คำภาษาอังกฤษที่เราใช้ผิดเป็นประจำ

20150902_EnglishWrongUsage

วันนี้อยากมาแชร์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องภาษาอังกฤษที่ผมเห็นว่าพวกเราชอบใช้ผิดกันบ่อยๆ นะครับ

—–
คำที่คนไทยมักสะกดผิด
—–

Baht vs Bath
Baht แปลว่า สกุลเงินบาท
Bath แปลว่า อ่างอาบน้ำ

กี่ครั้งแล้วที่เราเห็นป้ายราคาอาหารและสิ่งของลงท้ายด้วยคำว่า Bath (อ่างอาบน้ำ) อาจจะไม่น่าถือสานักถ้าเป็นร้านค้าข้างทางที่อยากแปะป้ายให้ฝรั่งอ่านออก แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ หรือเว็บไซต์ที่เขียนคำว่า Baht ผิดเป็น Bath นี่ความน่าเชื่อถือจะลดฮวบเลยทีเดียว

อ้อ แล้วคำว่า baht ไม่ต้องไปเติม s ต่อท้ายนะครับ เพราะเท่าที่ผมสังเกตสกุลเงินอย่าง Yen หรือ Yuan (Renminbi) เขาก็ไม่เติม s เช่นกัน

Angel vs Angle
Angel แปลว่า นางฟ้า
Angle แปลว่า มุม

หลายครั้งเหลือเกินที่ผมเห็นคนพร่ำพรรณนาว่า You are my angle – คุณคือมุมของผม! – แทนที่จะซึ้งเลยกลายเป็นการเปิดโปงให้เห็นเลยว่ามัวเมาในรักจนเสียการเรียน

Stationery vs Stationary
Stationery แปลว่าอุปกรณ์เครื่องเขียน
Stationary แปลว่าอยู่กับที่

ผมเคยเห็นร้านหนังสือชื่อดังร้านหนึ่งที่อยู่ในคอมมิวนิตี้มอลล์เลียบทางด่วนรามอินทราใช้คำว่า Stationary เพื่อบ่งบอกว่านอกจากร้านนี้ขายหนังสือ ซีดี และ ดีวีดี แล้ว ยังขายความนิ่ง เอ๊ยปากกาสมุดดินสอด้วยนะ

—–
ประโยคที่คนไทยมักใช้ผิด
—–

Discuss = สนทนา / ปรึกษาหารือ
ตัวอย่างที่ผิด I want to discuss about this issue tomorrow
ตัวอย่างที่ถูก I want to discuss this issue tomorrow

เวลาใช้คำว่า Discuss เรามักจะตามด้วย about กันเป็นประจำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ต้องใช้เลยครับ ให้ต่อกิริยาตัวนี้ด้วยกรรมได้เลย

ถ้าอยากจะใช้ about จริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนจาก discuss เป็น discussion แทน เช่น

I want to have a discussion about this issue tomorrow

—–

Comprise = รวมถึง / ประกอบด้วย

ตัวอย่างที่ผิด The house comprises of three bedrooms and two bathrooms
ตัวอย่างที่ถูก The house comprises three bedrooms and two bathrooms

เวลาใช้คำว่า Comprise ไม่ต้องมี of ตามหลัง ที่บางคนต่อด้วย of อาจจะเป็นเพราะนึกว่าใช้เหมือนกันคำว่า consist:

A traditional family consists of parents, children, and grandparents.

ถ้าอยากจะใช้ of กับ comprise ด้วยกันจริงๆ ต้องใช้ในรูป is comprised of:

The house is comprised of three bedrooms and two bathrooms

—–

The same as = เหมือนกัน

ตัวอย่างที่ผิด My shirt is as same as yours
ตัวอย่างที่ถูก My shirt is the same as yours

เรามักจะเห็นคำนี้เขียนผิดในรูป “as same as” ซึ่งใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะในกรณีไหนๆ

เดาว่าคนใช้น่าจะไปสับสนกับ “as <adjective> as” มากกว่าเช่น

I am as tall as you are
He doesn’t run as fast as I do

—–

Due to = เนื่องจาก

ตัวอย่างที่ผิด Due to the weather was bad, I came in late
ตัวอย่างที่ถูก Due to bad weather, I came in late

ตัวอย่างที่ผิด Due to I want to take an annual leave tomorrow
ตัวอย่างที่ถูก Due to personal reasons, I would like to take an annual leave tomorrow

เรามักใช้ Due to ตามด้วยประโยคแบบเต็มๆ ที่มีประธาน+กิริยา(+กรรม)

แต่จริงๆ แล้ว Due to ต้องต่อด้วยคำนามเท่านั้น

EDIT 3/9/2015: พอผมไปอ่านในเน็ตเพิ่มแล้วก็พบว่าการใช้ Due to เพื่อขึ้นต้นประโยคนั้นจริงๆ ควรจะหลีกเลี่ยงไปเลย ใช้คำว่า Because of จะเหมาะสมกว่า

—–

Ever = เคย

ตัวอย่างที่ผิด I have ever done this before
ตัวอย่างที่ถูก I have done this before / I used to do this before

ตัวอย่างที่ผิด She ever lived in Paris
ตัวอย่างที่ถูก She used to live in Paris /  She has lived in Paris

คำว่า ever ที่แปลว่าเคยนั้น จะใช้ได้เฉพาะในรูปแบบประโยคคำถามหรือประโยคปฏิเสธเท่านั้น

Have you ever done this before?
I have never done this before

แต่ในประโยคบอกเล่าเขาไม่ใช้กันครับ ถ้าจะมีใกล้เคียงสุดก็คือ

I don’t think I have ever done this before

ซึ่งก็คือประโยคปฏิเสธกลายๆ นั่นเอง

—–

Every day = ทุกๆ วัน

ตัวอย่างที่ผิด I check Facebook everyday*
ตัวอย่างที่ถูก I check Facebook every day

อันนี้ขอสารภาพว่าเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้เอง (นายฝรั่งบอกว่าผมใช้คำนี้ผิด) เพราะคิดว่า every day กับ everyday นั้นความหมายเดียวกัน

every day เป็น adverb ที่ไปขยายกิริยาว่าทำสิ่งนี้ทุกๆ วัน

ส่วน everyday นั้นเป็น adjective แปลว่า ธรรมดา ปกติ เห็นกันได้เป็นประจำ คล้ายๆ คำว่า ordinary หรือ normal นั่นเอง

He made the most of his everyday experience
I prefer you in your little grey everyday dress

—–

ทั้งหมดนี้คือคำและประโยคภาษาอังกฤษที่คนไทยมักเขียนผิด (และก็ดันลอกตามๆ กันมาจนนึกว่ามันถูก!) ที่อยากฝากให้พิจารณาและบอกต่อครับ

อ้อ แล้วถ้าคิดถึงคำไหนหรือรูปประโยคไหนที่เรามักจะใช้ผิดกันอีก ก็มาเล่าให้ฟังได้ที่เพจ Anontawong’s Musings นะครับ ถ้าผมเห็นว่าโอเค ผมจะเอามาลงบล็อกและใส่เครดิตให้ด้วยครับ

—–

* EDIT 10:06 3/9/2015  ตอนแรกผมใช้คำว่า  I play Facebook everyday ซึ่งคำว่า play จริงๆ แล้วไม่ใช่คำที่ฝรั่งใช้กันเวลาเล่นเฟซบุ๊ค จึงควรจะใช้คำว่า check มากกว่า ขอบคุณน้องกวาง (ซึ่งเคยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์) ที่ชี้แนะครับ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สุขอย่างทาส

20150901_Slave

ความสุขของคนเราสมัยนี้ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสิ่งนอกตัว

เราพึ่งพาสิ่งใด เราก็กลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

วันนี้ตอนสองทุ่มผมลงจากรถ BTS เพื่อไปรอแฟนที่ห้างหรูในเมือง

ขณะเดินผ่านประตูเข้าห้างที่มีเครื่องเอ๊กซ์เรย์แบบในรถใต้ดิน ผมก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะ

ดูลักษณะท่าทางแล้วเขากำลังเล่นมือถืออยู่

ถ้าผมถือวัตถุอันตราย แล้วเดินเลี่ยงประตูเอ๊กซ์เรย์เข้าไปในห้าง ผมเชื่อว่าเขาจะไม่เห็น

นึกแล้วก็แอบเศร้าเล็กน้อยที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนจะพลิกผันกันได้เพียงเพราะคนเราบกพร่องต่อหน้าที่โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์เครื่องนี้

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเห็นภาพประมาณนี้

วินมอเตอร์ไซค์ขี่รถไปคุยโทรศัพท์ไป

ตำรวจจราจรยืนเช็คเฟซบุ๊คกลางท้องถนน

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ส่งข่าวลือและรูปภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ในไลน์กันรัวๆ

วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นคุณหมอและพยาบาลส่งสติกเกอร์หาเพื่อนระหว่างอยู่ในห้องผ่าตัดก็ได้

—–

ถ้าคนจากปี 1995 ปี มาเห็นพวกเราก็คงรู้สึกประหลาดใจที่พวกเราทุกคนก้มหน้ากันตลอดเวลา

หรือแม้กระทั่งปี 2035 (ซึ่งผมเดาว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปเล่นของเล่นชิ้นอื่นกันแล้ว) ได้เห็นรูปถ่าย/วีดีโอชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ ก็คงขำเหมือนกันว่า ทำไมมนุษย์ปี 2015 ถึงเสียบุคลิกกันขนาดนี้

มือถือมันมีเสน่ห์เพราะเราใช้มันทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

และการที่เราต้องพึ่งพามันตลอดเวลาจนขาดไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน

เราไม่ได้เป็นเจ้าของมือถืออีกต่อไป มือถือต่างหากที่เป็นเจ้าของเรา

ไม่ใช่เฉพาะมือถือ ยิ่งความสุขของเราแขวนอยู่กับสิ่งนอกกายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีจำนวน “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

ลองถามตัวเองก็ได้ว่า นอกจากปัจจัยสี่แล้ว ทุกวันนี้มีอะไรที่เราขาดไปแล้วจะทุรนทุรายบ้าง?

เงินสด บัตรเครดิต แล็ปท๊อป อินเตอร์เน็ต Facebook LINE แป้งรองพื้น มัสคารา หรือแม้กระทั่งกาแฟดีๆ สักแก้ว

ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี

เพียงแต่ในบางวัน เราควรจะลองมีชีวิตโดยไม่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ดู

มีความสุขโดยพึ่งพาของนอกกายให้น้อยที่สุด

ดีกรีความเป็นทาสของเราจะได้ลดลงบ้าง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ก้าวเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลก

20150831_BabySteps - Copy

แป๊บๆ ปี 2558 ก็หมดไปสองในสามแล้ว

คนที่เมื่อต้นปีตั้ง New Year’s Resolutions เอาไว้ ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ?

บางคนตั้งใจว่าอยากจะพักผ่อนให้มากขึ้น นั่งสมาธิทุกเช้า ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก หรือออกไล่ล่าความฝัน

แต่หลังจากทำไปได้สักพัก หลายคนก็กลับมาสู่วังวนเดิม แล้วเราก็มานั่งรู้สึกแย่กับตัวเองว่า เรานี่ช่างไม่มีวินัยเอาเสียเลย

ทำไมการสร้างนิสัยใหม่ๆ หรือการเลิกนิสัยเก่าๆ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

และเราจะพอมีทางแก้ปัญหานี้ได้มั้ย?

คงต้องเริ่มถกกันที่ประเด็นว่า เหตุใดเวลาเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร บ่อยครั้งเรามักจะทำไม่สำเร็จ คือแม็คก็คิดนะว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่ก็แพ้ใจตัวเองทุกที!

แน่นอนครับ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความมุ่งมั่นและวินัยของเรา แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ และเรามักจะละเลยหรือไม่เคยนึกถึง คือกลไกสมองของเราครับ

เนื้อหาต่อไปนี้นำมาจากหนังสือที่ผมเคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว ชื่อว่า One Small Step can Change Your Life โดย Robert Maurer

มนุษย์เรามีสมองอยู่สามส่วน ส่วนที่เก่าแก่และอยู่ชั้นในสุดคือสมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian brain) ซึ่งทำหน้าที่ขั้นพื้นฐาน เช่นสั่งหัวใจให้เต้น สั่งให้เราง่วงนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนเช้า

สมองส่วนที่สองซึ่งอยู่ตรงกลาง คือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (limbic brain) สมองส่วนนี้ควบคุมอารมณ์และอุณหภูมิของร่างกาย ในสมองส่วนนี้ยังมีต่อมที่เรียกว่า อมิกดาลา (Amygdala) เรียกชื่อยากนิดนึง แต่จำเอาไว้ให้ดีๆ เพราะต่อมนี้เป็นตัวเอกของเราครับ

สมองส่วนสุดท้ายคือ นีโอ คอร์เท็กซ์ (neo-cortex) เป็นสมองส่วนที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เดรัจฉาน เพราะคณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษา และความคิดสร้างสรรค์ล้วนแต่ต้องใช้สมองส่วนนี้

สมองทั้งสามส่วนทำงานไปด้วยกัน แต่ไม่ได้ทำงานเท่าเทียมกันเสมอไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเราตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายต่อมอมิกดาลาที่อยู่ในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะทำงานเต็มกำลัง และปิดกั้นไม่ให้สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ทำงาน

การทำงานของสมองในรูปแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ เช่นเมื่อเราออกไปหาอาหารแล้วเจอเสือ เราคงไม่ต้องการมาพิจารณาว่า เสือตัวนี้ลายสวยดี หรือคำนวณว่าเสือน้ำหนักเท่าไหร่ (ซึ่งเป็นงานที่สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์โปรดปราน)

สิ่งที่จำเป็นที่สุด ณ ขณะนั้น คือการเอาชีวิตรอดให้ได้ ดังนั้น ต่อมอมิกดาลาจะตื่นตัวเต็มที่ และจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นว่า เราควรจะสู้หรือจะหนี (fight or flight)

มาปัจจุบัน เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับเสือตัวเป็นๆ อีกต่อไป แต่เราก็ยังเจอ “เสือ” ในรูปแบบอื่น เช่น เจ้านายอารมณ์ร้อน แก๊งซิ่ง แผ่นดินไหว และสถานการณ์ “แปลกปลอม” อื่นๆ ที่ทำให้ต่อมอมิกดาลาได้รับการปลุกอยู่บ่อยๆ

ประเด็นก็คือ เวลาเราพยายามเปลี่ยนแปลงนิสัย สมองของเราก็จะตีความว่านิสัยใหม่ที่เราจะพยายามมีนั้นเป็นสถานการณ์ “แปลกปลอม” หรือเป็นเสืออีกตัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นต่อมอมิกดาลาจึงทำงานอีกครั้ง โดยช่วงแรกเราจะสู้ยิบตา (fight) เช่นออกกำลังกายวันละหนึ่งชั่วโมงทุกวัน แต่พอทำไปได้ซักสองสามวัน ร่างกายชักเริ่มล้า งานชักเริ่มเยอะ และเริ่มรู้สึกไม่อยากออกกำลังกายแล้ว เราจึงหยุดออกกำลังกายไปดื้อๆ (flight – หนีการออกกำลังกาย) ทั้งๆ ที่สมองส่วนตรรกะ (นีโอ คอร์เท็กซ์) ของเราก็รู้ทั้งรู้ว่าเราควรจะออกกำลังกายตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เผอิญการทำงานของอมิกดาลามันไปบดบังการทำงานของสมองส่วนตรรกะของเรา ความคิดแบบมีเหตุมีผลก็เลยแพ้อารมณ์ไปโดยปริยาย และนี่คือสาเหตุที่เรามักจะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างนิสัยใหม่ๆ

แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

เมื่อต่อมอมิกดาลาเป็นตัวป่วน วิธีที่ดีก็คืออย่าไปเร้าให้ต่อมนี้มันทำงานครับ

อมิกดาลาจะไม่ถูกปลุก ถ้ามันไม่รู้สึกว่าเจอ “เสือ” หรือสิ่งแปลกปลอม

ดังนั้น วิธีทีเดียวที่จะเปลี่ยนนิสัยโดยไม่ให้สมองคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม คือเราต้องนิสัยทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการไคเซน (Kaizen) ของญี่ปุ่นหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า continuous improvement นั่นเอง

เคยมีกรณีศึกษาของหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เป็นแม่หม้ายลูกติด ทำงานสองกะเพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เลิกงานมาเหนื่อยๆ ก็เลยกินพิซซ่าและดูทีวีเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

ผลก็คือน้ำหนักเธอขึ้น สุขภาพของเธอก็แย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อไปหาหมอ หมอบอกว่าเธอต้องเริ่มออกกำลังกายแล้ว ซึ่งเธอก็ตอบหมอไปว่า เธอเคยพยายามมาหลายครั้งแล้ว ซื้อลู่วิ่งมาไว้ที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ด้วยภาระต่างๆ ที่เธอมี กว่าจะกลับถึงบ้านเธอก็ไม่มีแรงกายและแรงใจเหลือที่จะออกกำลังกายแล้ว

คุณหมอจึงบอกกับเธอว่า หมอไม่ขออะไรมาก แค่อยากให้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งเฉยๆ แค่วันละหนึ่งนาที คุณจะทำให้หมอได้ไหม

คุณผู้หญิงก็อึ้งสิครับ ต่อให้จะยุ่งหรือเหนื่อยแค่ไหน ยังไงทุกคนต้องมีเวลาพอที่จะยืนบนลู่วิ่งแค่วันละหนึ่งนาทีอยู่แล้ว สุภาพสตรีท่านนี้ก็เลยรับปากไปแบบงงๆ

สุดท้ายพอผ่านไปได้สองสัปดาห์ คนไข้ก็กลับมารายงานตัวกับคุณหมอว่าได้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งวันละหนึ่งนาทีทุกวันไม่เคยขาดตามที่รับปากกับหมอไว้

คราวนี้หมอก็ให้เพิ่มเป็นยืนวันละสามนาทีแทน

และอีกสองสัปดาห์ เมื่อหมอเจอคนไข้ (ที่มาส่งการบ้านว่ายืนวันละสามนาทีได้แล้ว) หมอก็ขอให้เปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ แทน ซึ่งเธอก็ทำตามนั้นทุกวันเช่นกัน

คุณผู้อ่านพอจะเห็นภาพแล้วใช่มั้ยครับ ทุกๆ สองสัปดาห์ เธอค่อยๆ เปลี่ยนจากยืนเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง จากหนึ่งนาที เป็นสามนาที เป็นห้านาที เป็นสิบนาที เป็นสิบห้านาที สุดท้ายเธอก็สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน วันละยี่สิบนาที สุขภาพเธอกลับมาดีขึ้น และหยุดนิสัยกินตอนดึกไปโดยปริยาย การออกกำลังกายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอเหมือนกับการแปรงฟันและอาบน้ำ

การปรับอุปนิสัยทีละน้อยนั้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จิ๊บจ๊อยเสียจนสมองไม่สามารถตรวจจับ (detect) ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ต่อมอมิกดาลาจึงไม่ถูกเร้าให้ทำงาน และอาการ Fight or Flight (สู้หรือหนี) จึงไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

หลักการนี้สามารถใช้กับการเปลี่ยนนิสัยอื่นๆ ได้อีกมากมายครับ เพียงแค่เริ่มต้นด้วยก้าวที่เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล็กซะจนที่ว่าไม่มีทางที่คุณจะทำไม่ได้ (Make it so easy, it is impossible to fail)

อยากนอนตื่นเช้าขึ้น? ตั้งเวลานาฬิกาให้ปลุกเร็วขึ้นห้านาที

อยากนั่งสมาธิ? เริ่มจากการรับรู้ลมหายใจตัวเองวันละสิบห้าวินาที

อยากกินข้าวให้น้อยลง? ตักข้าวคืนหม้อไปหนึ่งช้อน

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำต่อเนื่องทุกๆ วัน และต้องไม่ใจร้อน

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราควรจะทำเรื่องเดิมๆ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณ เช่นถ้าตอนนี้ตื่นเจ็ดโมงเช้า ช่วงสัปดาห์แรกก็ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเป็น 6:55 am สัปดาห์ที่สองเป็น 6:50 am ด้วยวิธีนี้ ภายในสามเดือน คุณก็จะตื่นนอนตอนหกโมงเช้าไปโดยปริยาย

แต่ถ้าเราใจร้อน วันแรก 6:55 วันที่สองตั้งเป็น 6:30 เลย โอกาสสูงมากที่ต่อมอมิกดาลาจะอาละวาด และการเปลี่ยนแปลงนิสัยก็จะล้มเหลวตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ใจเย็นๆ ไปช้าๆ ถ้าเราหันหน้าถูกทางและเดินตามเป้าหมายทุกวัน ยังไงก็ต้องไปถึงแน่นอนครับผม

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหน้งสือ One Small Step Can Change Your Life by Robert Maurer

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชีวิตคือของขวัญ

20150830_Present
ชีวิตไม่เคยให้ความมั่นคงกับใคร เพราะความมั่นคงเป็นสิ่งน่าเบื่อ

ถ้ารู้ว่าในกล่องของขวัญมีอะไร สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของขวัญ มันจะกลายเป็นแค่สิ่งหนึ่ง อาจเป็นสิ่งจำเป็น เป็นสิ่งมีค่า แต่มันจะไม่ใช่ของขวัญ ท่านได้ทำลายของขวัญด้วยความรู้ของท่านเอง และความอัศจรรย์ในชีวิตของท่านก็ถูกทำลายไปด้วย ชีวิตจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเลวๆ เช่นนี้กับท่านแน่ๆ มันโหดร้ายเกินไป แต่นี่คือสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจ มนุษย์พยายามอย่างยิ่งที่จะหาความมั่นคง แน่นอน และตายตัวให้ชีวิต

– ปราชญ์ปลาเป็น
หนังสือ วิถีปลาเป็น หน้า 80 ประพันธ์โดย พศิน อินทรวงค์

—–

ใครที่อายุซัก 30 ปีขึ้นไป น่าจะเคยได้ดูหนังเรื่อง Forrest Gump ที่ว่านำแสดงโดย ทอม แฮงค์

ฟอเรสท์เป็นเด็กไอคิวต่ำแต่มีจิตใจสูงส่ง โชคชะตาพาฟอเรสท์ให้ได้พบเจอกับคนอย่างจอห์นเลนนอนและประธานาธิบดีจอห์นเอฟเคนเนดี้ ได้ไปเป็นทหารสงครามเวียดนาม เป็นนักปิงปองทีมชาติ เป็นเจ้าพ่อฟาร์มกุ้ง เป็นคนสร้างกระแสออกวิ่งไปทั่วประเทศ ฯลฯ

หนึ่งในคำคมในหนังเรื่องนี้ที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดก็คือ:

Life was like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get.- ชีวิตเหมือนกล่องช็อคโกแล็ต คุณไม่มีวันรู้เลยว่าคุณจะได้ชิมรสอะไรบ้าง

หากโลกนี้มีแต่ความมั่นคงและไม่ปรวนแปร เด็กไอคิวต่ำอย่างฟอเรสท์กั๊มคงไม่มีวันได้รับประสบการณ์ดีๆ มากมายเช่นนี้

—–

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า เขาจะมีแผนการสำหรับตัวเองทุกๆ 7 ปี

ว่าอีก 7 ปีเขาจะทำอะไร และอีก 14 / 21 / 28 ปีเขาจะอยู่จุดไหน

แต่ผมไม่แน่ใจว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน แผนการ 7 ปีมันยังใช้งานได้อยู่รึเปล่า

ในเดือนที่ผ่านมา ใครจะไปคิดว่าจะมีระเบิดครั้งใหญ่ใจกลางกรุงเทพ และหุ้นจะตกเป็นร้อยจุดภายในเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีในตัวมันเอง

มันจะเป็นเรื่องไม่ดีในสายตาของคนที่ไม่อาจยอมรับความจริงที่ไม่ถูกใจเรา (ซึ่งผมเองก็คงยังเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้)

แต่สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างเบิกบานและมีสติ

ไม่ว่าช็อคโกแล็ตที่หยิบเข้าปากจะรสขมหรือรสหวาน ก็ถือเป็น “ของขวัญชีวิต” สำหรับเขาทั้งนั้น

—–

ขอบคุณหนังสือ วิถีปลาเป็น ประพันธ์โดย พศิน อินทรวงค์ สำหนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมพระถึงฉันเนื้อสัตว์ได้?

20150830_MonksEatMeat

ปี: 2001

สถานที่: เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์

“นิพพานคืออะไร” นาตาลี เอ่ยปากถาม

ผมแบมือให้นาตาลีดู “ถ้าความสุขคือมือที่หงาย”

จากนั้นก็พลิกมือกลับ “และความทุกข์มือที่คว่ำ”

“นิพพานก็คือไม่มีมือ”

ผมพูดจบด้วยความภูมิใจเล็กน้อยที่จำคำอธิบายเรื่องนิพพานจากที่ไหนซักแห่งมาเล่าให้เพื่อนฝรั่งตาน้ำข้าวชาวคริสตังฟัง

ช่วงนั้นผมได้ทุน IAESTE ไปฝึกงานที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รู้จักกับนาตาลี พอผมบอกนาตาลีว่าอยากไปเที่ยวโลซาน นาตาลีก็บอกว่ามาพักบ้านพ่อแม่เธอก็ได้ (ตอนนั้นนาตาลียังอยู่กับพ่อกับแม่) บทสนทนาข้างต้นจึงเกิดขึ้นในค่ำวันแรกที่ผมไปนอนค้างบ้านเธอ

ผมอธิบายเธอต่อเรื่องศีล 5 แล้วนาตาลีก็ถามว่า

“ศีลข้อ 1 บอกว่าห้ามฆ่าสัตว์ แต่เธอก็ยังกินเนื้อสัตว์อย่างนี้มันไม่บาปเหรอ”

ถามอย่างนี้ไปไม่ถูกเลยแฮะ แต่ก็ตอบไปว่า

“เรากินก็จริง แต่เราไม่ใช่คนฆ่า ดังนั้นบาปจึงตกอยู่กับคนที่ฆ่าสัตว์ (butcher) ต่างหาก”

นาตาลีก็ท้วงว่า “อ้าว อย่างนี้มันไม่ดูหน้าไหว้หลังหลอกไปหน่อยเหรอ (hypocritical)”

ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ผมก็แอบเห็นด้วยอยู่นิดหน่อย แต่ก็จนปัญญาไม่รู้จะตอบเธอในเรื่องนี้อย่างไร สุดท้ายก็เลยต้องเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันแทน

—–

ปี: ก่อนเริ่มพุทธศักราช

สถานที่: พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์

พระเทวทัตพร้อมด้วยพระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัตต์ เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลขอวัตถุ ๕ ประการ ดังนี้ (๑) ภิกษุควรอยู่ป่าตลอดชีวิต (๒) ภิกษุควรเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต (๓) ภิกษุควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต (๔) ภิกษุควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต (๕) ภิกษุไม่ควรฉันปลาและเนื้อ

พระพุทธตรัสห้ามว่า

อย่าเลยเทวทัตต์ ภิกษุใดปรารถนาก็จงอยู่ป่า ภิกษุใดปรารถนาก็จงอยู่ บ้าน ภิกษุใดปรารถนาก็จงเที่ยวบิณฑบาต ภิกษุใดปรารถนาก็จงยินดีการ นิมนต์ ภิกษุใดปรารถนาก็จงถือผ้าบังสุกุล ภิกษุใดปรารถนาก็จงยินดีผ้า คฤหบดี เราอนุญาตรุกขมูล(การอยู่โคนไม้)ตลอด ๘ เดือน(นอกฤดูฝน) เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑)ไม่ได้เห็น (๒)ไม่ได้ยิน (๓)ไม่ได้รังเกียจ

กล่าวคือ พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามพระภิกษุไม่ให้ฉันเนื้อ ส่วนรายละเอียดและการอภิปรายอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ของวิทยาลัยศาสนศึกษาครับ

—–

ปี: 2011

สถานที่: นิด้า

ผมเรียนวิชาการแปล (Translation) กับอาจารย์พัชรี โภคาสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือได้สนุกที่สุดคนหนึ่ง ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์การเรียนคณะภาษาและการสื่อสารที่นี่เลยทีเดียว

อาจารย์เล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งฝรั่งเคยมาถามอาจารย์ว่า “พระภิกษุ” นี่คือ “Beggar” ใช่มั้ย

ผมฟังแล้วจี๊ดเลย

แต่ถ้าไปเปิดคำแปลดูจริงๆ คำว่าภิกษุ นั้นแปลว่า “ผู้ขอ” จริงๆ

ภิกษุ เป็นคำภาษาสันสกฤต ส่วนภิกขุ เป็นคำภาษาบาลี เป็นนักบวชชายในพระพุทธศาสนา แปลตามคำศัพท์ว่า ผู้ขอ คือ สละโลก สละเคหสถาน และสละทรัพย์สมบัติ เพื่ออุทิศตนศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยที่ผู้อื่นให้ คนจำนวนมากในสมัยพุทธกาลได้ออกบวชถือเพศบรรพชิต มิได้ประกอบอาชีพ อยู่ได้ด้วยปัจจัยที่ผู้เลื่อมใสนำมาให้ ก็ถือว่าเป็นผู้ขอเหมือนกัน แต่ไม่เรียกว่าภิกษุ เรียกว่า ดาบส บ้าง มุนี บ้าง ฤาษี บ้าง ส่วนไทยใช้คำเรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนา เช่น พระภิกษุ พระสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์

อาจารย์พัชรีอธิบายให้ฝรั่งฟังว่า ภิกษุในศาสนาพุทธ มีความสัมพันธ์กับฆราวาสไม่ใช่ในฐานะขอทาน แต่ในฐานะ “เนื้อนาบุญ”

ผมได้ยินคำว่า “เนื้อนาบุญ” มาตั้งนาน แต่ไม่เคยนึกถึงความหมายของมันเลย (ท่อนสุดท้ายของบทสวดอิติปิโสฯ ที่ว่า  อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ นั้นแปลว่า “เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า”)

แต่พอฟังคำของอาจารย์พัชรี จึงเห็นภาพตามว่า พระภิกษุ ก็คือบุคคลที่ฆราวาสสามารถหว่านเมล็ดบุญด้วยการตักบาตรและถวายสังฆทาน และหากภิกษุนั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมล็ดบุญที่ฆราวาสอย่างเราๆ หว่านก็จะออกรวงงดงาม

ภิกษุจึงต้องพึ่งพาฆราวาส (เพื่อมีอาหารยังชีพ) และฆราวาสก็ต้องพึ่งพาภิกษุ (เพื่อการทำบุญ) ดังนั้นการแปลคำว่าภิกษุว่า beggar จึงไม่ถูกต้องในบริบทของสังคมพุทธศาสนา

—–

ปี 2012

สถานที่: ที่บ้าน

ผมนั่งดูรายการอะไรซักอย่าง แล้วจำได้ว่าท่านว. วชิรเมธี มาตอบคำถามคล้ายกับที่นาตาลีเคยถามผมเมื่อปี 2001 ว่าทำไมพระถึงฉันเนื้อได้

ท่านว.อธิบายว่า เพราะพระต้องหาอาหารจากการบิณฑบาตร ดังนั้นจึงควรจะฉันอะไรก็ตามที่ฆราวาสถวายให้

นั่นคือ ในฐานะ “ผู้ขอ” ภิกษุไม่ควรจะเรื่องมาก ตราบใดที่เนื้อที่คนถวายให้ไม่ได้อยู่ในข้อห้ามทางวินัย (เช่นเนื้องู หรือเนื้อมนุษย์) ภิกษุก็ควรรับไว้ เพราะอาหารมีไว้เพื่อประทังชีวิต ไม่ใช่เพื่อความยินดีพอใจ

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าเห็นว่าร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนกินแต่ผักตลอดชีวิตก็อยู่ได้ แต่บางคนกินแต่ผักจะไม่มีกำลัง จะต้องบริโภคเนื้อสัตว์ด้วย

—–

ปี 2015

สถานที่: เมืองซุก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

“จำนาตาลีที่อยู่เมืองโลซานได้รึเปล่า” ผมถามมิกิ

มิกิเป็นชื่อเล่นของไมเคิล เพื่อนชาวสวิสที่เคยได้ทุน IAESTE มาฝึกงานที่เมืองไทยเมื่อปี 2004 และตอนที่ผมไปสวิสเมื่อ 14 ปีที่แล้วก็ได้มิกินี่แหละเป็นพี่เลี้ยง พฤษภาคมปีนี้ที่ผมพาแฟนไปเที่ยวยุโรปก็เลยได้ไปพักที่บ้านเขา

ใช้เวลาคิดซักพัก มิกิก็นึกนามสกุลของนาตาลีออก

“เหมือนนาตาลีจะไม่ค่อยเล่นเฟซบุ๊คนะ เพราะเราเองก็ไม่ได้คุยกับนาตาลีนานมากแล้ว” มิกิบอก

ผมเอาชื่อและนามสกุลของนาตาลีไปหาในเฟซบุ๊คก็เจอจริงๆ เลยส่งเมสเสจไปหาเขา

ผ่านไปสามเดือนกว่าแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบจากนาตาลี สงสัยไม่ค่อยเล่นเฟซบุ๊คจริงๆ นั่นแหละ

ไว้พรุ่งนี้ลองทักไปอีกทีดีกว่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ เว็บธรรมจักร

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่