คนตรง

20151206_TaoSomchai

คุณคิดว่า ความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร

ทำอะไรก็ตามให้เป็นธรรมชาติครับ คุณคิดอะไรคุณก็ทำอย่างนั้น ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก ผมก็จะตรงแบบมีหลักการ บางทีตรงเกินไป พูดไม่เข้าหูคนอื่นก็ไม่ดี

– สมชาย เข็มกลัด

In Talk, We Trust

—–

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยแกรมมี่กับอาร์เอสแข่งกันเป็นใหญ่ เราก็จะได้เห็น “มวยถูกคู่” ที่แต่ละฝ่ายต่างส่งออกมาประมือกัน

เจ เจตริน ปะทะ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
เต๋า สมชาย ปะทะ มอส ปฏิภาณ
UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองเชียร์แกรมมี่มากกว่า แต่สุดท้ายก็ซื้อเทปของทั้งสองค่ายนั่นแหละ

เป็นช่วงเวลาที่คลาสสิคดีนะครับผมว่า

—–

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณเต๋า สมชายเป็นข่าวเรื่องทะเลาะวิวาท

ได้มาอ่านสัมภาษณ์ในหนังสือ In Talk We Trust (รวบรวมจาก a day bulletin) ถึงได้รู้ที่มาที่ไป

อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจไปคุยกับจิตแพทย์

จริงๆ จุดเริ่มต้นที่คิด คือวันหนึ่งผมไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด เข้ามากอดผม แล้วเขาพูดว่า “พี่เป็นแบดไอดอลของผมเลย” ผมอึ้งนะ ไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกกลัว…คิดว่ามันเป็นเรื่องอันตรายกับคนอื่นนะ…มันทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องแคร์คนอื่นบ้าง เลยคิดว่าก่อนกลับมาทำงานอีกครั้งต้องไปคุยกับจิตแพทย์…จิตแพทย์เขาบอกว่าสมองผมมีสารเคมีตัวหนึ่งที่หลั่งออกมา ทำให้สมองสั่งการผิด เวลามีคนพูดกับผมไม่ถูกหูหน่อยก็จะมีเรื่องเลย แทนที่สมองจะสั่งการให้ค่อยๆ ฟัง อย่าเดินเข้าไป แต่ของผมมันสั่งให้มีเรื่องไปเลย…หมอเรียกผมว่าพวกระเบิดชนวนสั้น คือจุดแล้วระเบิดเลย…ผมเริ่มปรับตัวด้วยการคุยกับจิตแพทย์ เริ่มกินวิตามินบำรุงสมอง งดกินเหล้าด้วย 6 เดือน ค่อยๆ ปรับโน่นนี่นั่น พอผมบอกหมอว่าจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว ปรากฎว่าหมอก็เปิดไวน์ฉลองเลย บอกว่ากินได้แล้วนะครับ (หัวเราะ)

ดาราแต่ละคนมีภาพลักษณ์ไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะมองว่าคุณเต๋าเป็นนักเลง อารมณ์ร้อน

แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าหลายคนเชื่อว่าคุณเต๋าเป็นคนจริงใจไม่มีมารยาเยอะ

“บางทีมีคนมาคุยกับผม ผมก็จะมีหน้าเดียว หมายความว่าเดินออกไปจากตรงนี้ ผมก็จะไม่นินทาใครหรือเอามีดมาแทงข้างหลังใคร คุณเห็นผมหน้านี้ ผมเดินออกไปผมก็เป็นหน้านี้ หันกลับมาผมก็เป็นหน้านี้”

ประโยคสัมภาษณ์ที่กระทบใจผมที่สุดคือ

“ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก”

นั่นแสดงว่า คุณเต๋า สมชายน่าจะเรียนรู้ที่จะพูดจาให้ฉลาดขึ้น โดยที่ไม่ได้สูญเสียความเป็นคนตรงไปตรงมาของตัวเองไป

ตัวผมเองก็เป็นคนพูดตรง จนบางทีก็ตรงเกินไป

ครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมประชุมกับรุ่นพี่ พอเห็นว่าการคุยกันเริ่มออกทะเล ผมเลยโพล่งขึ้นมากลางที่ประชุมเพื่อชี้ให้เห็นว่าเขากำลังเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ จนรุ่นพี่คนหนึ่งหน้าเสียแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปเลย

แฟน: รุ่นพี่คนนั้นเขาเคืองเธอแน่ๆ
ผม : ก็เราพูดเรื่องจริงนี่
แฟน: ถึงจะพูดเรื่องจริง แต่ก็มีวิธีพูดให้ดีกว่านี้ได้ไม่ใช่เหรอ

ซึ่งก็ถูกของแฟนผม

บางทีเราเองก็ยึดติดกับนิยามของการเป็น “คนตรง” เกินไป

และต่อให้เรามีเจตนาดีหรือบริสุทธิ์แค่ไหน ถ้าสิ่งที่เราเปล่งออกไปเป็นมะนาวไม่มีน้ำหรือไม่ใช้วาทศิลป์เพื่อถนอมน้ำใจอีกฝ่ายเลย คำพูดและเจตนาของเราก็อาจถูกตีความอย่างผิดๆ

ซึ่งนั่นย่อมเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับทุกฝ่ายเลยทีเดียว

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

Pic & Pause: ตาเนื้อ

20151204_BareEyes

สวัสดีครับ วันนี้วันศุกร์ ถ้าไม่มีนิทานมาเล่า ผมก็จะเอารูปเจ๋งๆ มาฝากนะครับ

Pic & Pause คือภาพที่เห็นแล้วทำให้ “หยุด” และคิดอะไรไปได้ต่างๆ นาๆ

ดังเช่นรูปนี้เป็นต้น

SeeWithTheEyes

เหตุใดคุณยายถึงไม่หยิบมือถือขึ้นมา?

ก. คุณยายไม่มีมือถือ
ข. มือถือคุณยายถ่ายรูปไม่ได้
ค. มือถือคุณยายถ่ายรูปได้ แต่ถึงถ่ายไปก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปเปิดโชว์ให้ใครดู
ง. คุณยายอยากซึมซับบรรยากาศและความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ให้มากที่สุด
จ. อื่นๆ (โปรดระบุ ……….)

หนึ่งคนใช้ตาเนื้อ อีกร้อยคนใช้ตาพลาสติก

คุณล่ะ ใช้ตาอะไรเป็นหลัก?

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Quora: Ankit Anand’s answer to What are the best things in the world that the coming generations will miss?

ความงดงามของทุนนิยม

20151203_Capitalism

เมื่อวานนี้บล็อกคำพูดของพี่โจน จันได* มีคนแชร์เยอะกว่าที่คาด

อาจเป็นเพราะประโยคมันแรง ก็เลยมีทั้งคนถูกใจมากๆ และคนที่ไม่ชอบใจมากๆ

พี่โจน จันได หันหลังใหักับทุนนิยม ปฏิเสธการศึกษากระแสหลัก และหันไปพึ่งพาตัวเอง

ซึ่งจะว่าไปก็เท่ชะมัด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้

—–

ในระยะหลัง “ทุนนิยม” ได้รับบท “ผู้ร้าย” มาโดยตลอด

เพราะมันได้ดึงส่วนที่มืดที่สุดของมนุษย์ออกมา ทำให้คนเอาเปรียบกัน แก่งแย่งชิงดีกัน เพราะมุ่งไปหา “เงิน” เป็นหลัก

วันนี้เลยอยากมาชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของทุนนิยมกันบ้าง

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora ภายใต้คำถามที่ว่า Is Capitalism a zero-sum game ครับ

ส่วนเนื้อหาที่คนตอบเอามาอ้างอิงนั้นมาจากหนังสือเรื่อง Why Not Capitalism? ของ Jason Brennan ครับ

—–

เจสันอธิบายประโยชน์ของทุนนิยมให้ฟังในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ที่เขาสอน

เวลาที่เด็กเข้าห้องเรียน เจสันจะหยิบ candy bar ให้นักเรียนคนละชิ้น (candy bar คือช็อคโกแลตหรือขนมที่มีลักษณะเป็นแท่งแบน) โดยแต่ละคนจะได้แคนดี้บาร์ต่างกันไป

จากนั้นเจสันจะให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจกับแคนดี้บาร์ในมือของตัวเอง ว่าจากคะแนนเต็มสิบนั้น ตัวเองพอใจแค่ไหน

เมื่อทุกคนให้คะแนนเสร็จแล้ว เจสันจะเอาคะแนนของทุกคนมารวมกัน ในกรณีนี้ได้คะแนนรวม 103 คะแนนจากเด็ก 19 คน (คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.42)

และก็มาถึงส่วนสำคัญครับ

เจสันบอกว่า ทุกคนในห้องสามารถจะแลกแคนดี้บาร์กับใครก็ได้ (โดยที่ต่างฝ่ายต่างต้องยินดีที่จะแลกแคนดี้บาร์ของตัวเอง ห้ามมีการบังคับ)

นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะเอาแคนดี้บาร์ของตัวเองไปแลกกับของเพื่อนที่มีแคนดี้บาร์ที่ตัวเองถูกใจกว่า

เมื่อแลกเสร็จแล้ว เจสันให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจอีกครั้ง

คราวนี้คะแนนรวมเพิ่มเป็น 149 (เฉลี่ย 7.8) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

นี่คือประโยชน์ของทุนนิยมครับ

ในห้องเรียนนี้ ไม่มีใครที่สถานภาพแย่ลง เพราะเขาจะแลกแคนดี้บาร์ก็ต่อเมื่อมันทำให้เขามีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

คราวนี้ลองคิดต่อนะครับ

ถ้านักเรียนไม่จำเป็นต้องเอาแคนดี้บาร์ไปแลกกับแคนดี้บาร์ แต่สามารถใช้เงินของตัวเองซื้อเพิ่มได้ด้วย ใครใคร่ได้แคนดี้บาร์สองแท่งก็สามารถซื้อจากคนที่ไม่อยากกินซักแท่ง เพราะกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่

และถ้าสมมติว่านักเรียนสามารถผลิตแคนดี้บาร์เองได้ด้วย โดยอาจจะทำได้ดีกว่าแคนดี้บาร์ที่มีอยู่ในตอนนี้ด้วยซ้ำ โดยนักเรียนสามารถยืมเงินจากเพื่อนหรือร่วมกันลงขันเพื่อสร้างโรงงานแคนดี้บาร์ก็ได้

และสมมติว่าคนที่มีแคนดี้บาร์สองอัน คิดอยากจะแบ่งแคนดี้บาร์สักชิ้นให้กับคนที่ไม่มีก็ได้

ความน่าจะเป็นก็คือ ดัชนีแห่งความสุขในห้องเรียนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก

และนี่คือความงดงามของทุนนิยมและตลาดเสรีครับ

แน่นอน ในโลกแห่งความจริง ทุกคนไม่ได้เกิดมาเท่ากัน นักเรียนบางคนอาจจะมีแคนดี้บาร์จากบ้านเป็นสิบแท่ง ขณะที่บางคนอาจไม่มีแคนดี้บาร์มาแลกกับใครเลย ซึ่งในกรณีนี้ อาจารย์อาจจะต้องออกแรงช่วยคนที่ไม่มีแคนดี้บาร์มากหน่อย

หรือบางคนอาจใช้กำลังขู่เข็ญเพื่อให้ได้แคนดี้บาร์จากเพื่อนร่วมห้องที่ตัวเล็กกว่า

หรืออาจารย์บางคนอาจจะเก็บภาษีแคนดี้บาร์เพื่อเอาไปบำรุงบำเรอกระเพาะของตัวเอง

ดังนั้นระบบทุนนิยมอาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์

แต่ถ้าทุนนิยมในสังคมนั้นมีศีลธรรมกำกับ

ทุนนิยมก็อาจสร้างสังคมในอุดมคติได้เช่นกันครับ

—–

ป.ล. การที่เมื่อวานผมเขียนบทความ “โจมตี” ทุนนิยม แล้วมาวันนี้มาเขียน “อวย” ให้ทุนนิยม ไม่ได้แปลว่าผมไม่มีจุดยืนนะครับ

จุดยืนของผมมีอย่างเดียว คือ “เพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต” สำหรับคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้

ได้มุมมองใหม่ๆ ไปแล้ว จะเชื่อ จะค้าน ก็ไม่เป็นไร

แค่คุณเข้ามาอ่าน แล้วเอาไปคิดต่อ ก็ขอบคุณมากๆ แล้วครับ

—–

* สรรพนามเปลี่ยนจาก คุณโจน จันได เมื่อวานนี้ มาเป็น พี่โจน จันไดวันนี้ เพราะพี่ทำให้บล็อกของผมมีคนเข้ามาอ่านเยอะเลย จึงรู้สึกขอบคุณและขอสมัครเป็นน้องครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Quora: Rob Weir’s answer to Is Capitalism a zero-sum game?
Google Books: Why Not Capitalism? by Jason Brennan

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pixabay.com

โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250

นิทานแข่งม้า

20151128_HorseRace

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้ทรงชราภาพและรู้พระองค์ว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน จึงตัดสินใจเขียนพินัยกรรมถึงลูกชายทั้งสองว่า

“เมื่อข้าตายไป เจ้าทั้งสองจะต้องแข่งม้ากัน ม้าของใครวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นตัวสุดท้ายถือว่าชนะ และเจ้าชายผู้เป็นเจ้าของม้าตัวนั้นจะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังค์ของข้า”

เพียงไม่นานพระราชาก็เสด็จสวรรคตจริงๆ การแข่งม้าจึงได้มีขึ้น

เจ้าชายทั้งสองพระองค์ต่างนำม้าคู่ใจมาแข่ง มีเหล่าประชาราษฎรมาเป็นสักขีพยาน

เมื่อเริ่มแข่งขัน เจ้าชายทั้งสองต่างก็พยายามบังคับม้าของตัวเองให้เคลื่อนตัวช้าที่สุดจนม้าาแทบไม่ขยับไปไหน ผ่านไปจนถึงหัวค่ำแล้วการแข่งขันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้าถึงเส้นชัยเลย คนดูเริ่มเบื่อและทยอยกลับบ้าน สุดท้ายการแข่งขันจึงต้องถูกพักไปก่อน

เมื่ออดรนทนไม่ไหวกับการแข่งขันอันแปลกประหลาดนี้ เจ้าชายจึงนำความไปปรึกษาฤาษีที่ทั้งสองให้ความเคารพ

ฤาษีฟังเรื่องราวด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า

“ทำไมท่านไม่สลับม้ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Arsh Gupta’s answer to What are some best short stories? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com