ไม่ต้องเถียง

20150815_DontArgue

ไม่ต้องเถียง เพราะเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ มันไม่มีประโยชน์
– วิลิต เตชะไพบูลย์ หนังสือ เสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หน้า 276

—–

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าตัวเองพูดน้อยลงไปเยอะเวลานั่งอยู่ในวงสนทนา

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเค้าคุยกันในเรื่องที่เราไม่ได้สนใจหรือไม่มีความรู้

อีกสาเหตุหนึ่งเพราะเห็นว่ามีคนในกลุ่มพูดกันเยอะอยู่แล้ว ผมเลยสมัครใจเป็นฝ่ายฟัง

แต่สาเหตุหลัก น่าจะมาจากความรู้สึก “ขี้เกียจพูด” มากกว่า

เหมือนว่าพอยิ่งอายุเยอะขึ้น ก็ไม่อยากใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

หรือโดยไม่รู้ตัว ผมอาจจะอยากเลียนแบบคนที่ผมชื่นชมอยู่ก็ได้

ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือหลายคนจะไม่ค่อยพูดอะไรเยอะนัก แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูด สิ่งที่เอ่ยออกมาก็จะเป็นคำพูดที่ชวนฟังและน่าคิดตามเสมอ

เรามักคิดว่าโค้ชที่เก่งๆ จะพูดเยอะและพูดปลุกเร้าเก่ง แต่ Daniele Coyle เล่าไว้ในหนังสือ The Talent Code ว่า John Wooden โค้ชทีมบาสเก็ตบอลของมหาลัยวิทยาลัย UCLA นั้นจะพูดไม่มาก มีนักวิจัยเคยลงไปสังเกตการซ้อมของทีมบาสแล้วก็พบว่า จอห์นจะพูดชมแค่ 7% ดุ 7% และอีก 75%* จะเป็นการพูดให้ข้อมูลแบบสั้นๆ กับนักบาสเป็นรายคนไป เช่นอย่าทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ ฯลฯ

Osho ก็เคยเขียนไว้ว่า ถ้าใครซักคนลองไปอยู่คนเดียวแบบไม่พูดเลยซักหนึ่งปี เมื่อเขากลับออกมา สิ่งที่เขาเอื้อนเอ่ยจะมีภูมิปัญญามหาศาล (โอโชยกตัวอย่างคนที่มีตัวตนอยู่จริงด้วยแต่ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)

—–

ผมมีเพื่อนร่วมงานที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกปปส.และทหาร

ช่วงที่การเมืองตึงเครียดเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ชอบเดินมาถามความเห็นของผมเกี่ยวกับสถานการณ์ แม้ผมจะเห็นต่างกับเขายังไง ผมก็เลือกที่จะพูดให้น้อยที่สุด เพราะคิดว่า “ไม่คุ้ม” ที่จะมานั่งอธิบายมุมมองของเรา ยิ่งเมื่อคำนึงว่าการสนทนาบทนี้มันก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการพิสูจน์ว่า “ใครคิดถูก – ใครคิดผิด”

หรืออีกนัยหนึ่ง มันแค่เป็นการเอาชนะคัดคานกันเพื่อส่งเสริมอัตตาตัวตนเท่านั้นเอง

—–

ไม่ใช่ผมไม่พร้อมที่จะถกเถียงหรือเอาความจริงมานั่งคุยกันนะครับ บางทีถ้ามันกระทบกับงานก็จำเป็นต้องคุยกันให้สะเด็ดน้ำ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงานหรือเรื่องคอขาดบาดตาย เราก็ควรดูว่าบทสนทนานั้นกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

ตอนเริ่มคุยกันใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างอาจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือความคิดเห็นเพื่อที่จะได้ “เข้าใจ” อะไรๆ มากขึ้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเจตนาของคู่สนทนาเปลี่ยนไปเป็นการ “มุ่งเอาชนะ” มากกว่าการเรียนรู้ ผมจะตัดบทให้เร็วที่สุด โดยยอมให้เขาได้พูดเป็นคนสุดท้ายเพื่อให้เขาได้ “ชนะ” สมใจ

แม้จะเป็นแค่ชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่ว่างเปล่าก็เถอะ

หนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมง และหนึ่งชีวิตมีแค่ 70 ปี เราจึงไม่ควรผลาญเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

สำหรับผม การเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ ถือว่าเป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” อันดับต้นๆ เลยครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณสรุปหนังสือเรื่อง The Talent Code จาก Jack Cheng PhD 

ขอบคุณหนังสือเสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

* อีก 11% หายไปไหนเขาไม่ได้ระบุ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s