
  • 500 people have signed up so far

Decisions

  • We will arrange some activities for the staff waiting at the foyer before the party starts
  • We will re-calculate the number of drinks to be ordered
  • We will take one or two activities out of the schedule to make it lighter
  • The proposed lucky draw prizes are good to go

Action Items

  • Rut to adjust the schedule
  • Rut to send out a reminder for staff to sign up for the party
  • Rut to schedule another meeting with an extended team in two weeks
  • Mo to work with First on the sound system quotation & invoice
  • Kan to get approval on the final budget
  • Kan to ensure we get most of lucky draw items by the end of August

เท่านี้ รายงานการประชุมก็จะกระชับ เข้าใจง่าย และทุกคนที่เข้าร่วมประชุมก็จะรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างครับ


(Updated: Jan 2020) [ขายของ] “Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

 


UPDATE: 25 Aug 2017: เขียนรายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในหลายเทคนิคที่ผมกล่าวถึงในหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผม หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณตัวอย่างรายงานการประชุมจาก JobsDB

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ไม่ต้องเถียง

20150815_DontArgue

ไม่ต้องเถียง เพราะเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ มันไม่มีประโยชน์
– วิลิต เตชะไพบูลย์ หนังสือ เสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หน้า 276

—–

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าตัวเองพูดน้อยลงไปเยอะเวลานั่งอยู่ในวงสนทนา

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเค้าคุยกันในเรื่องที่เราไม่ได้สนใจหรือไม่มีความรู้

อีกสาเหตุหนึ่งเพราะเห็นว่ามีคนในกลุ่มพูดกันเยอะอยู่แล้ว ผมเลยสมัครใจเป็นฝ่ายฟัง

แต่สาเหตุหลัก น่าจะมาจากความรู้สึก “ขี้เกียจพูด” มากกว่า

เหมือนว่าพอยิ่งอายุเยอะขึ้น ก็ไม่อยากใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

หรือโดยไม่รู้ตัว ผมอาจจะอยากเลียนแบบคนที่ผมชื่นชมอยู่ก็ได้

ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือหลายคนจะไม่ค่อยพูดอะไรเยอะนัก แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูด สิ่งที่เอ่ยออกมาก็จะเป็นคำพูดที่ชวนฟังและน่าคิดตามเสมอ

เรามักคิดว่าโค้ชที่เก่งๆ จะพูดเยอะและพูดปลุกเร้าเก่ง แต่ Daniele Coyle เล่าไว้ในหนังสือ The Talent Code ว่า John Wooden โค้ชทีมบาสเก็ตบอลของมหาลัยวิทยาลัย UCLA นั้นจะพูดไม่มาก มีนักวิจัยเคยลงไปสังเกตการซ้อมของทีมบาสแล้วก็พบว่า จอห์นจะพูดชมแค่ 7% ดุ 7% และอีก 75%* จะเป็นการพูดให้ข้อมูลแบบสั้นๆ กับนักบาสเป็นรายคนไป เช่นอย่าทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ ฯลฯ

Osho ก็เคยเขียนไว้ว่า ถ้าใครซักคนลองไปอยู่คนเดียวแบบไม่พูดเลยซักหนึ่งปี เมื่อเขากลับออกมา สิ่งที่เขาเอื้อนเอ่ยจะมีภูมิปัญญามหาศาล (โอโชยกตัวอย่างคนที่มีตัวตนอยู่จริงด้วยแต่ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)

—–

ผมมีเพื่อนร่วมงานที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกปปส.และทหาร

ช่วงที่การเมืองตึงเครียดเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ชอบเดินมาถามความเห็นของผมเกี่ยวกับสถานการณ์ แม้ผมจะเห็นต่างกับเขายังไง ผมก็เลือกที่จะพูดให้น้อยที่สุด เพราะคิดว่า “ไม่คุ้ม” ที่จะมานั่งอธิบายมุมมองของเรา ยิ่งเมื่อคำนึงว่าการสนทนาบทนี้มันก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการพิสูจน์ว่า “ใครคิดถูก – ใครคิดผิด”

หรืออีกนัยหนึ่ง มันแค่เป็นการเอาชนะคัดคานกันเพื่อส่งเสริมอัตตาตัวตนเท่านั้นเอง

—–

ไม่ใช่ผมไม่พร้อมที่จะถกเถียงหรือเอาความจริงมานั่งคุยกันนะครับ บางทีถ้ามันกระทบกับงานก็จำเป็นต้องคุยกันให้สะเด็ดน้ำ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงานหรือเรื่องคอขาดบาดตาย เราก็ควรดูว่าบทสนทนานั้นกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

ตอนเริ่มคุยกันใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างอาจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือความคิดเห็นเพื่อที่จะได้ “เข้าใจ” อะไรๆ มากขึ้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเจตนาของคู่สนทนาเปลี่ยนไปเป็นการ “มุ่งเอาชนะ” มากกว่าการเรียนรู้ ผมจะตัดบทให้เร็วที่สุด โดยยอมให้เขาได้พูดเป็นคนสุดท้ายเพื่อให้เขาได้ “ชนะ” สมใจ

แม้จะเป็นแค่ชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่ว่างเปล่าก็เถอะ

หนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมง และหนึ่งชีวิตมีแค่ 70 ปี เราจึงไม่ควรผลาญเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

สำหรับผม การเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ ถือว่าเป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” อันดับต้นๆ เลยครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณสรุปหนังสือเรื่อง The Talent Code จาก Jack Cheng PhD 

ขอบคุณหนังสือเสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

* อีก 11% หายไปไหนเขาไม่ได้ระบุ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานปั้นหม้อ

20150814_PotteryTale

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ วันเปิดเทอมของวิชาปั้นหม้อดินเผา คุณครูแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรก คุณครูบอกว่าตอนจบเทอมจะให้คะแนนนักเรียนกลุ่มนี้โดยดูจากคุณภาพของหม้อที่ปั้นออกมา

กลุ่มที่สอง คุณครูบอกว่าจะให้คะแนนโดยดูจากปริมาณหม้อที่นักเรียนปั้นได้

ตลอดเทอมนั้นนักเรียนกลุ่มแรกใช้เวลาคิดค้นและออกแบบวิธีการปั้นหม้อให้สวยที่สุด ในขณะที่กลุ่มที่สองปั้นหม้อลูกแล้วลูกเล่าทุกวันเพื่อให้ได้จำนวนหม้อมากที่สุด

พอตอนจบเทอม อาจารย์ก็ตรวจผลงานของนักเรียนทั้งสองกลุ่ม แต่ใช้คุณภาพเป็นเกณฑ์กับทั้งสองกลุ่ม (แทนที่จะใช้ปริมาณเป็นเกณฑ์กับนักเรียนกลุ่มที่สอง)

ผลปรากฏว่า คุณภาพหม้อของนักเรียนกลุ่มที่สองนั้นดีกว่ากลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะนักเรียนกลุ่มที่สองปั้นหม้อมาเป็นร้อยๆ หม้อแล้ว ในขณะที่กลุ่มแรกเพิ่งได้ลงมือปั้นหม้อจริงๆ เพียงไม่กี่หม้อ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?

—–
ขอบคุณนิทานจากฟิลลิป หนึ่งในผู้บริหารของบริษัทผมที่เอาเรื่องนี้มาเล่าลงบล็อกของบริษัท โดยฟิลิปบอกว่า นิทานเรื่องนี้น่าจะมาจากหนังสือเรื่อง Art & Fear ครับ  (และก็มีไปโผล่ในอีกหลายๆ ที่)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่