วิธีจัดการอีเมลหลังกลับมาจากหยุดงานยาวๆ

20150907_Email

กลุ่มเป้าหมายของบทความนี้คือพนักงานบริษัทที่ได้รับเมลวันละนับร้อยฉบับครับ

สมมติคุณลางานไปเที่ยวต่างประเทศมาซัก 2 สัปดาห์ กลับมาถึงที่ทำงานวันแรก คุณจะมีเมลนับพันฉบับแน่ๆ แค่นั่งอ่านเมลอย่างเดียวก็หมดวัน แค่คิดก็เครียดแล้ว!

วันนี้จะมาแชร์วิธีที่ผมการจัดการอีเมล์เมื่อต้องเจอสถานการณ์อย่างนี้ครับ

(ที่บริษัทผมใช้ Outlook เป็นโปรแกรมดูแลเมลนะครับ)

  1. นั่งลงที่โต๊ะ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
  2. สร้าง Folder ขึ้นใหม่ จะตั้งชื่อว่าอะไรก็ได้ สมมติว่าชื่อ ToRead แล้วกัน
  3. ย้ายเมล์ทุกฉบับจาก Inbox มาใส่โฟลเดอร์ ToRead
  4. Sort by sender แล้วอ่านเมล์ของหัวหน้าเราทุกฉบับ เพื่อที่จะได้รู้ว่าหัวหน้าต้องการอะไรจากเราบ้าง
  5. Sort by sender แล้วอ่านเมล์จากคนที่เราต้องทำงานใกล้ชิดด้วย
  6. Sort by priority เพื่อที่จะดูว่าเมลที่ขึ้นธงว่า Important มีเรื่องอะไรบ้าง
    จากนั้นก็เริ่มทำงานได้เลยครับ!
  7. ส่วนเมล์อื่นๆ เราค่อยกลับมาอ่านทีหลัง โดยอาจจะกันเวลาไว้วันละ 15-30 นาทีเพื่อสิ่งนี้
  8. โดยวิธีอ่านเมล์ที่ง่ายที่สุดคือให้ Sort by Subject ก่อน แล้วอ่านฉบับล่าสุดอันเดียวพอ ส่วนฉบับก่อนหน้านั้นก็ Mark as read ไปให้หมดครับ

ถ้าทำตามขั้นตอนด้านบน เราจะพร้อมทำงานตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเลย เพราะเราได้เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุด จากคนที่สำคัญที่สุดแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ คนที่ส่งก็ควรจะรู้อยู่แล้วว่าคุณลางานช่วงนี้ คงไม่ได้หวังให้คุณต้องทำงานอะไรหรอก แค่ส่งให้ไว้เป็นข้อมูลเฉยๆ แต่ถ้ามันมีเรื่องให้เราต้องทำจริงๆ เดี๋ยวเขาก็โทร.มาคุยกับเราเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

น่ากลัวก็น่าลอง

20150906_IfItScaresYou

If it scares you, it might be a good thing to try.

ถ้ามันน่ากลัว มันก็น่าลอง

– Seth Godin

—–

น่ากลัวในความหมายของเซ็ธ โกแดง ไม่ใช่น่ากลัวแบบบ้านผีสิงนะครับ

แต่น่ากลัวในแบบที่ทำให้เราสึกว่าว่า เออ เราจะทำได้มั้ยนะ

การพูดต่อหน้าคนเยอะๆ

การอาสารับงานที่ไม่เคยทำมาก่อน

การเดินเข้าไปทักทายคนที่เราอยากคุยด้วยมานาน

หรือการเขียนความคิดของเราลงบล็อกให้โลกทั้งใบได้เห็น (พร้อมด้วยคำชมและคำวิจารณ์)

สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เราใจเต้นเร็วกว่าปกติ และอาจกังวลจนถึงขั้นนอนไม่หลับเลยก็ได้

แต่อย่าลืมว่า เราเคยผ่านสิ่งที่เรา “เคย” ทำไม่ได้มานักต่อนักแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยานสองล้อ เราได้แผลมาตั้งเท่าไหร่

ตอนลงสระครั้งแรก เราสำลักนั้ำไปกี่รอบ

ต้องขอบคุณตัวเองในตอนนั้นที่ไม่ยอมแพ้ และพยายามจนกระทั่งเราสามารถปั่นจักรยานและว่ายน้ำได้โดยแทบไม่ต้องคิดอะไรเลยด้วยซ้ำ

ถ้าตอนเด็กๆ เราถอดใจง่ายๆ เหมือนตอนเป็นผู้ใหญ่ ป่านนี้ก็คงยังว่ายน้ำไม่เป็น

เรื่องที่ทำให้เรากลัวในตอนนี้ ถ้าเราลองเผชิญหน้ากับมันซักตั้ง

หรือสองตั้ง-สามตั้ง-สี่ตั้ง เหมือนที่เราทำสมัยหัดปั่นจักรยาน

ร่างกายและจิตใจก็จะเริ่มเคยชินกับสิ่งที่เราคิดว่าน่ากลัว

และนั่นก็หมายถึงว่าเราได้เติบโตขึ้นอีกนิดนึงแล้ว

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชีวิตไม่มีเป้าหมาย

20150905_NoGoals

จงจำไว้ ชีวิตของคุณจะสูญเปล่าถ้าคุณวิ่งตามเป้าหมายบางอย่าง เพราะชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์ ไม่ต้องไปที่ไหนอีก เพียงแต่รื่นรมย์กับตัวเอง

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจ เพราะจิตนั้นชอบคิดคำนวณ มันกล่าวว่า “แล้วอย่างนั้นอะไรคือความหมายของมันเล่า อะไรคือเป้าหมาย” ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหมาย และจิตก็จะพูดขึ้นมาทันที “ถ้าไม่มีเป้าหมาย แล้วจะมีชีวิตอยู่ทำไม ทำไมไม่ฆ่าตัวตายไปเสียเล่า” แต่จงดู ถ้ามีความหมายขึ้นมา สรรพสิ่งทั้งหมดก็จะน่ารังเกียจ มันจะกลายเป็นเหมือนธุรกิจ ถ้ามีเป้าหมาย แล้วชีวิตทั้งปวงก็จะสูญเสียบทกวีของตนไป

บทกวีเกิดขึ้นเพราะมันไม่มีเป้าหมาย เหตุใดกุหลาบจึงผลิดอก จงถามกุหลาบ มันจะตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้ แต่การผลิดอกนั้นงดงาม จะต้องรู้ไปเพื่ออะไรเล่า ผลิบานในตัวเอง โดยเนื้อแท้นั้นช่างงดงาม” ถามนก “ทำไมเจ้าจึงร้องเพลง” นกก็จะงงงวยกับคำถามไร้สาระที่คุณถาม การร้องเพลงนั้นสวยงาม มันเป็นสิริมงคล ทำไมถึงต้องถามด้วย แต่จิตนั้นแส่ส่ายหาเป้าหมาย จิตเป็นนักบรรลุ มันไม่อาจแค่เป็นสุขได้ ต้องมีเป้าหมายบางอย่างในอนาคตให้บรรลุ มีวัตถุประสงค์ไปให้ถึง แล้วจิตถึงจะรู้สึกดี ถ้าไม่มีอะไรให้ไปถึง มันจะแฟบ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ความพยายามทั้งหมดควรจะเป็น ปล่อยให้มันแฟบ !

ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีเป้าหมาย ชั่วขณะนี้ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่คือการเฉลิมฉลอง ทุกสิ่งยกเว้นตัวคุณ ทำไมถึงไม่เข้าร่วมด้วยเล่า ทำไมถึงไม่เป็นเช่นดอกไม้ เพียงผลิบานโดยไร้เป้าหมาย และเหตุใดจึงไม่เป็นเช่นแม่น้ำ ที่ไหลไปโดยไร้ความหมาย ทำไมถึงไม่เป็นเช่นมหาสมุทรที่คำรามก้อง เพียงพอใจที่จะเป็น

– OSHO
คุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 141

—–

ผมชอบอ่านงานเขียนของโอโชมาก

เพราะตัวหนังสือของเขาจะคอยเตือนเราว่า “เฮ้ย มันยังมีวิธีมองโลกในมุมอื่นอยู่นะ”

โอโชเคยได้รับการขนานนามจากทอม รอบบินส์ว่า “ชายที่อันตรายที่สุดถัดจากพระเยซู” (The most dangerous man since Jesus Christ)

คนที่ชอบอ่านหนังสือของโอโชอาจจะต้องมีใจซาดิสม์นิดๆ เพราะโอโชชอบตีแสกหน้าความกลับกลอกของมนุษย์ (ซึ่งเราเองในฐานะคนอ่านก็มีอาการอย่างนี้เช่นกัน) โอโชท้าให้เราสบตากับความจริงและตื่นจากการใช้ชีวิตอย่างขาดสติและทำตามที่คนอื่นๆ เขาคิดว่าดี

ยิ่งอ่านเหมือนยิ่งโดนโอโชด่า แต่ก็สนุกจนวางไม่ลง

ใครที่ไม่เคยอ่านงานของโอโช ขอแนะนำครับ

แต่ขอเตือนในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน – อย่าอ่านหนังสือของโอโชเยอะเกินไป

เพราะมันจะทำให้ความคิดของเราเป็นขบถเสียจนอยู่ในโลกคนปกติได้ยาก

—–

ฝรั่งนั้นพร่ำสอนเราว่า การจะมีชีวิตที่มีความสุขนั้น คุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน กล้าเดินออกจากความเคยชินเดิมๆ (get out of your comfort zone) และเดินตามเป้าหมายนั้น

นักสร้างแรงบันดาลใจและไลฟ์โค้ช (Life Coach) เกือบทุกคนก็บอกว่าเราต้องเขียนเป้าหมายลงกระดาษ แล้วไปพิชิตมันมาให้ได้

แต่โอโชกลับบอกว่า ชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์

อ้าว แล้วจะให้ผม/ฉัน/กรู ทำอะไรล่ะทีนี้? จะให้ใช้ชีวิตแบบซังกะตายไร้จุดหมายรึยังไง?

แต่จะว่าไป การไม่มีจุดหมาย ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะต้องน่าเบื่อหรือซังกะตายเสียหน่อย

นั่งเล่นกับลูกไม่มีเป้าหมาย

นั่งมองพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่มีเป้าหมาย

นอนฟังเสียงนกร้องยามเช้ายิ่งไม่มีเป้าหมายใหญ่เลย

การมีเป้าหมายนั้นย่อมมีข้อดี เพราะมันช่วยผลักดันให้เราเติบโต และ(เค้าว่ากันว่า)จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความสมบูรณ์พูนสุข (abundance) มากขึ้น

แต่ถ้าเราพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เป้าหมาย และออกเดินทางสู่เป้าหมายอย่างมีวินัยและแน่วแน่ ดวงตาที่มัวจับต้องแต่เป้าหมายนั้น คงไม่อาจมองเห็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ริมทาง

คำถามที่โอโชสะกิดให้เราคิดก็คือ การมีเป้าหมายนั้นจำเป็นรึเปล่าสำหรับการมีชีวิตที่ดี?

จำเป็นหรือไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตัดสิน

ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่โอโชพูด

แต่ผมชอบที่เขาชี้ให้เห็นอีกความเป็นไปได้หนึ่งของการใช้ชีวิต

การมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ

—–

ขอบคุณหนังสือ คุรุวิพากษ์คุรุ ประพันธ์โดย OSHO แปลโดย โตมร สุขปรีชา สำนักพิมพ์ GM Books

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณภาพจาก Quora

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานหลอกเด็ก

20150904_TaleStupidBoy

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานที่ผมได้ยินครั้งแรกตอนที่ Edward de Bono มาบรรยายที่เอเชี่ยนยูเมื่อประมาณ 14 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมานึกขึ้นได้ตอนอ่านโพสต์คล้ายๆ กันใน Quora ครับ

ขอเล่าด้วยสำนวนตัวเองนะครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย

จิมมี่เป็นเด็กวัยห้าขวบที่มักจะโดนเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเรียกให้มาคุยด้วยแล้วให้ค่าขนมอยู่เสมอ โดยให้เลือกระหว่างเหรียญหนึ่งดอลล่าร์และเหรียญสองดอลล่าร์

ที่ออสเตรเลียนั้นเหรียญ 2 ดอลล่าร์จะมีขนาดเล็กกว่าเหรียญ 1 ดอลล่าร์ (ตามรูปด้านบน)

จะโดนเรียกกี่ที จิมมี่ก็เลือกเหรียญใหญ่เสมอ และเด็กวัยรุ่นก็จะมองหน้ากันแล้วหัวเราะในความไร้เดียงสาของเด็ก

วันหนึ่งเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เรียกหญิงสาวข้างบ้านมาดูด้วย

“พี่คอยดูนะ เดี๋ยวจิมมี่มันก็เลือกเหรียญ 1 ดอลล่าร์อีก”

ว่าแล้ววัยรุ่นก็เรียกจิมมี่มาคุยด้วยนิดหน่อย และเสนอค่าขนมด้วยวิธีเดิม แล้วจิมมี่ก็เลือกเหรียญ 1 ดอลล่าร์อีกจริงๆ

พอจิมมี่เดินพ้นสายตาไป เด็กวัยรุ่นก็หันมาบอกหญิงสาวว่า “เห็นมั้ยพี่ เจ้าจิมมี่นี่มันโคตรซื่อบื้อเลย”

หญิงสาวเดินจากมาด้วยความไม่สบายใจเท่าไหร่ เผอิญเห็นจิมมี่ที่เพิ่งเดินออกจากร้านสะดวกซื้อพร้อมไอติมในมือ (สงสัยจิมมี่เอาเงินที่เพิ่งได้ไปซื้อมา) จึงถามจิมมี่ว่า

“จิมมี่จ๊ะ หนูรู้มั้ยว่าจริงๆ แล้วเหรียญอันที่เล็กกว่านี่มันมีค่ามากกว่าเหรียญใหญ่อีกนะ”

“อ๋อ ผมรู้อยู่แล้วครับ” จิมมี่ตอบ

หญิงสาวงงเล็กน้อย “แล้วทำไมเธอถึงเลือกเหรียญ 1 ดอลล่าร์ทุกทีเลยล่ะ?”

“ถ้าผมเลือกเหรียญ 2 ดอลล่าร์ คราวหน้าเค้าก็ไม่เรียกผมแล้วสิครับ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า?

—–

ขอบคุณเรื่องจาก Quora และ Edward De Bono 

ขอบคุณภาพจาก Quora

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

20150903_Punctuality

ในบรรดานิสัยที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่ง นิสัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความตรงต่อเวลา

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ง่ายๆ แบบไม่ได้อ้างอิงตำราอะไร ผมว่ามีสองเหตุผล

ข้อหนึ่ง เพราะการเดินทางของฝรั่งเขากะเวลาง่ายกว่าเรา บ้านเมืองเขารถไม่ติดมากเท่าเมืองไทย แถมขนส่งมวลชนของเขาก็ตรงต่อเวลาและเชื่อถือได้ ฝรั่งจึงไม่มี “ข้ออ้าง” ให้มาสาย ไม่เหมือนคนไทยที่เราสามารถอ้างรถติดได้เสมอ (แม้ว่าจริงๆ แล้วเรามัวแต่อ้อยอิ่งทำอย่างอื่นมากกว่า)

แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ว่า สมัยก่อนที่ฝรั่งจะมีขนส่งมวลชนที่เชื่อถือได้ ทำไมฝรั่งก็ยังให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาซึ่งก็นำผมไปสู่เหตุผลก็คือสภาพอากาศครับ (อันนี้มโนเอาเองล้วนๆ)

นึกภาพขวัญนัดเจอเรียมที่ริมคลองแสนแสบ ถ้าเรียมมาช้า ขวัญก็ยังหาร่มไม้นั่งรอได้ หรือถ้าร้อนนักก็กระโดดลงเล่นน้ำรอซะเลย

แต่ถ้าขวัญกับเรียมเกิดที่อังกฤษ นัดกันแถวริมแม่น้ำเธมส์ การมาสายของอีเรียมย่อมหมายความว่าไอ้ขวัญต้องยืนปากสั่นท้าลมหนาว ณ อุณหภูมิ 10 องศา จะลงเล่นน้ำก็ไม่ได้ (เผลอๆ ฝนตกอีก) ถ้าเรียมมาช้าซักครึ่งชั่วโมง ผมว่างานนี้ขวัญมีเคืองแน่ๆ

—–

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

ปี 1996 : สมัยนั้นผมเตะบอลแทบจะเป็นอาชีพเสริม วันเสาร์เตะสองนัด วันอาทิตย์เตะอีกหนึ่งนัด วันนั้นเราต้องไปเตะ “นอกบ้าน” คือเมืองข้างๆ โดยมีผู้ปกครองอาสาขับรถพาเด็กๆ ไป ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่จะติดรถคุณน้าคนนี้ไปด้วย

คุณน้าบอกว่าจะมารับที่สนามซ้อมตอนบ่ายโมงตรง (โดยนักเตะอีกสองคนก็จะมารอที่นี่) พอดีเพื่อนผมชื่อโยนบ้านอยู่แถวนั้นเลยแวะไปบ้านโยนก่อน มัวแต่เล่นเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึงเวลานัดแล้ว ผมรีบวิ่งออกมา ในใจ็คิดว่าเค้าคงไม่ทิ้งเราหรอก เพราะผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นกำลังหลักของทีมด้วย

ผมไปถึงสนามตอน 13:05 ปรากฎว่าเงียบสนิท สมัยนั้นยังไม่มีมือถือด้วยเลยติดต่อใครไม่ได้ ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครมา สุดท้ายผมเลยอดแข่ง

วันรุ่งขึ้นเจอคุณน้า เขาบอกว่าเขาวิ่งวนมาดูแล้วถึงสองรอบคือตอน 12:50 กับ 13:00 แต่ก็ยังไม่เจอผม สุดท้ายเขาก็เลยต้องตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สนาม

—–

ปี 2001 : สมัยฝึกงานอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมนัดกับนักเรียน IAESTE อีกประมาณ 7 คนว่าจะไปเดินเขาที่ Zermatt เพื่อจะชมวิวยอดเขา Matterhorn (ยอดเขาที่เป็นโลโก้ของช็อกโกแล็ตทอเบิลโลน)

เรานัดเจอที่จุดนัดพบของที่สถานีรถไฟหลัก Zürich Hauptbahnhof (อ่านว่าเฮ้าบานหอบ) อารมณ์คล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา

ผมไปสายห้านาที และก็เป็นอย่างที่กลัว คือไม่เหลือใครแล้ว!

โชคดีที่มีคนไปสายกว่าผม ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว แต่เป็นสาวจากประเทศแถบอเมริกาใต้ (ประเทศเขตร้อนเหมือนผมเลย มิน่าสายเหมือนกัน!) เราเลยต้องเดินทางไปด้วยกันเองสองคน ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอพรรคพวกที่โรงแรมตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว

—–

ประสบการณ์เหล่านี้เลยทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาพอสมควร (แต่ก็ยังบกพร่องอยู่นะครับ)

จริงๆ ผมก็อยากให้คนไทยตรงต่อเวลามากขึ้นนะ เพราะการที่เราไม่รักษาเวลา ปล่อยให้คนอื่นต้องนั่งรอ ก็เป็นการแสดงออกว่าเราขาดความเคารพต่อเขา

และเมื่อ “ชีวิต” ก็คือ “เวลา” เจ็ดสิบกว่าปี ที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้

การไม่รักษาเวลา ก็เหมือนเป็นการ “ฆ่า” คนอื่นดีๆ นี่เอง (แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็เถอะ)

ถ้าเราไปตามเวลาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะโทร.บอกคนที่รอเราอยู่ว่า เราจะไปถึงประมาณเมื่อไหร่ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอะไรดี

เพราะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการได้ยินเพื่อนที่มาสายบอกว่า “ใกล้จะถึงแล้ว” แต่กลับปล่อยให้เรารอไปอีกเป็นชั่วโมงหรอกนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่